พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 86 ความรู้สึกของเวินจืออวิ่นเปลี่ยนไป
ค ่าคืนมืดสนิท ท้องถนนเปลี่ยวร้าง
หากเป็นเจียงเซิงที่ขี้กลัว นางคงไม่กล้าออกจากบ้าน เพราะกลัว
ว่าในความมืดจะมีปากที่เปื้อนเลือดโผล่ออกมาจับนางกิน
แต่เวินจืออวิ่นนั้นแตกต่างออกไป เขาชอบความมืด สถานที่ที่
มืดจนมองไม่เห็นนิ้วมือตัวเองทำให้เขารู้สึกปลอดภัย และยังทำให้
สามารถปล่อยใจให้เลื่อนลอย หลงทาง และหมดหวังได้อย่างสบายใจ
พี่ชายทั้งหลายในบ้านนับวันยิ่งเก่งกาจ พี่ใหญ่มีความสามารถ
ด้านการเขียนอ่านอันโดดเด่น ไม่เพียงสอบเป็นซิ่วไฉได้ แต่ยังได้
เป็นที่ปรึกษาอีกด้วย
พี่รองก็พูดจาฉะฉาน มีวิสัยทัศน์ที่แม่นยำ พัฒนาการค้าเล็ก ๆ
จากอำเภอเซี่ยหยางไปจนถึงเขตอันสุ่ยได้
แม้เพื่อปกป้องทุกคน พี่สามจะได้รับบาดเจ็บทั่วร่างกาย แต่เขาก็
ยังไม่ลืมฝึกฝนคนติดตามให้ต่อสู้เพื่อปกป้องคนในครอบครัว
จนถึงตอนนี้ เวินจืออวิ่นยังจดจำได้ถึงความโกรธแค้นและสิ้น
หวังของเขาเมื่อพี่สามถูกทำร้าย
โกรธแค้นที่คนซึ่งอยู่เหนือกว่าเหล่านั้นรังแกคนอื่นมากเกินไป
สิ้นหวังที่ตัวเองมีความรู้วิชาแพทย์เพียงเล็กน้อยและไม่รู้อะไรเลย
บางทีเขาอาจจะวิ่งเข้าไปรักษาให้พี่สามตอนที่เขาได้รับบาดเจ็บ
แต่ไม่มีอาจเป็นคนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขาและเอาชนะศัตรูได้เลย
เวินจืออวิ่นไม่ชอบความรู้สึกอ่อนแอและสิ้นหวังแบบนี้
เขาเดินไปอย่างเงียบงันท่ามกลางความมืด รู้ตัวอีกครั้งก็เดิน
มาถึงสำนักแพทย์แล้ว
ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าการได้เงินห้าตำลึงต่อเดือนก็น่าพอใจแล้ว
แต่เมื่อวันนี้ได้ยินว่าพี่ใหญ่ซึ่งเป็นถึงที่ปรึกษาได้เบี้ยหวัดหนึ่งร้อย
ตำลึง ถึงรู้ว่าตัวเองเป็นกบในกะลาที่น่าขันเพียงใด
ทำไมทุกคนถึงได้ก้าวหน้ากันไปหมด มีเขาคนเดียวที่ยังไม่
เปลี่ยนแปลงอะไร
เขาอยากจะแข็งแกร่งขึ้น อยากจะเก่งกาจขึ้น และสามารถ
ปกป้องทุกคนในบ้านได้
เวินจืออวิ่นที่กำลังหลงทางและสับสนนั่งลงกับพื้นหน้าสำนัก
แพทย์ แสงเทียนสาดส่องจากเหนือศีรษะของเขา ตกกระทบให้เห็น
ใบหน้าอ่อนหวานแต่อ่อนแอ
ราวกับเป็นลูกสุนัขที่หลงทางของใครบางคน
อู๋สั่วเว่ยซึ่งกลับมาในยามดึกถอนหายใจ พิงราวบันไดหินของ
สำนักแพทย์ และถามอย่างสบายอารมณ์ว่า “ท่านหมอเวินน้อย ดึก
ป่านนี้แล้วเจ้าไม่ยอมนอน แต่กลับมานั่งทำอะไรอยู่ตรงนี้”
เวินจืออวิ่นเงยหน้าขึ้นทันที บางทีอาจเป็นเพราะได้ยินเสียงที่
อ่อนโยนเช่นนี้ของท่านหมออู๋ไม่บ่อยนัก หรืออาจเป็นเพราะ
ความรู้สึกผิดและตำหนิตัวเองที่สะสมมามากเกินไป จึงทำให้น ้าตา
ของเขาร่วงริน “ท่านหมออู๋ ข้ามันไร้ประโยชน์ใช่หรือไม่”
“ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลย นอกจากการจับชีพจรและรักษาบาดแผล
แต่หมอในสำนักแพทย์ทุกคนก็ทำได้ ข้าไม่รู้ว่าความหมายของการมี
ชีวิตอยู่ของตนเองคืออะไร ทุกครั้งที่เจออันตราย ข้าก็เอาแต่ซ่อนตัว
อยู่หลังพวกพี่ชาย มองพวกเขาถูกทำร้ายและบาดเจ็บโดยที่ทำอะไร
ไม่ได้เลย”
เขาพูดออกมาครั้งเดียว น ้าตาก็ยิ่งไหลมากขึ้น
อู๋สั่วเว่ยรู้สึกจนปัญญาเล็กน้อย “แล้วเจ้าอยากให้มันเป็นอย่างไร
การเป็นหมอรักษาคนไข้ช่วยเหลือชีวิตผู้คน ไม่ใช่ความปรารถนา
ของเจ้าหรอกหรือ”
“ก่อนหน้านี้ใช่” เวินจืออวิ่นส่ายหัวอย่างเหม่อลอย “แต่ตอนนี้
ไม่ใช่แล้ว”
เขารักวิชาแพทย์ แต่วิชาแพทย์ไม่สามารถปกป้องคนที่เขารักได้
เวินจืออวิ่นน้อยกุมศีรษะด้วยท่าทางเจ็บปวด
อู๋สั่วเว่ยถอนหายใจอีกครั้ง ความมึนเมาจากสุราจางหายไป เขา
ครุ่นคิดแล้วเอ่ยว่า “ใครบอกเจ้าว่าวิชาแพทย์ไร้ประโยชน์และปกป้อง
ครอบครัวไม่ได้”
เวินจืออวิ่นชะงัก
“ในโลกนี้ คนที่สามารถรักษาโรคได้ต่างหากถึงจะเป็นผู้ที่
สามารถสังหารคนได้มากที่สุด” อู๋สั่วเว่ยพูดด้วยน ้าเสียงหนักแน่น
“เพียงแต่คนส่วนใหญ่ไม่รู้และไม่อยากเชื่อเท่านั้น”
วิชาแพทย์เป็นดาบสองคม ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันมันก็เป็น
เช่นนี้เสมอมา
ผงเฮ่อติ่งหงสามารถใช้เป็นยาได้ และยังสามารถปิดกั้นทางเดิน
หายใจและหยุดเลือด ฆ่าคนได้ภายในครั้งเดียว
ฉากการฆ่าคนด้วยเข็มเงินที่ปรากฏในหนังสือเป็นเพียง
จินตนาการ แต่แพทย์ที่มีทักษะวิชาชั้นสูง สามารถแทงเข็มเข้าไปใน
จุดฝังเข็มได้อย่างมั่นคง เพื่อควบคุมจิตวิญญาณของผู้คน
ในโลกใบนี้ ผู้ที่มีทักษะวิชาแพทย์ที่แท้จริงถึงระดับหนึ่งแล้ว จะไม่
ศึกษาแค่การช่วยชีวิตคน แต่จะศึกษาวิธีการฆ่าคนด้วย
ชีวิตและความตายเป็นสิ่งที่แยกจากกันไม่ได้
การช่วยชีวิตคนอาจเป็นการฆ่าคน และการฆ่าคนก็อาจเป็นการ
ช่วยชีวิตคนได้เช่นกัน
“เวินจืออวิ่น เจ้าจำคำพูดนี้ไว้ให้ดี ทุกสิ่งต้องเชี่ยวชาญอย่าง
เฉพาะทาง ไม่ใช่การรอบรู้ทุกอย่าง ถ้าทำสิ่งหนึ่งให้ถึงที่สุด เจ้าก็จะ
เป็นคนที่ยิ่งใหญ่ได้” ใบหน้าของอู๋สั่วเว่ยสั่นไหวท่ามกลางแสงเทียน
และความมืดมิด “อย่าได้ดูถูกวิชาแพทย์ จงศึกษามันให้ดี จะฆ่าคน
หรือช่วยคน ต่อไปล้วนขึ้นอยู่กับเจ้า”
เวินจืออวิ่นที่นั่งอยู่บนบันไดเงยหน้าขึ้น
ในค ่าคืนที่มืดมิดไร้แสงไฟ ใบหน้าของเขาดูบอบบางเหลือเกิน
ริมฝีปากแดงระเรื่อ ดวงตาเต็มไปด้วยความหวัง “ท่านหมออู๋ ท่านจะ
สอนข้าได้หรือไม่”
สอนเขา…ฆ่าคน
แววตาของอู๋สั่วเว่ยพลันวาบขึ้นเหมือนจะเสียใจ แต่คำพูดที่พูด
ออกไปแล้วไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยเบา ๆ ว่า “หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจที่
เลือกเดินบนเส้นทางนี้”
ไม่รอให้เวินจืออวิ่นตอบ เขาก็ก้าวเข้าไปในสำนักแพทย์อย่าง
รวดเร็ว “วันนี้ดึกมากแล้ว เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าค่อยมา
ใหม่”
นี่คือการตกลงว่าจะสอนแล้ว
เวินจืออวิ่นดีใจจนแทบเสียสติ เด็กชายลุกขึ้นยืนอย่างโซเซ แล้ว
คำนับที่หน้าสำนักแพทย์อย่างตั้งใจ
หันหลังและกลับไปที่เรือนเล็ก
เมื่อครู่กลุ่มคนที่พูดคุยกันอย่างคึกคักได้แยกย้ายกันไปแล้ว ดู
เหมือนพวกเขากำลังทำธุระของตัวเอง แต่จริง ๆ แล้วก็จ้องมองไปที่
ประตูอยู่ตลอดเวลา
จนกระทั่งประตูไม้ถูกเปิดออก และเห็นเวินจืออวิ่นเดินเข้ามา
สวี่โม่จึงถอนหายใจ ขนมในปากของเจิ้งหรูเชียนพลันมีรสชาติ
ส่วนฟางเหิงถอนหายใจยาว พร้อมกับจ่างเยี่ยนที่หลับตาลงอย่าง
สบายใจ
เจียงเซิงกระโดดโลดเต้นเข้ามาหาเขา นางไม่ได้ถามว่าเขาไปที่
ไหน หรือไม่ได้ตำหนิว่าพี่ชายไม่ควรออกไปข้างนอกยามดึก แต่
เพียงจับมือเขาไว้แล้วยิ้มเอ่ยว่า “พี่สี่ พี่สี่ ช่วงนี้พี่สามฝึกวิชาหนัก
เกินไป แข่งขาเขาเป็นแผลฟกช ้าดำเขียวเต็มไปหมด ท่านดูสิว่ามีวิธี
รักษาหรือไม่”
เวินจืออวิ่นยิ้มน้อย ๆ “มี ก่อนอื่นนำผ้าไปประคบร้อน แล้วใช้
น ้ามันงานวด สามวันรอยช ้าก็จะหายแล้ว”
“แล้วอาการปวดแขนขาเพราะฝึกฝนมากเกินไปเล่า” เจียงเซิง
ครุ่นคิดไปมา
เวินจืออวิ่นคิดอยู่สักครู่ “สลับร้อนเย็น แล้วเสริมด้วยการยืด
กล้ามเนื้อ ให้ร่างกายที่ตึงเกร็งได้ผ่อนคลาย”
อาการปวดเมื่อยเช่นนี้เกิดจากการฝึกฝนมากเกินไป ตราบใดที่
ยังไม่หยุดฝึกฝน อาการก็จะค่อย ๆ จางหายไปเอง
แต่หากหยุดมือไม่ฝึกต่อ ความเจ็บปวดกลับจะยิ่งทวีคูณ
เจียงเซิงเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง พอได้สตินางก็ยิ้ม
แย้มสดใส “พี่สี่รู้ทุกเรื่องเลย ท่านยอดเยี่ยมจริง ๆ”
หากบอกว่าก่อนหน้านี้ เวินจืออวิ่นคงยิ้มเขินอาย แต่ตอนนี้เขา
เข้าใจแล้วว่าน้องสาวรู้สึกได้ถึงความอ่อนด้อยของเขา จึงคิดหาวิธี
เอ่ยชมเขา มอบกำลังใจและความกล้าให้
แต่เจียงเซิง ความกล้าที่แท้จริง มาจากพลังที่ไม่มีใครแทนที่ได้
เมื่อตัวเองแข็งแกร่งขึ้นแล้ว ถึงจะยืนหยัดได้อย่างมั่นคง และไม่
เกรงกลัวผู้ใด
“ขอบคุณนะ เจียงเซิงน้อย” เวินจืออวิ่นกุมมือน้องสาวพลางเอ่ย
เบา ๆ
เจียงเซิงไม่เข้าใจ แต่ก็ยังคงยิ้มให้
นางคิดไปเองหรือเปล่า ถึงรู้สึกว่าหลังพี่สี่ก้าวออกจากประตูไป
เขาก็ดูมั่นใจขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
วันต่อมา
ตั้งแต่เช้าตรู่ เวินจืออวิ่นก็ไปรอที่หน้าประตูสำนักแพทย์ด้วย
สายตาที่เปี่ยมความหวัง
ฟางเหิงนำคนติดตามทั้งแปดฝึกฝนต่อไป พยายามเผชิญหน้า
กับอันตรายโดยเร็ว
สวี่โม่เองก็ตั้งใจจะไปรายงานตัวที่ที่ว่าการอำเภอเช่นกัน แต่เขา
นึกถึงบทสนทนาเมื่อวานก่อน หลังคิดไตร่ตรองอยู่นาน จึงไปหาฟาง
เหิง
“เจ้าสาม เจ้ารู้หรือไม่ว่านายอำเภอคนใหม่แซ่เปียน” สวี่โม่ถาม
ฟางเหิงพลันตกใจ
สวี่โม่พูดต่ออีกประโยค “ได้ยินว่าในตระกูลเปียนมีคุณหนูจาก
ตระกูลหวังอยู่คนหนึ่ง บางทีท่านนายอำเภอคนนี้อาจมีความ
เกี่ยวข้องกับเจ้า”
ซึ่งมารดาของฟางเหิงคือบุตรสาวแท้ ๆ ของตระกูลหวัง