พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 79 บุตรชายแท้ ๆ ของนายหญิงใหญ่
ภายในร้านน ้าชา
เจิ้งหรูเชียนและฟางเหิงนั่งลงข้างเจียงเซิง พลางยกถ้วยชาขึ้นจิบ
อย่างสง่างาม
“พี่รอง พี่สาม เป็นอย่างไรบ้าง” เจียงเซิงเท้าคางถามด้วยดวงตา
เป็นประกายระยิบระยับ
จะเป็นอย่างไรได้อีก
เพิ่งแยกย้ายกันไปเพียงชั่วครู่ก็กลับมาแล้ว แสดงว่าคงเจรจา
ร่วมมือกันไม่สำเร็จ
แต่เรื่องนี้ก็อยู่ในการคาดการณ์อยู่แล้ว สวี่โม่จึงไม่แปลกใจ เจิ้ง
หรูเชียนเองก็ไม่ได้ท้อแท้
พวกเขาจิบชาในถ้วยจนหมดอย่างไม่แยแส แล้วนั่งอย่างสบาย
อารมณ์
บ้างก็พูดคุยเรื่องไร้สาระ บ้างก็เอ่ยถึงการสอบระดับมณฑลใน
เดือนแปด บ้างก็บ่นถึงราคาสินค้าในเขตที่แพงเหลือเกิน กระทั่งชา
หนึ่งถ้วยก็ราคาสิบเหวินแล้ว
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป เสี่ยวเอ้อร์คนหนึ่งก็วิ่งออกมาจากร้าน
เรือนโยวหรานเขตอันสุ่ย ท่าทางมองซ้ายแลขวา ดูเหมือนกำลังมอง
หาใครสักคน
สวี่โม่วางถ้วยชาลง มุมปากพลันยกขึ้นเล็กน้อย “พี่รอง มาแล้ว”
เจิ้งหรูเชียนเก็บกริยาอาการให้เรียบร้อย แล้วพาฟางเหิงเดิน
ออกไปถนนอย่างองอาจผึ่งผาย
เสี่ยวเอ้อร์ที่หดหู่เมื่อครู่ พอเห็นพวกเขามาหาก็ตื่นเต้นดีใจทันที
“คุณ…คุณชายน้อย”
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเบาสบายไปทั้งตัว เขาอดไม่ไหวจนต้องส่งเสียง
“อา” ออกมา
ก่อนหน้านี้ผู้คนมักเรียกเขาว่า ‘เด็กน้อย’ ‘เจ้าหนู’ หรือ ‘หนุ่ม
น้อย’ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนเรียกเขาด้วยคำสุภาพอย่าง ‘คุณชาย’
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกพึงพอใจจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว ถึงขนาดลืมตอบ
กลับอีกฝ่ายไป
ฟางเหิงยื่นมือออกมาโดยไม่พูดอะไร ก่อนจะตบลงบนก้นของ
เขา
เจิ้งหรูเชียนจึงได้สติ รีบเผยรอยยิ้มอย่างสง่างาม “ท่านมีอะไร
หรือ?”
“คุณชายน้อย เมื่อครู่นี้พวกข้าได้นำหมูรมควันของท่านไปผัด
ทอด และตุ๋น และเพราะมันมีกลิ่นหอมและรสชาติแปลกใหม่ จึงถูกอก
ถูกใจของลูกค้าประจำหลายท่าน พวกข้าอยากจะหารือเพื่อซื้อหมู
รมควันจากท่านสักสิบกว่าชั่ง” เสี่ยวเอ้อร์แย้มยิ้มเต็มใบหน้า
“แค่สิบกว่าชั่งเองหรือ?” เจิ้งหรูเชียนรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
“เช่นนั้นพวกท่านอาจจะต้องรอสักครู่ พวกข้ามีข้อตกลงกับเรือนโยว
หรานในอำเภอเซี่ยหยางว่าจะซื้อขายกันห้าร้อยชั่ง จึงต้องจัดส่งให้
ร้านที่อำเภอเซี่ยหยางก่อน”
เสี่ยวเอ้อร์ชะงักไป
นี่มันอะไรกัน เถ้าแก่ของเขาคิดว่าสั่งซื้อเพียงสิบกว่าชั่ง เด็กน้อย
ทั้งสองคนนี้ก็คงจะดีใจจนตัวสั่นแล้วแท้ ๆ
ผู้ใดจะคิดว่าพวกเขากลับไม่สนใจเลยสักนิด
“ข้า ข้า ข้า…ข้าขอไปปรึกษากับเถ้าแก่ก่อน” เสี่ยวเอ้อร์จึงวิ่ง
กลับไปที่ร้านอย่างรวดเร็วราวกับถูกสุนัขไล่
เจิ้งหรูเชียนเม้มริมฝีปาก จัดเสื้อผ้าตนเองให้เรียบร้อย แล้วพลัน
รู้สึกเสียดายขึ้นมา “เจ้าสาม ข้าว่าถึงเวลาที่ข้าควรจะซื้อชุดใหม่มา
ใส่ได้แล้ว”
ชุดเสื้อคลุมเนื้อดีเช่นนี้ดูไม่ค่อยเหมาะสมกับฐานะ ‘คุณชาย’
เท่าไรนัก
ถึงแม้จะซื้อชุดที่หรูหราเหมือนคุณชายเจียงไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็
ต้องเป็นเสื้อคลุมผ้าไหมสักชุดหนึ่ง
เขานึกภาพตนเองในชุดใหม่ เดินอย่างสง่าผ่าเผยบนท้องถนน
ใหญ่ ดึงดูดความสนใจจากชาวบ้านทุกคน ผู้คนต่างพูดถึงเขาด้วย
ความชื่นชม
“คุณชายน้อย คุณชายน้อย คุณชายน้อย!”
เจิ้งหรูเชียนยังคงยิ้มเซ่อซ่า จนกระทั่งถูกเรียกอีกครั้ง เขาจึงรู้ตัว
ว่าเสี่ยวเอ้อร์เรียกเขาจนเสียงแหบแห้งแล้ว
“คุณชายน้อย ข้าไปสอบถามเถ้าแก่มาแล้ว เขาบอกว่าต้องการ
สินค้าห้าร้อยชั่งเช่นกัน” เสี่ยวเอ้อร์มีสีหน้าฉงนใจ “เมื่อครู่ท่านเป็น
อะไรไป ข้าเรียกหลายครั้งแล้วแต่ไม่ตอบ”
เจิ้งหรูเชียนปิดปากเงียบ
เขาจะตอบอย่างไรได้เล่า จะให้บอกไปว่าตนเองกำลังฝันกลางวัน
อยู่หรือ
มันคงทำให้ภาพลักษณ์ของคุณชายอย่างเขาเสียหายเกินไปน่ะ
สิ
“ห้าร้อยชั่งก็ได้ แต่พวกเราต้องลงนามสัญญาและจ่ายเงินมัดจำ
ราวยี่สิบวันจึงจะส่งสินค้ามาถึง” เจิ้งหรูเชียนกลับมามีสีหน้าจริงจังอีก
ครั้ง
ฟางเหิงผู้อยู่ด้านหลังหันหน้าไปทางอื่นอย่างอ่อนใจ
ทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาร่างสีดำร่างหนึ่งรีบหลบไปอยู่หลังชั้นวาง
สินค้าอย่างรวดเร็ว
หากเป็นที่อื่น ฟางเหิงคงคิดว่าคนตาฝาดไป แต่ที่นี่คือเขตอันสุ่
ยซึ่งมีจวนของตระกูลหวังอยู่
การพบเห็นร่างที่ดูลึกลับเช่นนี้ในเขต พาให้ฟางเหิงตื่นตัวทันที
ไม่นานนักเจิ้งหรูเชียนก็ถือสัญญาและเงินมัดจำออกมาด้วย
ความดีใจ
“เจ้าสาม พวกเราไปกันเถอะ”
พี่น้องทั้งสองกลับเข้าไปในร้านน ้าชา แล้ววางเงินมัดจำสอง
ตำลึงลงบนโต๊ะ
“โอ้โห พี่รองเก่งจริง ๆ เจรจาการค้าได้สำเร็จทั้งยังรวดเร็วมาก
ด้วย” เจียงเซิงตาเป็นประกายขึ้นมาก
ตัวเจิ้งหรูเชียนแทบจะลอยขึ้นไปบนฟ้า “ใครจะคิดว่าหมูรมควัน
ของข้าจะเป็นของหายากที่ใคร ๆ ต่างก็อยากได้กัน”
เพราะความหายาก เพราะความอร่อย และเพราะมีเพียงหนึ่งเดียว
แม้แต่เรือนโยวหรานในเขตอันสุ่ยที่มักจะมองข้ามคนอื่น ๆ ก็ยังยินดี
จะสั่งซื้อพวกมันถึงห้าร้อยชั่งในคราวเดียว
ทว่าพวกพืชผักกลับไม่มีใครต้องการเลย
แต่ไม่สำคัญ ตอนนี้เป็นฤดูร้อน ไม่ว่าที่ใดก็หาซื้อผักได้ ดังนั้น
ผักของเจิ้งหรูเชียนจึงดูดาษดื่นไม่มีอะไรพิเศษ มีเพียงในฤดูหนาว
เท่านั้นที่ผักสดต่าง ๆ ซึ่งขนส่งมาจากสถานที่ห่างไกลจะเป็นสิ่งที่
ร้านอาหารใหญ่ต้องการ
บรรดาพี่น้องทั้งหลายลุกขึ้นเตรียมจะกลับ เจียงเซิงเองก็เก็บเงิน
มัดจำสองตำลึงใส่ถุงเงินเล็กอย่างคล่องแคล่ว
ตอนนี้เหลือเพียงต้องดูว่าจางฉีเฉวียนจะหาสถานที่ที่เหมาะสม
ได้หรือไม่
พวกเขากลับไปยังจุดที่แยกตัวกันในตอนแรก
รถม้ายังคงผูกอยู่ที่เดิม หลิวซุ่ยกับจางเซียงเหลียนกำลังยืน
พูดคุยอะไรบางอย่างกันอยู่ข้าง ๆ
เมื่อเห็นเหล่าเด็กน้อยกลับมา ดวงตาของหลิวซุ่ยก็สว่างวาบ
“พวกเจ้ามาได้จังหวะพอดีเลย สามีข้าหาสถานที่ได้สามแห่ง กำลัง
คิดว่าจะเลือกที่ไหนดี”
นางยื่นแผนที่ให้
เจิ้งหรูเชียนมือมาดู ส่วนหัวเล็ก ๆ อีกสองสามหัวก็พากันห้อม
ล้อมเข้าดูจนกลายเป็นวงกลม
สถานที่แรกอยู่บนถนนซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน ด้านหน้าเป็นร้านที่
สามารถขายของได้ ด้านหลังเป็นลานบ้านสองชั้นที่สามารถใช้เป็น
โรงผลิตได้ ข้อดีคือมันสามารถเพิ่มยอดขายหมูรมควันได้ ทว่ากลับ
ราคาแพงเกินไป
ห้าสิบตำลึงต่อปีเชียวนะ
นี่เท่ากับใช้งบประมาณทั้งหมดของเจิ้งหรูเชียนไป แล้วค่าแรง
ค่าซื้ออุปกรณ์ หรือค่าซื้อวัตถุดิบจะเอาเงินมาจากที่ไหน?
ช่างมันเถอะ ดูสถานที่ต่อไปกันดีกว่า
ลานบ้านแห่งที่สองใหญ่กว่าแห่งแรกมาก แต่ตั้งอยู่ในพื้นที่
ห่างไกลเกินไป เกือบจะอยู่ติดประตูเขตแล้ว มันเหมาะจะเป็นร้านค้า
แต่ไม่ค่อยเหมาะที่จะอยู่อาศัย ค่าเช่าอยู่ที่ปีละยี่สิบตำลึง
ส่วนแห่งที่สามอยู่ระหว่างสถานที่แห่งแรกกับแห่งที่สอง เป็นลาน
บ้านที่ต่อเติมจากเรือนสองชั้น พื้นที่กว้างขวางมาก ได้ยินว่าเจ้า
ของเดิมใช้เป็นที่ปลูกดอกไม้ แต่ต่อมาเจ้าของย้ายออกไปแต่งงาน
บ่าวไพร่ก็ล้วนออกไป สุดท้ายก็ถูกปล่อยทิ้งร้างไว้
ข้อดีของสถานที่แห่งที่สามนี้คือราคาไม่แพง ลานบ้านใหญ่โต
รวมถึงมีเรือนสองชั้น ค่าเช่าเพียงปีละสามสิบตำลึง ข้อเสียคือตัว
เรือนเก่าและทรุดโทรม ดูท่าคงจะไม่มีใครมาอยู่อาศัยสิบกว่าปีแล้ว
เจิ้งหรูเชียนประกบมือ ปิดม้วนกระดาษนั้นฉับพลัน
เด็กอีกสองสามคนพูดขึ้นพร้อมกันว่า “สถานที่ที่สาม”
ถึงจะเก่าและทรุดโทรมสักหน่อยก็ไม่เป็นไร แม้แต่วัดร้างก็ยังพอ
อยู่อาศัยได้ ขอแค่ซ่อมแซมก็จะกลายเป็นเรือนที่ดีหลังหนึ่ง
“พวกเราไปดูสถานที่จริงด้วยกันเถอะ” สวี่โม่เสนอ
รอจนจางฉีเฉวียนเดินกะเผลกพานายหน้ามาถึง พวกเขาก็ก้าว
ขึ้นรถม้า มุ่งหน้าไปยังลานบ้านแห่งที่สาม
สถานที่นี้เป็นคฤหาสน์อันสง่างาม ได้ยินว่าเจ้าของเดิมก็เป็นผู้มี
ฐานะคนหนึ่ง เพียงแต่ต่อมาได้เสียชีวิตไป โฉนดที่ดินจึงตกไปอยู่ใน
มือของญาติและถูกนำออกมาให้เช่า
ได้ยินเจ้าของเดิมชื่นชอบดอกไม้ เพียงเข้าไปด้านในก็รู้สึกได้ถึง
สิ่งเหล่านั้น ในลานบ้านมีดอกไม้ปลูกอยู่ทุกหนแห่ง เถาวัลย์เลื้อยพัน
ตามซุ้มระแนง กิ่งไม้แห้งทอดยาวแตกแขนง แม้ผ่านไปสิบกว่าปี กลับ
ยังคงรักษาสภาพเดิมเอาไว้
ฟางเหิงเดินตามหลังเหล่าพี่น้อง ใช้มือข้างหนึ่งลูบร่องรอยวัน
เวลาบนกำแพง พลางนึกถึงลานบ้านหลักของตระกูลฟางในเมือง
หลวงขึ้นมาทันที ที่แห่งนั้นก็มักจะมีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่เสมอ ราว
กับมีหมู่เมฆและสายรุ้งลอยละล่องอยู่
มารดาเขามักจะนอนเอนกายบนเก้าอี้โยก สูดกลิ่นหอมของ
ดอกไม้พลางฟังบ่าวไพร่อ่านรายงานสถานการณ์สงครามชายแดน
ไปด้วย
เมื่อได้ยินข่าวชัยชนะของบิดาที่ส่งมาเป็นระยะ นางก็จะยิ้มน้อย ๆ
แล้วถอนหายใจอย่างแผ่วเบา เอ่ยว่า “เมื่อไรจะได้กลับมานะ…”
เพียงชั่วเวลาที่ไม่มีผู้ใดสังเกต น ้าตาของฟางเหิงก็เอ่อคลอเต็ม
ดวงตา