พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 78 เจรจาร่วมมือ
“เช่นนั้นก็ดีเหมือนกัน”
หลิวซุ่ยนึกถึงเหล่าเด็กน้อยที่น่าสงสาร “ถ้าอย่างนั้นท่านต้อง
ดูแลตัวเองให้ดีนะ มีอะไรก็ส่งข่าวมาหาพวกเราได้เลย ถ้าเจ้าคน
แซ่โจวนั้นมารังแกท่านอีก ข้าจะให้ท่านพี่หักขาเขาเสีย”
จางเซียงเหลียนอดขำไม่ได้
จางฉีเฉวียนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เกาจมูก รู้สึกเหมือนตอนนี้คนที่ขา
หักจะเป็นเขาเองนะ
ในที่สุดพวกเขาก็เก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จางฉีเฉวียนกำลังจะเดินกะเผลกออกไปเช่าเกวียน
ฟางเหิงขับรถม้าของบ้านมาเทียบจอดที่หน้าประตู
จางฉีเฉวียนดีใจมาก “ท่านเถ้าแก่น้อยจะให้พวกข้ายืมรถม้าไป
ใช้หรือ”
“ท่านลุงจางคิดอะไรอยู่” เจิ้งหรูเชียนหัวเราะเบา ๆ “ครั้งนี้ไม่ได้มี
แค่พวกท่านที่จะไปเขตอันสุ่ยนะ”
เขาก็จะไปพูดคุยเรื่องการร่วมมือกับร้านเรือนโยวหรานในเขต
อันสุ่ย ทั้งต้องส่งผักและนำหมูรวมควันกลับมาห้าร้อยชั่ง
แต่เดิมเจิ้งหรูเชียนตั้งใจจะไปคนเดียว ทว่าตอนนี้มีสามีภรรยา
ตระกูลจางเพิ่มเข้ามา มันจึงกลายเป็นการเดินทางของสามคน
ไม่มากไม่น้อยเกินไป
ใครจะรู้ว่าฟางเหิงกลับไม่พอใจ “พี่รอง ข้าก็จะไปด้วย”
ในใจของพวกเขาพี่น้อง เขตอันสุ่ยราวกับเป็นพื้นที่ต้องห้าม
สำหรับฟางเหิง
แต่ในใจของฟางเหิง ความปลอดภัยของพี่น้องต่างหากที่สำคัญ
ที่สุด
ครั้งนี้ไม่เพียงการไปสร้างโรงผลิตอาจจะเจอปัญหา กระทั่งการ
ไปเจรจาที่เรือนโยวหรานก็มีอันตราย ฟางเหิงไม่อยากเห็นเจิ้งหรูเชีย
นกลับมาด้วยใบหน้าช ้าปวมหรือฟันหลุดจนหมดปากแน่นอน
“ข้าจะไปด้วย เพื่อปกป้องท่าน” ฟางเหิงกำมือแน่น “ไม่ต้องกังวล
ข้าโตขึ้นมากแล้วไม่มีใครจำข้าได้หรอก”
เจิ้งหรูเชียนยังอยากจะพูดอะไรอีกสักอย่าง
ฟางเหิงกลับถามเขา “พี่รอง พวกเราเคยสัญญากันไว้ไม่ใช่หรือ
ว่าจะไม่แยกจากกันไปไหน?”
เจิ้งหรูเชียนจึงได้แต่อ้าปากค้าง
คำว่าไม่แยกจากกันไปไหนไม่ได้หมายความอย่างนี้สักหน่อย
อีกอย่าง เขาแค่ไปเขตอันสุ่ยรอบเดียว จะถือว่าแยกจากกัน
ตรงไหนกัน
แต่ว่าน้อยครั้งที่ฟางเหิงจะดื้อดึง เจิ้งหรูเชียนจึงไม่กล้าปฏิเสธเขา
ได้แต่หันไปมองพี่ชายและน้องชายคนอื่น ๆ ด้วยสายตาอ้อนวอน
ไม่คาดคิดว่า สวี่โม่ที่ครุ่นคิดไปครู่หนึ่งจะพยักหน้าแล้วกล่าวว่า
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ไปด้วยกันเถอะ”
ดวงตาเจิ้งหรูเชียนแทบถลนออกมาจากเบ้า
ฟางเหิงก็สงสัยเช่นกัน “พี่ใหญ่ ท่านจะไม่ไปสำนักศึกษาแล้ว
หรือ?”
สวี่โม่ยิ้มเล็กน้อย
ปีนี้เขาสอบได้อันดับหนึ่งถึงสองปีซ้อน ตอนนี้จึงได้เลื่อนขั้นเป็น
ซิ่วไฉแล้ว ความรู้ในตำราเรียนจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับเขาอีกต่อไป
แม้แต่อาจารย์ในสำนึกศึกษายังบอกเขาว่า หากคนเราอยาก
เติบโตก้าวหน้า สิ่งสำคัญคือการเปิดใจและขยายขอบเขตโลกทัศน์
จึงสนับสนุนให้เขาออกไปดูโลกกว้างให้มาก
ที่สำคัญคือสวี่โม่เองก็ไม่วางใจให้เจิ้งหรูเชียนเดินทางไปคนเดียว
“ดังนั้น พวกท่านจะไปด้วยกันหมดเลยหรือ” เจิ้งหรูเชียนอ้าปาก
จนแทบหุบไม่ลง เมื่อมองไปรอบ ๆ กลับพบว่ายังขาดใครอีกคน “ยังดี
ที่เจ้าสี่ไม่อยู่ตรงนี้ด้วย”
เขาพูดจบ เวินจืออวิ่นก็ถือกล่องยาใบเล็กเข้ามาในเรือนพร้อม
กับหอบหายใจ
ตามหลังมาด้วยเจียงเซิงที่ไม่รู้ว่านางหลบออกไปตอนไหน
“เจียงเซิงน้อยบอกว่าพวกท่านจะไปเขตอันสุ่ย” เวินจืออวิ่นพูด
ด้วยใบหน้าแดงก ่า “ข้าไปขอลากับท่านหมออู๋ เขาอนุญาตให้ข้า
ออกเดินทางได้แล้ว”
เขาพูดจบก็ถอนลมหายใจออกมายาว ๆ ราวกับรู้สึกว่า ‘โชคดี
ที่มาทัน’
เจิ้งหรูเชียนยกมือขึ้นกุมขมับ ทั้งขำขันทั้งเหนื่อยใจ แต่ก็ไม่มี
ทางเลือกอื่นอีก
เขาแค่จะเดินทางไปเจรจาการค้าเท่านั้น ทำไมคนในบ้านกลับไม่
ไว้ใจเขาขนาดนี้
แต่การกระทำเหล่านี้ก็ทำให้จิตใจของเขาอบอุ่น รู้สึกซาบซึ้งกับ
เหล่าพี่น้องที่จะ ‘ไม่แยกจากกัน’
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ไปกันเถอะ”
ฟางเหิงจึงขี่ม้า ส่วนคนอื่นๆ รวมถึง ป้าจางนั่งอยู่รถม้าเดินทาง
ไป
ม้าแดงวิ่งนำทางอย่างร่าเริง ส่วนรถม้าโยกคลอนตามหลังมา
จนกระทั่งเงาของพวกเขาลับสายตาไป นายอำเภอเซี่ยหยางคน
ใหม่จึงได้รับข่าว
“อะไรนะ” นายอำเภอหนุ่มวัยยี่สิบกว่าถามด้วยสีหน้าตกใจ
“พวกเขาไปเขตอันสุ่ยทำไม พวกเขาจะไม่กลับมาแล้วหรือคิดจะไป
อยู่ที่เขตอันสุ่ยกัน”
พูดไปแล้วเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นไปไม่ได้
คนกลุ่มนั้นมีภูมิลำเนาอยู่ที่นี่ ในอนาคตสวี่โม่จะต้องใช้หนังสือ
รับรองจากภูมิลำเนาเพื่อสอบเข้ารับราชการ จึงไม่สามารถไปจาก
อำเภอเซี่ยหยางได้
แต่เขตอันสุ่ยถือเป็นส่วนหนึ่งของเมืองหลวง ย่อมมีสำนักศึกษา
ที่ดีกว่าและมีความเป็นอยู่ที่ดีกว่า ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็เหมาะสมกว่า
อำเภอเซี่ยหยางที่จะอาศัยอยู่ในระยะยาวทั้งนั้น
“ไม่ได้ ข้าต้องไปดูสักหน่อย”
เขาเพิ่งเข้ารับตำแหน่งนายอำเภอเซี่ยหยางได้ไม่ถึงวัน ก็ต้อง
ออกเดินทางอีกแล้ว
ทิ้งให้เหล่าเจ้าหน้าที่ในอำเภอมองหน้ากันไปมา จนอยากจะนั่ง
ร้องไห้ “ใต้เท้า ท่านจะไปก็ไปเถอะ แต่ช่วยทิ้งที่ปรึกษาไว้ให้พวกข้า
บ้าง”
จากอำเภอเซี่ยหยางไปถึงเขตอันสุ่ยใช้เวลาเดินทางทั้งหมดห้า
วัน
เพียงเดินทางมาถึงได้ไม่นาน จางฉีเฉวียนก็ปรึกษากับเจิ้งหรู
เชียนว่าโรงผลิตนี้ควรสร้างในตัวเขตหรือนอกเขตดี
หากสร้างในตัวเขต พื้นที่จะเล็กและต้องจ่ายค่าแรงสูง แต่จะ
ได้รับการยกเว้นภาษีขาเข้า หากสร้างนอกเขต พื้นที่จะใหญ่และจ่าย
ค่าแรงถูก แต่ต้องเสียภาษีขาเข้าที่จำนวนไม่ใช่น้อย ๆ
เจิ้งหรูเชียนคิดสักพักแล้วเอ่ยว่า “สินค้าที่ส่งเข้าเขตต้องเสียภาษี
แต่คนที่เข้าเขตนั้นยกเว้น”
ดังนั้นจึงสามารถจ้างชาวบ้านที่อยู่ใกล้เขตอันสุ่ยได้
จางฉีเฉวียนเข้าใจความหมาย นั่นคือเขาตั้งใจจะสร้างโรงผลิต
ในตัวเขต!
ถึงแม้ตอนนี้ดูเหมือนว่าทั้งสองทางเลือกจะมีข้อดีข้อเสียใกล้เคียง
กัน แต่ในอนาคตเมื่อกิจการเติบโตและมั่นคงก้าวหน้า รายได้จาก
ภาษีก็จะมีจำนวนมากกว่าค่าแรงและค่าที่ดินรวมกันเสียอีก
ท่านเถ้าแก่น้อยเป็นคนที่มีความคิดและความทะเยอทะยานมาก
จางฉีเฉวียนแสดงความนับถืออย่างยิ่ง
หลังจากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว เขาก็เริ่มเช่าสถานที่ ถ้าเป็นไป
ได้ก็อยากได้สถานที่ที่มีลานด้วย เพื่อใช้เป็นทั้งโรงผลิตและที่พัก
อาศัย
หลิวชุยและจางเซียงเหลียนรับหน้าที่ช่วยประกาศข่าวจ้างงาน
คน
เจิ้งหรูเชียนยืนอยู่ใต้ป้ายชื่อร้านเรือนโยวหรานของเขตอันสุ่
ยอีกครั้ง
ครั้งก่อน เขารู้สึกไม่พอใจกับสถานที่แห่งนี้
แต่ตอนนี้กลับต้องมาเจรจาการค้าด้วยตนเอง
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกถึงความไม่แน่นอนของโลก และตระหนักว่า
ตัวเองเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนในช่วงเวลานี้
“อย่ากลัวเลยพี่รอง” ฟางเหิงตบไหล่เขาเบา ๆ “มีพวกข้าอยู่ด้วย
ทั้งนั้น”
เจิ้งหรูเชียนหันกลับไปมองพี่ชาย น้องชายทั้งสาม และน้องสาว
อีกคน ทุกคนยืนอยู่ที่ประตูเพื่อส่งยิ้มให้เขา
เอาเถอะ เขาต้องยอมรับว่าความกังวลใจในตอนที่มาถึงมันได้
หายไปหมดแล้ว
มีอะไรจะทำให้รู้สึกมั่นใจได้มากไปกว่าการคอยสนับสนุนและอยู่
เคียงข้างของครอบครัวอีกเล่า
เจิ้งหรูเชียนไพล่มือไว้ด้านหลัง เดินเข้าไปในร้านอย่างสง่าผ่า
เผย
ฟางเหิงสวมหมวกสานเดินตามเข้าไปติด ๆ
เจียงเซิงถูกพี่สี่และพี่ห้าจูงมือ เดินตามหลังสวี่โม่ไป พลางถาม
ย่างสงสัย “พี่ใหญ่ พวกเราจะไม่เข้าไปด้วยกันหรือ”
สวี่โม่ส่ายหน้า
หากคนที่เข้าไปมีมากจะก่อให้เกิดปัญหาที่ไม่จำเป็นได้ มีฟาง
เหิงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว
“พวกเราไปนั่งรอที่ร้านน ้าชาฝั่งตรงข้ามเถอะ”
ดังนั้นพี่น้องทั้งสี่คนจึงนั่งจิบชารอคอยอย่างสงบใจ
เจิ้งหรูเชียนพาฟางเหิงมายืนอยู่ตรงหน้าเถ้าแก่ที่เคยประจบ
สอพลอกับคุณหนูสามเจียงในครั้งก่อน
ไม่ผิดจากที่คาด เขาไม่สนใจเรื่องการค้าขนส่งวัตถุดิบใด ๆ ทั้ง
ทั้น แม้แต่หมูรมควันก็ไม่แยแส ทำเพียงโบกมือไล่พวกเขา “ไป ๆ ๆ
พวกเด็กน่ะอย่ามาก่อกวนเลย”
เจิ้งหรูเชียนสูดหายใจเข้าลึก บอกตนเองให้อดทนเอาไว้ จากนั้น
ก็ยื่นจดหมายที่เถ้าแก่ไป๋เขียนด้วยลายมือตัวเองส่งให้
“ถ้าเถ้าแก่ไม่เต็มใจจะร่วมมือกับข้าก็ช่างเถอะ” เขากล่าวอย่าง
ไม่ถ่อมตัวและไม่ได้หยิ่งผยอง “หมูรมควันห้าชั่งนี้ เป็นของขวัญที่เถ้า
แก่ไป๋ฝากข้ามามอบให้เถ้าแก่ หวังว่าท่านคงจะรับไว้ด้วยความยินดี”
พูดจบ เขาก็ให้ฟางเหิงวางหมูรมควันสีเข้มน่ากินไว้บนโต๊ะ แล้ว
หมุนตัวเดินจากไปทันที
แต่ละย่างก้าวของเขาไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย
กระทั่งเสี่ยวเอ้อร์ที่อยู่ในร้านยังตกตะลึง เด็กคนนี้ไม่ใช่ว่ามาเพื่อ
พูดคุยเจรจาการค้าหรือ เหตุใดถึงจากไปเร็วขนาดนี้เล่า ราวกับคำ
ขอให้เขาร่วมมือก่อนหน้านี้เป็นเพียงการแสร้งทำเป็นอ่อนน้อมถ่อม
ตนเสียอย่างนั้น
เถ้าแก่คนนั้นรู้สึกไม่ค่อยพอใจนัก เขาหยิบหมูรมควันขึ้นมาด้วย
มือข้างเดียว ขณะกำลังจะโยนทิ้ง ทันใดนั้นกลิ่นหอมน่ายั่วยวนก็เตะ
จมูก เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่งต่อให้เสี่ยวเอ้อร์ข้างกาย “เจ้าไป
ศึกษาวิธีกินมันมาเสีย”