พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 85 นายอำเภอผู้มีเล่ห์เหลี่ยม
“ที่ปรึกษาสวี่?” สีหน้าของผู้มาเยือนเปลี่ยนจากความดีใจเป็น
มืดหม่นเพียงอึดใจ “ข้าขอถามท่านนายอำเภอ ที่ปรึกษาสวี่ผู้นี้มา
จากที่ใดกัน?”
อีกทั้งจะมีใครบ้างที่บังอาจกล้าแข็งข้อกับตระกูลหวังแห่งเขต
อันสุ่ย
แต่นายอำเภอคนใหม่กลับไม่เกรงกลัวเขา ซ ้ายังตอบอย่างไม่รีบ
ร้อน “ข้าพบบัณฑิตที่มีความสามารถคนนี้อยู่ในอำเภอ เขามี
พรสวรรค์ด้านวรรณกรรม ฉลาดหลักแหลม และเหมาะสมอย่างยิ่งที่
จะเป็นที่ปรึกษาของข้า”
“จริงหรือ?” ผู้มาเยือนยกจดหมายขึ้น “แต่ดูเหมือนที่ปรึกษาสวี่ผู้
นี้คงไม่อยากร่วมทำงานกับท่าน จึงไม่ยอมประทับรอยนิ้วมือ”
ในราชวงศ์ต้าอวี๋ หนังสือหรือสัญญาใด ๆ ล้วนต้องประทับรอย
นิ้วมือและผ่านการรับรองจากทางการเสียก่อนจึงจะมีผลบังคับใช้
จดหมายแต่งตั้งฉบับนี้มีเพียงลายมือ แต่ไม่เห็นรอยนิ้วมือประทับ
อีกทั้งไม่มีตราสีแดงของทางการ ชัดเจนว่ามันเป็นจดหมายที่ยังไม่มี
ผลบังคับใช้
สีหน้าของท่านนายอำเภอคนใหม่หม่นหมองลง
เขาไม่ได้ไปหาสวี่โม่จริง ๆ เพราะยังไม่มั่นใจว่าควรจะไปรบกวน
พวกเขาพี่น้องหรือไม่ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าถ้าไม่ไปคงจะไม่ได้การ
แล้ว
“หวังสี่ ไปเชิญที่ปรึกษาสวี่มา บอกว่าเมื่อคืนพวกเราคุยกันดึก
ดื่นจนลืมขั้นตอนสุดท้ายไป” น ้าเสียงของท่านนายอำเภอคนใหม่เย็น
ชาลง
หวังสี่รู้สึกขนลุก เขารู้ว่าท่านนายอำเภอเอาจริงแล้ว จึงรีบพา
เจ้าหน้าที่ติดตามไปสองสามคนเพื่อ ‘เชิญ’ สวี่โม่ที่กำลังอยู่ที่สำนัก
ศึกษามา
ณ ประตูที่ว่าการอำเภอ
สวี่โม่ในชุดเสื้อคลุมเนื้อดียืนตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย มือข้างหนึ่ง
ถือตำรา เขาขมวดคิ้วมองภาพตรงหน้า
“ที่ปรึกษาสวี่มาแล้ว!” นายอำเภอคนใหม่พอเห็นเขามาก็ยิ้มจน
หน้าบาน “เมื่อคืนพวกเราคุยกันจนดึก คิดไปคิดมา ทั่วทั้งอำเภอนี้ก็
ยังเป็นเจ้าที่เหมาะสมจะเป็นที่ปรึกษาของนายอำเภอเซี่ยหยาง เชื่อว่า
ที่ปรึกษาสวี่ก็คงยินดีทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและอำเภอนี้”
สวี่โม่ “…”
แม้ว่าเขาจะมีมันสมองอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ควรทดสอบผู้คนแบบนี้
ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่ท่านนายอำเภอสนิทสนมกับเขาถึงขนาดนั้น
“ข้าขอสาบานกับเจ้า ที่ปรึกษาสวี่ ขอเพียงเจ้าประทับรอยนิ้วมือ
ลงบนจดหมายแต่งตั้งฉบับนี้ หลังจากนี้ไปเรื่องของเจ้าก็คือเรื่องของ
ข้า” นายอำเภอคนใหม่ยังคงให้คำมั่นสัญญาด้วยสายตาสั่นระริก
สวี่โม่ยังคงนิ่งเงียบ
เขาพอจะรู้แล้วว่ามันเป็นเรื่องอะไร แต่เพราะยังไม่รู้เนื้อหาใน
จดหมายแต่งตั้ง ด้วยความระแวดระวัง เขาจึงไม่สามารถลงนามไป
โดยไม่ยั้งคิด
นายอำเภอคนใหม่ยังพอมีไหวพริบอยู่บ้าง เขายื่นจดหมาย
แต่งตั้งใส่มือเขา แล้วประสานมือทั้งสองข้างพลางทำท่าวิงวอน
สวี่โม่เปิดอ่านเนื้อหาคร่าว ๆ สองรอบ
มันกล่าวว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์และเฉลียวฉลาด จึงเหมาะสมจะ
เป็นที่ปรึกษาของนายอำเภอเซี่ยหยาง โดยจะได้รับเบี้ยหวัดปีละหนึ่ง
ร้อยตำลึง…
ช้าก่อน! หนึ่งร้อยตำลึง!
สวี่โม่ชะงักไปครู่หนึ่ง พลางนึกถึงเจียงเซิงที่เงินส่วนตัวของนาง
ถูกฟางเหิงนำไปใช้จ่ายจนเกือบหมด ตอนนี้นางจึงค่อนข้างหดหู่ใจ
หากมีรายได้หนึ่งร้อยตำลึงนี้เข้ามา นางคงจะยิ้มแย้มได้อีกครั้ง
เขาปิดจดหมายแต่งตั้งและไม่ลังเลอีกต่อไป “ท่านมีน ้าหมึก
หรือไม่”
หวังสี่ส่งมาให้อย่างคล่องแคล่ว
สวี่โม่จุ่มนิ้วโป้งลงไปเบา ๆ จากนั้นก็ประทับลายนิ้วมือลงบน
จดหมายแต่งตั้ง
นายอำเภอคนใหม่ดีใจจนออกนอกหน้า หยิบตราประทับ
ทางการของนายอำเภอเซี่ยหยางออกมาและประทับลงไป จากนั้นทุก
อย่างก็เสร็จสิ้น
ใบหน้าของผู้มาเยือนดำคล ้าเหมือนถ่าน
เขาเคยเห็นการปฏิเสธอย่างสุภาพ แต่ไม่เคยเห็นการปฏิเสธที่
สุภาพขนาดนี้ ถึงขนาดจ้างที่ปรึกษาคนใหม่ต่อหน้าเขาเช่นนี้
“เปียนเหวินซวน ท่านจะทำเกินไปแล้ว” เขาเรียกชื่อนายอำเภอ
คนใหม่ตรง ๆ “พวกเราเป็นญาติกันนะ”
ญาติที่อยู่ห่างกันหนึ่งหมื่นแปดพันลี้ เป็นญาติเขยก็เป็นญาติ
เขย ญาติห่าง ๆ ก็เป็นญาติห่าง ๆ ตายไปก็ยังร้องไห้เสียใจแต่กลับ
นึกชื่อไม่ออก
เปียนเหวินซวนกลอกตา เริ่มเรียกชื่ออีกฝ่ายตรง ๆ เช่นกัน “ซุน
เฉวียนจู ข้ามีที่ปรึกษาอยู่แล้ว ท่านไม่เห็นหรือ”
“ท่าน…” ซุนเฉวียนจูแทบนึกอยากจะเป็นลมขึ้นมา “เขาคนนี้มี
อะไรดีกว่าข้ากัน”
ความหมายของเขาคือสวี่โม่มีอะไรดีถึงสามารถต่อต้านตระกูล
หวังได้ พวกเขาเป็นถึงคนของตระกูลหวังแห่งเขตอันสุ่ย เป็นญาติ
เขยของตระกูลฟางแห่งเมืองหลวง เป็นตระกูลที่มีอำนาจใหญ่โต
แต่เปียนเหวินซวนเข้าใจว่าอีกฝ่ายถามถึงข้อดีของสวี่โม่
“ท่านเคยเห็นซิ่วไฉที่อายุสิบสองปีหรือไม่ ท่านซุนเฉวียนจูสอบ
ขุนนางมาสามสิบกว่าปีกลับยังเป็นแค่ถงเซิงอยู่เลย แล้วจะเอาอะไร
ไปเทียบกับที่ปรึกษาสวี่ได้”
ซุนเฉวียนจูถอยหลังไปสองก้าว กุมหน้าอกพูดอะไรไม่ออก
คนคนนี้ช่างเลวร้ายจนไม่สามารถสื่อสารกันให้ตรงประเด็นได้
เลย
“ดี ดีจริง ๆ” เขากัดฟัน “ท่านตั้งใจจะต่อกรกับตระกูลหวังใช่
หรือไม่ อย่าลืมสิว่าตระกูลเปียนก็มีคุณหนูจากตระกูลหวังอยู่คน
หนึ่ง!”
สวี่โม่เงยหน้าขึ้นมาทันที
เปียนเหวินซวนกลั้นหัวเราะเอาไว้ “ไม่มีทางหรอก เพราะที่
ปรึกษาสวี่เก่งกาจเกินไป คราวหน้าถ้าตระกูลหวังส่งซิ่วไฉหรือจวี่เห
รินมา ข้าย่อมจะต้องให้เกียรติตระกูลหวังแน่นอน”
ซุนเฉวียนจู “…”
ใครจะให้ที่จวี่เหรินละทิ้งตำแหน่งที่ดีเลิศ มาเป็นที่ปรึกษาใน
อำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้กัน!
เขารู้ว่าไม่มีความหวังที่จะได้รับตำแหน่ง จึงไม่พูดอะไรอีก ได้แต่
ยกมือกุมหน้าอกแล้วจากไป
ประตูที่ว่าการอำเภอซึ่งเคยตึงเครียด จึงกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
ผู้คนที่มามุงดูโดยรอบก็ถูกไล่ให้สลายตัวออกไป
สวี่โม่กำตำราแน่น กำลังจะขอตัวกลับ
หวังสี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ กลัยตีฆ้องร้องป่าวขึ้นมากะทันหัน พร้อมกับ
พาเหล่าเจ้าหน้าที่อวยพร “ยินดีต้อนรับที่ปรึกษา ขอคารวะที่ปรึกษา
ขอแสดงความยินดีกับที่ปรึกษา!”
สวี่โม่ “…”
เปียนเหวินซวนรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย เขาเกาศีรษะไม่รู้ว่าควรจะทำ
อย่างไร
ในที่สุดหวังสี่ก็โห่ร้องจนจบ เปียนเหวินซวนจึงมองไปยังสวี่โม่
แล้วเอ่ยตะกุกตะกัก “เอ่อ…ถ้าเจ้าไม่อยากเป็นที่ปรึกษา จดหมาย
แต่งตั้งนี้ก็สามารถฉีกทิ้งได้นะ”
หวังสี่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ตาเบิกโพลง ในใจคำรามอย่างบ้าคลั่ง ‘ไม่ ๆ
ๆ ใต้เท้าคนนี้ไม่น่าเชื่อถือสักนิด พวกเราต้องการที่ปรึกษาที่ทำเพื่อ
ประชาชน เจ้าอย่าไปเลยนะ!’
ภายใต้การจับจ้องของทุกคน สวี่โม่มองไปรอบ ๆ แล้วถอน
หายใจ
หากเป็นที่อื่น เขาคงไม่ยอมมาเป็นที่ปรึกษาให้อย่างแน่นอน
แต่ที่นี่คืออำเภอเซี่ยหยาง เป็นเมืองที่กิดามารดาของเขารัก เป็น
บ้านเกิดที่ต่อให้อยู่ไกลพันลี้ก็ยังคิดถึงเสมอ เป็นผืนแผ่นดินที่ทำให้
พวกเขาพี่น้องได้พบหน้ากัน
“ข้าไม่สามารถเป็นที่ปรึกษาของอำเภอเซี่ยหยางตลอดไปได้”
สวี่โม่เงยหน้าขึ้น เอ่ยเสียงเบา “แต่ก่อนที่ข้าจะไปสอบขุนนาง ข้าจะ
ทุ่มเททำเพื่อชาวอำเภอเซี่ยหยางอย่างเต็มที่”
“และเงินที่ระบุไว้ในจดหมายแต่งตั้งก็ห้ามขาด”
พูดจบ สวี่โม่ก็เดินจากไป ถึงแม้เขาจะยังไม่โตเป็นหนุ่ม แต่
รูปร่างก็สูงสง่า ทั่วทั่งร่างเปี่ยมไปด้วยบุคลิกของหนุ่มน้อย ความ
มุ่งมั่นผสานกับความสุขุม พรสวรรค์ผสานกับความทะนงตน
เปียนเหวินซวนมองอย่างตะลึง นานมากกว่าจะได้สติ เขาฉีกยิ้ม
กว้าง “ข้านี่ช่างฉลาดหลักแหลมจริง ๆ ไม่เพียงปฏิเสธคนจากตระกูล
หวังได้ ยังชักชวนให้ที่ปรึกษาผู้เก่งกาจขนาดนี้มาทำงานได้อีก”
หวังสี่อ้าปากค้าง “วันนี้ทุกอย่างอยู่ในแผนการของท่านทั้งหมด
เลยหรือ”
ไม่น่าเชื่อ เจ้านายของเขาฉลาดเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน
เปียนเหวินซวนลูบคางอันเกลี้ยงเกลาโดยไม่พูดไม่จา และหัน
หลังกลับไปยังที่ว่าการอำเภออย่างภาคภูมิใจ
คืนนั้น
ในเรือนเล็ก
เจียงเซิงและพี่ชายอีกสี่คนถามขึ้นพร้อมกัน “อะไรนะ! พี่ใหญ่จะ
ไปเป็นที่ปรึกษาของ นายอำเภอเซี่ยหยางหรือ”
เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตากลมโตทั้งห้าคู่ สวี่โม่ก็พยักหน้าเบา ๆ
จากนั้น เรือนเล็กก็วุ่นวายขึ้นมาทันที
บางคนก็ดีใจ บางคนก็กังวล บางคนไม่อยากเชื่อ และบางคนโห่
ร้องออกมาด้วยความสะใจ
“พี่ใหญ่ยอดเยี่ยมมาก ต่อไปท่านก็จะได้เป็นผู้ปกครองของ
อำเภอเซี่ยหยางแล้วสินะ” เจียงเซิงไม่รู้ถึงความแตกต่างระหว่างที่
ปรึกษากับนายอำเภอ สีหน้านางจึงเต็มไปด้วยความเลื่อมใส
ฟางเหิงกลับกังวลใจ “พี่ใหญ่ต้องสอบเป็นจวี่เหริน หากไปทำ
หน้าที่เป็นที่ปรึกษาแล้วเสียการเรียนขึ้นมา มันอาจจะไม่คุ้มค่า”
จ่างเยี่ยนกลับคิดลึกซึ้งมากกว่านั้น “ครั้งนี้นายอำเภอเปียน
ว่าจ้างพี่ใหญ่ต่อหน้าคนตระกูลหวัง เกรงว่าจะยิ่งนำพาศัตรูมามาก
ขึ้น”
มีเพียงเจิ้งหรูเชียนเท่านั้นที่ดีใจจนหยุดไม่อยู่ เขากระทืบเท้าแล้ว
พูดว่า “ดีมาก ดีจริง ๆ ในที่สุดก็จะได้ทำการค้ากับคนของทางการได้
แล้ว!”
พี่รองมักมีวิธีที่จะดึงดูดสายตาของทุกคนได้เสมอ
ขณะที่ผู้คนในเรือนเล็กกำลังจะตำหนิเขา เวินจืออวิ่นก็ลอบหัน
หลังออกไป เดินล่องลอยยู่บนท้องถนนอันเงียบสงบ