พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 81 ความเป็นมาของพวกเขา
ก่อนหน้านี้ เมื่อพวกพี่ชายหรือน้องชายเจอกับอันตราย ฟางเหิง
ก็จะถือกระบองไม้ยาวเข้าสู้ ราวกับเป็นผู้ที่ลงมาช่วยเหลือจากฟ้า
และจัดการศัตรูไปทั่วทุกทิศทาง
แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขากลายเป็นเป้าหมายเสียเอง
กระบี่คมสี่เล่มจากทั้งสี่ทิศพุ่งโจมตีเข้ามา สะท้อนแสงจ้าจากดวง
อาทิตย์ยามเที่ยงวัน เหมือนกับตอนที่เขาอยู่ในตระกูลฟาง เมื่อครั้ง
อารองกับอาสะใภ้รองบีบบังคับเขากับท่านแม่อย่างโหดร้าย
“เจ้าจะยอมส่งมาหรือไม่?”
“ถ้าไม่ส่งมา ก็อย่าหวังจะมีชีวิตรอด!”
ฟางเหิงตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้เคลื่อนไหวถอยหลังช้าไป คน
จากทางฝั่งซ้ายจึงฟันกระบี่ลงบนต้นแขนเขา
“พี่สาม…!” เสียงกรีดร้องของเจียงเซิงดังขึ้นในตรอก
นางร้อนใจเตรียมจะกระโดดลงจากรถม้า แต่ก็ถูกเจิ้งหรูเชียน
และสวี่โม่กดตัวไว้ จึงได้แต่ตะโกนร้องไห้ “พี่สาม! ท่านเป็นอะไร
หรือไม่ พวกเจ้าอย่าทำร้ายพี่ชายข้านะ!”
“เจ้าสาม! อดทนไว้!” เป็นครั้งแรกที่สวี่โม่ตะโกนเสียงดังแทบ
ขาดใจ
ในที่สุด ฟางเหิงก็หลุดจากภวังค์ความทรงจำที่หลอกหลอน เขา
ลูบบาดแผลที่ถูกเฉือนจนเห็นเนื้อบนต้นแขนซ้าย กรุ่นกลิ่นคาว
เลือดสด ๆ กระตุ้นความแค้นเคืองขึ้นในดวงตาเขา
เหตุใดต้องบีบบังคับเขาถึงขนาดนี้ ทั้งสังหารบิดามารดาของเขา
แย่งชิงทรัพย์สินของเขาไป แล้วยังคิดจะเอาชีวิตเขาอีก
ไม่มีมนุษย์คนไหนจะโหดเหี้ยมถึงขนาดนี้ได้
มันเกินไปแล้ว เกินไปแล้ว!
เขาดึงกระบองไม้ยาวออกจากด้านหลัง ข้อมือขวาหมุนควงอย่าง
รวดเร็ว กระบองยาวหมุนวนเหมือนกงล้อ ปัดป้องกระบี่อีกสามเล่มที่
เหลืออยู่
ทว่าหลังจากนั้น กระบองไม้ก็ถูกตัดครึ่ง
สุดท้ายแล้วมันก็เป็นเพียงไม้ธรรมดา ไม่สามารถเทียบได้กับ
อาวุธแหลมคมที่ตีขึ้นจากเหล็กกล้า
แต่ในเวลานี้ ด้านหลังของเขามีพี่ชาย น้องชาย และน้องสาวยืน
อยู่ ฟางเหิงไม่มีทางให้ถอยหลัง
ดวงตาของเขาแดงก ่า ราวกับเขาไม่รู้สึกถึงความเจ็บแปลบของ
แผลที่แขนซ้าย กระบองไม้ที่ถูกตัดในมือของเขาเคลื่อนไหวขึ้นลง
อย่างรวดเร็ว ไม้ที่ถูกตัดออกกลับกลายเป็นอาวุธสังหารที่โหดร้าย
ที่สุด
ถึงแม้ว่าสองหมัดจะสู้สี่มือไม่ได้ ถึงแม้ร่างกายจะมีบาดแผลเต็ม
ตัว แต่เมื่อความเกลียดชังที่เต็มอยู่ในอก ผสมกับความสิ้นหวังที่ไม่
อาจหนีพ้น ฟางเหิงกลับปะทุทักษะการต่อสู้ที่เฉียบคมกว่าเดิมขึ้น
เขาโจมตีราวกับคนไม่เกรงกลัวความตาย ถึงแม้ตนเองจะถูก
กระบี่ฟันครั้งแล้วครั้งเล่า ตราบใดที่ยังไม่ตาย ตราบใดที่เลือดยังไม่
หมดตัว เขาก็จะต้องฆ่าอีกฝ่ายให้ได้
อย่าได้คิดหนี แต่ถ้าจะตาย ก็ต้องลงนรกไปด้วยกัน!
เหล่านักฆ่ามากประสบการณ์ต่างพากันตกใจ แต่ก็ยังลอบโล่งใจ
ว่าฝ่ายตนมีคนอยู่มาก ไม่อย่างนั้นหากต่อสู้ตัวต่อตัวพวกเขาอาจคง
ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเด็กคนนี้
แต่การต่อสู้ยืดเยื้อแบบนี้ก็ไม่ใช่วิธีการที่ดี เมืองหลวงและเขต
อันสุ่ยมีการควบคุมความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวด ถึงแม้ตรอกนี้จะ
มีคนอยู่น้อย แต่เสียงการต่อสู้นั้นก็ดังเกินไป โดยเฉพาะเด็กหญิงคน
นั้น ยิ่งนางร้องไห้เสียงดังสนั่นฟ้าเช่นนี้ ไม่นานต้องมีคนมาแน่
จังหวะนั้นเอง
ขณะพวกนักฆ่าเพิ่งจะใช้ท่าไม้ตายสุดท้ายไป กลับมีคนผ่านมา
ตรงทางเข้าตรอก คนที่เห็นตกใจจนร้อง “ช่วยด้วย! ช่วยด้วย! ที่นี่มี
คนกำลังทำร้ายเด็ก”
นักฆ่าขมวดคิ้ว ไม่กล้าอยู่ต่ออีก หลังแทงกระบี่เข้าที่ท้องของ
ฟางเหิง พวกเขาก็กระโดดขึ้นกำแพงปีนหนีไปทันที
“พี่สาม!”
“เจ้าสาม!”
เด็ก ๆ ทั้งหมดวิ่งเข้ามาล้อมฟางเหิงที่ถือไม้ด้วยมือข้างเดียว
“พี่สาม พวกเขาไปแล้ว ท่านอย่ากังวลเลย พวกเราปลอดภัย”
เจียงเซิงน ้าตาคลอ “แต่ว่าเลือดท่านไหลเยอะมาก เยอะมาก ๆ เลย”
ฟางเหิงได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจออกมา ร่างกายซึ่งยืนหยัดมา
ตลอดค่อย ๆ ล้มลงตัวไปข้างหลัง
เจิ้งหรูเชียนและสวี่โม่รีบรับเขาไว้ เวินจืออวิ่นยังคงมึนงง จ่างเยี่ย
นจึงคว้าแขนเขาไว้ “พี่สี่ ท่านรีบหน่อยเถอะ กล่องยาของท่าน”
เป็นเพราะนิสัยความเป็นหมอของเขา ทำให้ไม่ว่าจะไปที่ใดก็มัก
พกกล่องยาติดตัวไว้
เวินจืออวิ่นข่มกลั้นน ้าตาวิ่งไปยังรถม้า ค้นหากล่องยาใบเล็ก
ของเขา หยิบยารักษาบาดแผล ผ้าพันแผล ผ้าสะอาด และเข็มเงิน
ออกมาด้วยมือสั่น ๆ
เมื่อเจ้าหน้าที่จากศาลเขตวิ่งเข้ามา ก็เห็นพวกเด็กน้อยยืนล้อม
วง ตรงกลางนั้นมีเด็กผอมบางคนหนึ่งกำลังกลั้นน ้าตารักษาเด็กอีก
คนที่เลือดท่วมตัว
“เกิดอะไรขึ้น” พวกเขาถาม
สวี่โม่เงยหน้า พยายามรักษาความสงบนิ่ง “ท่านเจ้าหน้าที่ พวก
เราถูกคนลอบโจมตี”
“อั้นโฉ่ว*[1]สวี่?” หัวหน้าเจ้าหน้าที่จำพวกเขาได้ “เกิดอะไรขึ้น
เป็นศัตรูของเจ้าหรือ?”
สวี่โม่ส่ายหน้าบ่งบอกว่าเขาไม่แน่ใจ เขาเองก็จำได้ว่าคนที่ถาม
อยู่คือเจ้าหน้าที่หยวนซึ่งติดตามผู้ว่าการเขตอันสุ่ยไปที่อำเภอเซี่ย
หยางในคราวก่อน
“ฆ่าคนกลางถนนแบบนี้ มันเกินไปแล้วจริง ๆ”
เจ้าหน้าที่หยวนสั่งให้เจ้าหน้าที่อีกสองนายอยู่ที่นี่เพื่อป้องกัน
ส่วนตนรีบร้อนกลับไปที่ศาลเขต เพื่อรายงานเรื่องนี้ให้ท่านผู้ว่าการ
เขตสอบสวนอย่างหนัก
ระหว่างทาง เขายังแวะไปที่สำนักแพทย์อย่างหวังดี
เมื่อท่านหมอเฒ่าเดินสั่น ๆ มาถึงตรอกเล็ก การรักษาบาดแผลก็
ใกล้จะเสร็จสิ้นแล้ว
ถึงแม้ตอนแรกเวินจืออวิ่นจะตกใจและหวั่นกลัว แต่เมื่อได้สัมผัส
กับบาดแผลฉีกขาดจนเห็นเนื้อและเลือดสดไหลทะลักออกมา สติ
ของเขาก็กลับเข้าสู่สภาวะมั่นคงอย่างรวดเร็ว การทำความสะอาด
แผล โรยผงยาและพันแผล ล้วนดำเนินการไปอย่างเรียบร้อย
แม้แต่ท่านหมอเฒ่าก็ยังหาข้อบกพร่องจากสิ่งที่เขาทำไม่ได้ ได้
แต่ยืนอยู่ข้าง ๆ ถึงครึ่งวัน พลางถอนหายใจว่าคนรุ่นหลังนั้นช่างน่า
กลัวจริง ๆ
หลังไปถึงสำนักแพทย์แล้ว
ในที่สุดเวินจืออวิ่นก็หยุดมือ
ฟางเหิงถูกพันแผลจนแทบจะเป็นข้าวต้มมัดสีขาว
“พี่ใหญ่ พี่สามเขายังดีอยู่หรือไม่ เขาจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่
เขาเสียเลือดไปเยอะมาก จะไม่ตายใช่หรือเปล่า” เจียงเซิงร้องไห้
สะอึกสะอื้นถาม
เวินจืออวิ่นส่ายหัว
“มันเป็นเพียงบาดแผลภายนอกทั้งหมด แต่เพราะเขาเสียเลือด
ไปมาก ช่วงนี้จึงต้องรักษาให้ดี” เขาเลียนแบบท่าทางของท่านหมออู๋
ประเมินความเร็วในการรักษาบาดแผลให้หาย “อาจใช้เวลาประมาณ
หนึ่งเดือนกว่า”
ไม่ตายก็ดีแล้ว ขอแค่เขาไม่ตาย
เจียงเซิงรวมถึงคนอื่น ๆ ต่างโล่งใจ
ไม่นาน ท่านผู้ว่าการเขตก็นำเจ้าหน้าที่หยวนและเหล่าเจ้าหน้าที่
ศาลเขตย่างเท้าเข้ามา
พอเห็นฟางเหิงในสภาพที่พันแผลเต็มตัว เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น
แทบจะเอ่ยตะโกนในทันที “กล้าดีอย่างไรถึงมาทำร้ายคนในเขตอันสุ่
ยของข้าได้ รีบไปตรวจค้นที่ประตูเขตให้เข้มงวด อย่าปล่อยให้พวก
มันหนีรอดไปได้”
“ขอรับ!” เจ้าหน้าที่หยวนรับคำสั่งแล้วจากไป
ที่ปรึกษาถอนหายใจ เขาถือกระดาษและพู่กันเดินเข้ามา “ข้าจะ
บันทึกคดีนี้เอาไว้ ขอทราบชื่อผู้บาดเจ็บ ภูมิลำเนา อายุ และความ
เกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุด้วย”
เด็ก ๆ ทุกคนพลันเงียบกริบในทันที
เรื่องอื่นยังพูดง่าย แต่เรื่องภูมิลำเนาของเขานั้นช่างอธิบายยาก
จริง ๆ
พูดให้ถูกก็คือ นอกจากสวี่โม่และเวินจืออวิ่นแล้ว เด็กชายอีกสี่
คนล้วนเป็นผู้ที่ไร้ทะเบียนราษฎร์ หรือไม่ก็ไม่สามารถอธิบายที่มาที่
ไปได้
แต่ถ้าไม่บอกเรื่องแบบนี้ ก็ไม่สามารถลงบันทึกคดีได้
สวี่โม่จึงทำได้แค่คิดอย่างรอบคอบแล้วเอ่ยว่า “ใต้เท้า เหล่า
น้องชายน้องสาวของข้าล้วนแต่เป็นขอทาน ไม่มีพ่อแม่”
แน่นอนว่าย่อมไม่มีภูมิลำเนา
ท่านผู้ว่าการเขตขมวดคิ้ว
ในราชวงศ์ต้าอวี๋มีเด็กผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่ถูกทิ้งไปตั้งแต่เกิด
หรือหลบหนีออกมาจนไร้บ้านเกิด แต่กรณีที่เป็นเด็กผู้ชายแบบนี้พบ
ได้น้อยนัก
อย่างไรก็ตาม สวี่โม่เป็นถึงซิ่วไฉและยังเป็นอันดับหนึ่งของการ
สอบถึงสองครั้ง ท่านผู้ว่าการเขตชื่นชอบเขาเป็นพิเศษ จึงต้องให้
เกียรติเขาบ้าง
“ถ้าอย่างนั้นก็บันทึกเอาไว้ก่อนว่าเขาเป็นชาวอำเภอเซี่ยหยาง”
เขาหันไปสั่งการ “การสำรวจครัวเรือนทุกสิบปีคงต้องรีบจัดเตรียม
โดยเร็ว ในช่วงสิบปีนี้ไม่รู้ว่าทั้งเขตอันสุ่ยจะมีเด็กเร่ร่อนเพิ่มขึ้นอีก
เท่าไหร่ ต้องนับมาให้ครบทุกคน”
ที่ปรึกษาพยักหน้า พู่กันในมือจดบันทึกคดีอย่างคล่องแคล่วและ
บันทึกทะเบียนราษฎร์ของศาลเขต
หลังจากนั้นพวกเขาก็ทำการสอบปากคำอีกหลายรอบ เพื่อ
ยืนยันลักษณะเฉพาะของนักฆ่าและทิศทางที่ใช้หลบหนี
ท้ายที่สุดก็ยังสั่งให้เจ้าหน้าที่หยวนคอยคุ้มกันพวกเขากลับบ้าน
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน
ในสวนของเรือนดอกไม้
จางฉีเฉวียนและหลิวซุ่ยกำลังศึกษาวิธีทำหมูรมควัน เพื่อให้พวก
เขาเป็นกลุ่มแรกที่เรียนรู้ แล้วจึงไปสอนคนงาน
จางเซียงเหลียนเห็นแล้วนึกสนใจจึงลงมือช่วยด้วย
ทว่ากลับมีเสียงพาหนะเคลื่อนมาเทียบจอดดังขึ้นอยู่ด้านนอก
“พวกเขาต้องซื้อเนื้อกลับมาแล้วแน่ ๆ” จางฉีเฉวียนล้างมือจน
สะอาด แล้วค่อย ๆ เดินกะเผลกไปดู
เพียงบานประตูใหญ่เปิดออก ก็เห็นฟางเหิงที่ทั่วทั้งร่างถูกพัน
ด้วยผ้าพันแผล รวมถึงเด็กคนอื่น ๆ ที่ถึงแม้จะไม่ได้บาดเจ็บอะไร แต่
ท่าทางก็ยังคงดูอิหลักอิเหลื่อ
[1] อั้นโฉ่ว : คำเรียกผู้ที่สอบได้อันดับที่หนึ่งหรือสูงสุดในการ
สอบขุนนาง