พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 77 นายอำเภอใหม่ผู้แปลกประหลาด
ก่อนที่สัญญาจะมีผลบังคับใช้ จางฉีเฉวียนไม่สามารถเดินทาง
ไปยังเขตอันสุ่ยได้
แต่การอยู่แต่ในเรือนเล็กก็ทำให้เขารู้สึกอึดอัดและไม่สบายใจ
นัก
หลิวซุ่ยยังคุยกับจางเซียงเหลียนได้ตั้งแต่เช้าจรดค ่า แต่เขากลับ
ต้องพยุงไม้เท้า และลากขาที่เวินจืออวิ่นผูกมัดให้ใหม่เดินไปมาในตัว
อำเภอเท่านั้น
ประจวบกับเห็นโจวจื้อเฉียงกำลังสอบถามเพื่อหาที่อยู่ของพวก
เจียงเซิงในอำเภอ
ชายที่ไม่มีภรรยาตามมาดูแล สภาพของเขาดูเลอะเทอะ ใช้มือ
และเท้าโบกไปมา “นางเป็นเด็กอายุเจ็ดแปดขวบ หน้าตาดูดีมาก แต่
ในใจเต็มไปด้วยความชั่วร้าย แค่มองก็รู้ว่าเป็นเด็กสาวที่นิสัยไม่ดี”
คำบรรยายนี้ทำให้จางฉีเฉวียนรู้สึกเหนื่อยใจยิ่งนัก
แน่นอนว่าเขายังได้รับความไม่พอใจจากพ่อค้าด้วย “ไสหัวไป
ไสหัวไป ข้าไม่รู้จัก”
โจวจื้อเฉียงโมโหมาก แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรกับพ่อค้าแปลกหน้า
ได้แต่เดินไปมุมถนนแล้วถ่มน ้าลายข้นลงพื้น “สารเลวเอ๊ย รอให้ท่าน
นายอำเภอกลับมาก่อนเถอะ ข้าจะต้องฟ้องร้องพวกเจ้าให้ตายเลย”
จางฉีเฉวียนส่ายหัว มองเขาเดินจากไปแล้วรีบกลับมาที่เรือน
เล็ก
“นายอำเภอเซี่ยหยางกำลังจะเข้ารับตำแหน่งในไม่ช้า หากเขา
ไปฟ้องร้องจริง ๆ ก็คงเป็นเรื่องยุ่งยาก” เขาถาม “จะทำอย่างไรดี…”
ความหมายของจางฉีเฉวียนคือจะขัดขวางหรือไม่
แต่เจียงเซิงที่อยู่ข้าง ๆ กระโดดขึ้นมาเอ่ยแทรก “หรือพวกเราจะ
ฟ้องร้องเขาดี”
ทุกคนในเรือนอดไม่ได้ที่จะหันไปมองนาง
เด็กหญิงนี้เติบโตมาจากการเร่ร่อน ความคิดอ่านย่อมแตกต่าง
จากคนทั่วไป มุมมองจึงมักจะแปลกใหม่อยู่เสมอ
แต่เมื่อนางได้ไตร่ตรองถ้อยคำเหล่านี้อย่างละเอียด ก็พบว่ามี
ประเด็นที่น่าสนใจอยู่จริง ๆ
หากให้โจวจื้อเฉียงไปฟ้องร้อง จางเซียงเหลียนก็จะกลายเป็น
ภรรยาที่หนีออกจากบ้าน ต่อให้นำหลักฐานการถูกทำร้ายและด่าทอ
มาแสดง ก็เป็นเพียงการพิสูจน์ของตัวเองเท่านั้น
แต่กลับกัน หากให้นางฟ้องร้องเรื่องโจวจื้อเฉียง เขาก็จะ
กลายเป็นผู้ที่ทำผิดกฎหมาย ต้องเป็นฝ่ายหาหลักฐานมาหักล้างและ
พิสูจน์ตัวเองแทน
“แต่พวกเราไม่เคยมีกฎให้ฟ้องร้องสามีที่ทำร้ายร่างกายได้มา
ก่อนเลยนะ” หลิวชุยถอนหายใจ “มีแต่เรื่องภรรยาละเมิดข้อห้ามทั้ง
เจ็ด แต่ไม่เคยได้ยินว่าฝ่ายสามีมีความผิดอะไร”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนในเรือนเล็กก็เงียบกริบ
ทุกคนต่างครุ่นคิดว่า สตรีนางหนึ่งจะมีเหตุผลอะไรบ้างที่สามารถ
ฟ้องร้องสามีได้
จางเซียงเหลียนมองเด็กคนนั้นที่ทำสีหน้าเศร้าหมอง พลางมอง
เด็กอีกคนที่ขมวดคิ้วมุ่น นางอยากจะพูดอะไรสักอย่างแต่ก็ไม่กล้า
เอื้อนเอ่ย
“ข้า…ข้าเพิ่งแท้งลูกไป สามารถใช้เรื่องนี้ได้หรือไม่” ผ่านไปสัก
พักใหญ่ นางจึงเอ่ยด้วยน ้าเสียงสั่นเครือ “เดือนก่อนข้าตั้งครรภ์ได้
เจ็ดเดือน แต่โจวจื้อเฉียงกลับให้ข้าไปเก็บกวาดมูลสัตว์จนแท้งไป ทั้ง
ที่เด็กในท้องข้ามีร่างกายครบส่วนแล้ว แต่เขาก็ยังรอดชีวิตไม่ได้…”
ก่อนหน้านี้ จางเซียงเหลียนยังคงมีความหวังอยู่บ้าง และอยากจะ
ใช้ชีวิตคู่กับโจวจื้อเฉียงให้ดีเพื่อลูกในท้อง
จนกระทั่งหลังจากแท้งไป หลังท่านหมอตรวจแล้วก็บอกว่านาง
ไม่มีทางตั้งครรภ์ได้อีกตลอดชีวิต หัวใจของจางเซียงเหลียนจึงตาย
ไปด้วย
ดังนั้นนางจึงค่อย ๆ กล้าที่จะโต้แย้งและทะเลาะกับโจวจื้อเฉียง
ทั้งยังมีความกล้าหาญจะหนีออกจากบ้านซึ่งเหมือนกรงขังนั่น
ด้วย
“ชีวิตนี้ข้าตั้งครรภ์มาทั้งหมดสี่ครั้ง ทุกครั้งล้วนแท้งไปเพราะ
ทำงานหนัก” เสียงของจางเซียงเหลียนแหบพร่า “ไม่ว่าจะตั้งครรภ์ได้
สามเดือนหรือเจ็ดเดือน พวกคนตระกูลโจวก็หางานมาให้ข้าทำได้
เสมอ หากไม่ใช่งานในไร่นาก็ต้องซักผ้า ทำกับข้าว ล้างจาน ทุกครั้ง
ไป…”
เจียงเซิงฟังแล้วน ้าตาคลอหน่วย
เมื่อนับดูครั้งสุดท้ายที่ท่านป้าถูกโจวจื้อเฉียงลากตัวไปเพื่อหา
เรื่องแลกเปลี่ยนเสื้อคลุมในตอนนั้น นางคงตั้งครรภ์ได้ประมาณสอง
เดือนแล้ว
ไม่แปลกใจเลยที่นางบอกว่าตนจากไม่ได้ ไม่แปลกใจเลยที่นาง
บอกว่าปล่อยวางไม่ลง
“พี่สาว ท่านช่างน่าสงสารเหลือเกิน” หลิวซุ่ยร ่าไห้ตาม
นางกับจางฉีเฉวียนสองสามีภรรยาเองก็ไม่มีบุตร ส่วนตระกูล
โจวมีบุตรแล้วกลับไม่เห็นคุณค่า ถึงกับให้สตรีท้องคนหนึ่งทำงาน
ช่างเป็นการทำบาปทำกรรมอย่างแท้จริง
“การทำให้คนแท้งลูกไปนั้นผิดกฎหมายของราชวงศ์ต้าอวี๋และ
จะต้องรับผิดชอบ” สวี่โม่ ที่เพิ่งกลับจากสำนักศึกษายืนกล่าวช้า ๆ
อยู่ตรงประตู
เวินจืออวิ่นซึ่งแบกกล่องยากลับมาก็เอ่ยเสริมประโยคหนึ่ง “การ
แท้งเด็กไปภายในสามเดือนสามารถตรวจสอบผ่านการจับชีพจรได้”
ดวงตาของเจียงเซิงพลันสว่างวาบขึ้นทันที
เมื่อมีเรื่องเหล่านี้รองรับแล้ว การฟ้องร้องก็ไม่ยากเย็นอีกต่อไป
สวี่โม่เป็นผู้เขียนคำร้อง เวินจืออวิ่นช่วยจับชีพจรพร้อมกับบำรุง
ร่างกายอันอ่อนแอของ ป้าจางให้ดีขึ้น
พวกเขารอคอยอย่างใจจดใจจ่อ
ต้นเดือนเจ็ด นายอำเภอเซี่ยหยางคนใหม่ ในที่สุดก็นั่งรถม้า
มาถึงเพื่อรับตำแหน่ง
จางเซียงเหลียนถือคำร้องคุกเข่าอยู่บนเส้นทางที่เขาจะต้องผ่าน
ไป นางก้มกราบเพื่อฟ้องร้องต่อเขา
นี่ถือเป็นการแสดงความสามารถของนายอำเภอเซี่ยหยางคน
ใหม่ เขาไม่มีทางเลือกนอกจากรับคำร้องนั้นไป จากนั้นสวี่โม่ผู้เป็น
ซิ่วไฉก็ว่าความแทนนาง โดยมีจางฉีเฉวียนและหลิวซุ่ยเป็นพยาน
ยืนยันถึงชื่อเสียงอันฉาวโฉ่ของตระกูลโจวในหมู่บ้าน
ไม่ว่าโจวจื้อเฉียงจะด่าทอ สาปแช่ง หรือแสดงท่าทีจะเข้ามาทุบตี
จางเซียงเหลียนต่อหน้าศาลอย่างไร ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงคำตัดสิน
สุดท้ายได้
“ด้วยคดีที่จางเซียงเหลียนถูกโจวจื้อเฉียงทำร้ายร่างกายจนแท้ง
ลูก โจวจื้อเฉียงได้ลงมือกระทำจริง ดังนั้นจึงตัดสินให้พวกเขาทั้งสอง
คนหย่าร้างกัน และแยกย้ายกันไปคนละทาง ไม่มีความเกี่ยวข้องกัน
อีกต่อไป”
เมื่อคำตัดสินหย่าร้างนี้ออกมา จางเซียงเหลียนก็ร้องไห้จนตา
บวมช ้า
โจวจื้อเฉียงยังคงกระทืบเท้าอยู่ที่เดิม “ข้าไม่ยอม ข้าไม่ยอมรับ
นางเป็นคนที่ข้าแต่งเข้ามา นางจะหนีไปได้อย่างไร นางจะหย่ากับข้า
ได้อย่างไร! ถึงแม้ข้าจะไม่ต้องการนางจริง ๆ ก็ต้องเป็นการหย่า
ภรรยาเท่านั้น”
ทว่าไม่มีผู้ใดสนใจเขาเลย
หลิวซุ่ยดีใจที่พาจางเซียงเหลียนออกมาจากขุนนรกได้ เจียงเซิง
ยืนยิ้มกล้าวอยู่ข้าง ๆ
เด็กน้อยทุกคนต่างดีใจไปตามกัน
สวี่โม่มองน้องสาวที่กำลังยิ้มอยู่ ทันใดนั้นเขากลับรู้สึกถึงสายตา
ที่เหมือนกำลังดูคนมอง เขาหันหน้ากลับไปยังทิศทางนั้น และ
เผชิญหน้ากับดวงตากลมโตของนายอำเภอคนใหม่พอดี
เมื่อรู้ตัวว่าถูกเขาจับได้ นายอำเภอคนใหม่ก็รีบก้มหน้าลงแกล้ง
ทำเป็นดูบันทึกคดีความ
นายอำเภอคนใหม่ผู้นี้ค่อนข้างยังหนุ่ม อายุเขาเพียงยี่สิบกว่าปี
ใบหน้าขาวผ่องไร้หนวดเครา หน้าตาเรียบร้อยสง่างาม แม้แต่การ
ตัดสินคดีก็ยังเฉียบขาดชัดเจน
กล่าวตามตรง เขาควรจะเป็นนายอำเภอที่ดีคนหนึ่ง
แต่สายตาที่แอบมองมาของเขาพาให้รู้สึกไม่สบายใจจริง ๆ
สวี่โม่ฝืนอดทนไว้ แล้วพาน้องชายน้องสาวกลับเรือนเล็ก
จางเซียงเหลียนสงบสติอารมณ์ลงแล้ว กำลังดึงตัวหลิวซุ่ยไปคุย
เรื่องส่วนตัวบางอย่าง
สัญญาระหว่างจางฉีเฉวียนกับเจิ้งหรูเชียนก็ผ่านการรับรอง
อย่างเป็นทางการแล้ว มีผลบังคับใช้ทันที
วันนี้ สองสามีภรรยาตระกูลจางจึงเตรียมจะออกเดินทางไปเขต
อันสุ่ย
เจิ้งหรูเชียนรู้ดีว่าพวกเขาไม่มีเงินติดตัว จึงได้เตรียมเงินห้าสิบ
ตำลึงไว้ให้แล้ว “ท่านลุงจาง ข้าจะมอบเงินของโรงผลิตให้ท่านดูแล
ส่วนค่าใช้จ่ายประจำวันก็ให้หักจากเงินก้อนนี้ได้เลย ท่านไม่ต้อง
เกรงใจ”
จางฉีเฉวียนรับเงินนั้นมา ทั้งยังซาบซึ้งในความไว้วางใจอย่าง
เต็มที่ของท่านเถ้าแก่น้อย และรู้สึกเจ็บปวดกับสถานการณ์อัน
ยากลำบากในปัจจุบันของตนเอง
แม้แต่เงินสำหรับซื้อข้าวกิน พวกเขายังไม่มีเลย
โชคดีที่ได้พบกับเจิ้งหรูเชียน โชคดีที่ได้ลงนามสัญญาจ้างงานนี้
หลิวซุ่ยกำลังบอกลาจางเซียงเหลียนอยู่
“พี่สาวจาง พวกเราอาจจะไปอยู่ประจำที่เขตอันสุ่ยแล้ว เพื่อไป
ช่วยท่านเถ้าแก่น้อยสร้างโรงผลิตที่นั่น หากท่านไม่มีที่ไป ถ้าอย่าง
นั้นก็ไปกับพวกเราเถอะ” นางพูดโน้มน้าวไม่หยุด
จางเซียงเหลียนกำลังจะพูด แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นก็เห็นสีหน้า
ตื่นเต้นของเจียงเซิง นางอดหัวเราะไม่ได้ “น้องสาว การไปจากที่นี่ก็ดี
อยู่หรอก แต่ข้าไม่วางใจที่จะทิ้งพวกเด็กๆ ไว้”
พวกเด็กตัวน้อยเด็กมีทั้งหมดหกคน คนโตสุดอายุสิบสองปี ส่วน
คนเล็กสุดอายุแปดขวบ นี่น่าเป็นห่วงมาก
“อีกอย่างข้าไม่มีความสามารถอะไรมากนัก มีดีแค่ทำงานบ้าน
ได้บ้าง” จางเซียงเหลียนพูดอย่างอ่อนโยน “ข้าอาจหาเงินได้ไม่มาก
แต่จะดูแลเด็ก ๆ ทั้งหกคนอย่างดีแน่นอน”
เจียงเซิงพยักหน้าหงึกหงักอยู่ข้าง ๆ
นางไม่อยากให้ป้าจางไปเขตอันสุ่ยหรอก ไม่อย่างนั้นนางก็กิน
ไก่ผัดพริกอร่อย ๆ ไม่ได้อีกแล้วแน่
ถึงพี่ใหญ่จะทำอาหารได้ แต่เทียบกับฝีมือของป้าจางแล้ว…นาง
ขอเลือกป้าจางแล้วกัน!
เจียงเซิงลูบอกตัวเองอย่างแผ่วเบา หวังว่าพี่ใหญ่จะไม่ได้ยินสิ่งที่
นางคิดเมื่อครู่นี้นะ