พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 82 ทางเลือกของป้าจาง
“เกิดอะไรขึ้น!?” จางฉีเฉวียนตกใจทันที
หลิวซุ่ยและจางเซียงเหลียนที่อยู่ในห้องได้ยินเสียงนั้นก็รีบล้างมือ
แล้วออกมา เมื่อเห็นฟางเหิงในสภาพบาดเจ็บก็ชะงักไป
“ท่านลุง ท่านป้า ป้าจาง พี่สามกำลังบาดเจ็บ ให้เขาเข้าไปพัก
ก่อนเถอะ” เจียงเซิงบอกพร้อมกับดวงตาที่แดงก ่า
จางเซียงเหลียนเป็นคนแรกที่ตอบสนอง นางวิ่งเข้าไปในเรือน
ดอกไม้แล้วเริ่มปูที่นอน จัดวางฟูกนอนถึงสามชั้นเพื่อให้แน่ใจว่าฟาง
เหิงจะไม่รู้สึกเจ็บ
หลิวซุ่ยและจางฉีเฉวียนดึงตัวเจิ้งหรูเชียนมาสอบถาม หลังฟัง
เขาเล่าเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง ทั้งคู่ก็ตกใจและหวาดกลัว
“ช่วงนี้พวกเจ้าอย่าออกไปไหนเลย” จางฉีเฉวียนบอกเสียงเข้ม
“เรื่องเนื้อที่ต้องซื้อให้ข้าจัดการเอง”
ในฐานะคนดูแลโรงผลิต เรื่องนี้ย่อมเป็นความรับผิดชอบของเขา
อยู่แล้ว
เจิ้งหรูเชียนก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพียงอธิบายราคาโดยประมาณ
แล้วก็ปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการแทน
ถึงแม้ฟางเหิงจะได้รับบาดเจ็บ แต่หมูรมควันหนึ่งพันชั่งที่สั่งไว้
ยังคงอยู่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องซื้อเนื้อมาและเริ่มทำมัน
โชคดีที่จางฉีเฉวียนเป็นคนที่ไว้ใจได้
ไม่กี่วันต่อมา เขาก็จัดการซื้อเนื้อหมู เตรียมอุปกรณ์และเริ่มลง
มือทำ จนสวนของเรือนดอกไม้กลายเป็นโรงผลิตขึ้นมาจริง ๆ
โชคดีที่ถึงแม้เรือนหลังนี้จะมีลานด้านหน้าและลานด้านหลัง แต่
ส่วนกลางมีกำแพงสองชั้นกั้น เสียงอันวุ่นวายของเหล่าคนงานจึง
ค่อนข้างเบา ไม่รบกวนการพักรักษาตัวของฟางเหิง
เด็กชายหมดสติไปถึงเจ็ดวัน
เจ็ดวันนี้ สวี่โม่ เจิ้งหรูเชียน เวินจืออวิ่น จ่างเยี่ยนและเจียงเซิง
คอยอยู่เฝ้าเขาโดยไม่มีใครจากไปไหน
ทุกวันพวกเขาจะช่วยเปลี่ยนยาให้ฟางเหิงอย่างอดทน ป้อนน ้า
และเช็ดหน้าให้เขา
“เขตแห่งนี้ช่างเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวาย” เจิ้งหรูเชีย
นกล่าวพลางนึกสงสารเขา “ครั้งก่อนก็เป็นพี่ใหญ่ที่เจ็บหนัก ครั้งนี้ก็
เป็นเจ้าสาม ครั้งหน้าไม่รู้ว่าจะเป็นใคร”
“ปัดโธ่ พี่รอง คำพูดท่านไม่เป็นมงคลเลย” เจียงเซิงโกรธมาก
นางใช้เท้าเหยียบปลายรองเท้าของเขา “ห้ามพูดเหลวไหลอีกนะ”
จะไม่มีใครได้รับบาดเจ็บอีกแล้ว ไม่มีแล้ว
แต่เหตุใดพี่สามของนางถึงยังไม่ตื่นขึ้นมาสักที เขาคงไม่ได้ตาย
ไปจริง ๆ หรอกนะ
น ้าตาของเจียงเซิงคลอเบ้าอีกครั้ง นางฟุบลงตรงขอบเตียง
ร้องไห้น ้าไหลอบอย่างเงียบ ๆ อยู่นาน
จนกระทั่งมีคนลูบผมของนางแผ่วเบา
เจียงเซิงคิดว่าเป็นเจิ้งหรูเชียนที่ยังไม่ไปไหน จึงปัดมือนั้นออก
ด้วยความโมโห “พี่รองน่ารำคาญนัก คำพูดพี่รองไม่เป็นมงคล ข้า
ไม่ให้พี่รองลูบหัวข้าแล้ว”
แต่การกระทำของนางกลับทำให้คนคนนั้นสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
เขาเอ่ยเย้าด้วยเสียงแหบแห้ง “เจียงเซิงน้อย พี่สามเพิ่งตื่น เจ้าก็
จะทำให้ข้าหมดสติไปอีกรอบแล้วหรือ”
เจียงเซิงชะงัก รีบลุกขึ้นยืนทันที นางมองดวงตาเป็นประกายของ
ฟางเหิงแล้วกรีดร้องเสียงดัง “พี่สามตื่นแล้ว!!!”
จากนั้นเสียงหินฝนหมึกตกพื้น ม้านั่งล้มครืน กล่องยาหก
กระจาย หรือเสียงหนังสือที่หล่นลงพื้นก็ดังโครมครามตามมา
ชั่วพริบตานั้น เด็กชายทั้งสี่คนก็วิ่งเข้ามาจากทุกทิศทาง
“เจ้าสามตื่นแล้วหรือ” สวี่โม่ลูบน ้าหมึกบนแขนเสื้อ แย้มยิ้มจน
เต็มหน้า “ดีจริง ๆ”
เจิ้งหรูเชียนลูบก้นที่เจ็บก้าวเข้ามา สีหน้าเต็มไปด้วยความ
ภาคภูมิใจ “ข้าก็บอกแล้วว่าคนชั่วอยู่ได้นานพันปี”
เวินจืออวิ่นเม้มปากเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่
กล้าพูดออกมา
จ่างเยี่ยนมีสีหน้าจริงจัง “พี่สาม ร่างกายท่านเป็นอย่างไรบ้าง?
ไม่สบายตัวที่ใดหรือไม่? ถ้ามีอาการไม่สบายตัว ท่านก็บอกพี่สี่ได้
เลย บาดแผลพวกนี้ล้วนแต่เป็นเขาที่จัดการทั้งหมด”
“ใช่ ๆ พี่สี่เก่งมากเลย เขาคนเดียวก็สามารถช่วยชีวิตท่านได้”
เจียงเซิงออกท่าทางประกอบ “ท่านไม่รู้หรอกว่าตอนที่ข้าเห็นเลือด
มากขนาดนั้น ก็แทบจะเป็นลมไปแล้ว แต่พี่สี่กลับสามารถทายา
รักษาท่านได้อย่างใจเย็น เขาเกิดมาเพื่อเป็นหมอจริง ๆ”
คำชมที่มาไม่หยุดเช่นนี้ ทำให้เวินจืออวิ่นรู้สึกเขินอายเล็กน้อย
ที่แท้ในใจของพวกพี่ชายน้องชายและน้องสาว เขาก็ไม่ใช่คนไร้
ประโยชน์ ในที่สุดเขาได้กลายเป็นคนที่มีประโยชน์แล้ว
ความกดดันในใจได้รับการปลดปล่อยไประดับหนึ่ง
เวินจืออวิ่นเม้มริมฝีปาก และสุดท้ายก็กล้าเอ่ยออกมาเบา ๆ ว่า
“พี่สามไม่ต้องกลัว แผลส่วนใหญ่ในครั้งนี้เป็นบาดแผลที่เกิดขึ้นตาม
ร่างกาย มีเพียงบริเวณท้องของท่านที่อาการค่อนข้างหนัก แต่ถ้าพัก
ฟื้นให้ดีอีกสักหน่อยย่อมต้องหายแน่นอน”
สุดท้ายเขากล่าวเสริมอีกประโยคว่า “ข้าจะทำให้มันหายเป็น
ปกติเอง”
ฟางเหิงพยักหน้าอย่างจริงจัง
สวี่โม่และเจิ้งหรูเชียนที่อยู่ข้าง ๆ ต่างพากันหัวเราะ
แม้แต่จ่างเยี่ยนกับเจียงเซิงก็ยังหัวเราะ
หลังผ่านเจ็ดวันมานี้ ในที่สุดใบหน้าของพวกเด็ก ๆ ก็กลับมามี
รอยยิ้มแห่งความสุขอีกครั้ง
จางเซียงเหลียนซึ่งอยู่นอกประตูเห็นภาพนี้จึงถอนหายใจยาว
จากนั้นจึงกล้าไปช่วยงานคนอื่น ๆ ที่โรงผลิต
ช่วงนี้เมื่อเห็นคู่สามีภรรยาจางฉีเฉวียนทำหมูรมควัน จางเซียง
เหลียนรู้สึกสงสัยจึงลองทำดูบ้าง นางเพิ่มเครื่องเทศบางชนิด พร้อม
ทั้งลดปริมาณเกลือลง ผลคือเนื้อที่รมควันออกมาด้วยวิธีการนี้มี
รสชาติที่ดีกว่า
มันไม่เค็มเกินไป และในขณะเดียวกันก็ยังคงรสชาติของหมู
รมควันไว้ได้ ทั้งยังเก็บรักษาได้นาน
จางฉีเฉวียนรู้สึกประหลาดใจมาก จึงดึงตัวจางเซียงเหลียนไป
ช่วยปรับปรุงสัดส่วนของส่วนผสมอื่น ๆ เพื่อดูว่าจะสร้างสูตรและ
รสชาติที่ดีกว่านี้หรือไม่
หากสามารถระบุถึงปริมาณเกลือและเครื่องเทศได้อย่างแม่นยำก็
จะยิ่งดี
การทำหมูรมควันนั้นง่าย แต่การทำให้ได้มาตรฐานและรสชาติ
กำลังดีกลับเป็นเรื่องยาก
และตอนนี้เองที่จางเซียงเหลียนพบว่าตนเองรับรู้รสชาติได้ดี
ขนาดนี้ เพียงใส่เกลือกับเครื่องเทศมากไปหรือน้อยไป นางล้วน
สังเกตความแตกต่างออกทั้งนั้น
ในช่วงที่ฟางเหิงตื่นขึ้นมาและกำลังพักฟื้น นางเหมือน
นกกระจอกที่มีความสุข ทุกวันหลังจากทำอาหารให้พวกเด็ก ๆ เสร็จ
ก็จะไปช่วยงานที่โรงผลิตด้านหน้า
จนกระทั่งหมูรมควันชุดแรกเสร็จเรียบร้อย
หมูรมควันห้าร้อยชั่งถูกส่งไปที่เรือนโยวหรานในตัวเขต มันได้
รับคำชื่นชมเป็นเสียงเดียวกันและสั่งซื้อต่ออีกหนึ่งพันชั่ง
ส่วนอีกห้าร้อยชั่งที่เหลือ เจิ้งหรูเชียนต้องนำกลับไปส่งที่อำเภอ
เซี่ยหยางด้วยตัวเอง
มันหมายความว่าพวกเขาต้องออกจากเขตอันสุ่ยอีกครั้งแล้ว
จางเซียงเหลียนมองโรงผลิตที่ขนาดไม่ใหญ่มาก บ้านเมืองที่
แปลกหน้า จากนั้นก็กลับรู้สึกอาลัยอาวรณ์ขึ้นมาอย่างกะทันหัน
นางมองลานด้านหน้า ลานด้านหลัง และหมูรมควันแต่ละชิ้นที่
ตากแห้งอยู่ใต้ชายคา ก่อนจะถอนหายใจยาว
“ป้าจาง” ไม่รู้ว่าเจียงเซิงโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่ ในมือนางถือห่อ
ผ้าเล็ก ๆ ไว้ห่อหนึ่ง “ป้าจาง ข้าจะไปแล้นะ”
จางเซียงเหลียนตกใจ “เด็กดี เจ้าจะไปที่ไหน ไม่ใช่ว่าพวกเราจะ
กลับอำเภอเซี่ยหยางไปด้วยกันหรอกหรือ”
“ใช่แล้ว” เจียงเซิงพยักหน้า “แต่ป้าจางไม่ต้องกลับไปแล้ว”
จางเซียงเหลียนยิ่งตกใจ
ราวกับเจียงเซิงกำลังบอกตนเอง “ช่วงนี้ป้าจางมีความสุขมาก
ท่านลุงจางเองก็ยังชมอีกว่าท่านมีฝีมือขึ้นแล้ว แม้แต่หมูรมควันก็ยัง
ทำได้ดีกว่าคนอื่น ที่นี่เป็นสถานที่แปลกใหม่ ย่อมไม่มีใครที่รู้จักป้า
จางอีกแล้ว และจะไม่มีใครมาทำร้ายท่านได้อีก”
“ถึงข้าจะชอบอาหารที่ป้าจางทำ แต่ข้าชอบเห็นท่านมีความสุข
มากกว่า ถ้าท่านอยู่ในเขตอันสุ่ยแล้วมีความสุขทุกวัน เช่นนั้นท่านก็
อยู่ที่นี่เถอะ”
“เจียงเซิงจะคิดถึงป้าจางแน่นอน”
เด็กหญิงตัวน้อยพูดจบก็ยิ้มให้ นางกอดห่อผ้าเล็ก ๆ นั้นแล้วหัน
หลังจากไป
จางเซียงเหลียนพลันรู้สึกจมูกแสบร้อน รีบวิ่งเข้าไปกอดนางไว้
“เจียงเซิงน้อย ทำไมเจ้าถึงรู้ความขนาดนี้”
ทำไมเจ้า…ถึงได้เฉลียวฉลาดขนาดนี้
ประตูเขต
รถม้าและเกวียนลาถูกบังคับออกไปพร้อมกัน บรรทุกเด็กทั้งหก
คนและหมูรมควันห้าร้อยชั่งมุ่งหน้าสู่อำเภอเซี่ยหยาง
จางเซียงเหลียนมองตามพวกเขาจนลับตาไป ทั้งอาลัยและเศร้า
ใจ ดวงตาของนางพร่ามัวไปด้วยหยาดน ้า
ห้าวันต่อมา
ณ ที่ว่าการอำเภอเซี่ยหยาง
บ่าวรับใช้กล่าวรายงานเบา ๆ กับนายอำเภอเซี่ยหยาง “ท่าน
นายอำเภอ พวกเขากลับมาจากเขตอันสุ่ยแล้วขอรับ”
“ยังรู้ว่าต้องกลับมาอีกหรือ นี่ก็ผ่านมาหนึ่งเดือนแล้ว”
นายอำเภอคนใหม่พูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้านึกว่าพวกเขาจะไปอยู่
ที่เขตอันสุ่ยนั่นแล้วเสียอีก”
เขาฝนหมึก เตรียมประกาศกฎระเบียบใหม่
บ่าวรับใช้กัดฟัน ท่าทางดูลำบากใจอยู่เล็กน้อย “ข้าเพิ่งได้ยินมา
ว่าสาเหตุที่พวกเขากลับมาล่าช้าขนาดนี้ เป็นเพราะคุณชายฟางถูก
คนลอบโจมตีในตัวเขต จนได้รับบาดเจ็บสาหัส…”
เขายังพูดไม่จบประโยค
นายอำเภอคนใหม่ก็ตกใจจนหน้าถอดสี พู่กันในมือร่วงหล่นลง
พื้นทันที