พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 84 ฟางเหิงยืดหยัน
ไม่ว่าจะเป็นราชวงศ์เก่าหรือปัจจุบัน ที่ปรึกษาไม่ได้เป็นอาชีพ
ของคนจากทางการ โดยปกติจะเป็นการจ้างวานผู้ที่มีความสามารถ
และมีความรู้มาช่วยเหลืองาน
พวกเขาไม่เพียงแต่ช่วยจัดการกับงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะใหญ่หรือ
เล็ก แต่ยังเป็นที่ปรึกษาซึ่งในแง่มุมของอำนาจแล้ว ความจริงก็ไม่ได้มี
น้อยไปกว่าผู้ปกครองพื้นที่นั้น ๆ เลย
หากอำเภอเซี่ยหยางมีที่ปรึกษาที่ส่งมาจากตระกูลหวังจริง ๆ ไม่
ต้องพูดถึงนายอำเภอคนใหม่เลย ต่อให้ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยมา ก็ไม่แน่
ว่าจะสามารถปกป้องพวกเด็ก ๆ ได้
ที่ปรึกษาคนนี้เขาไม่สามารถรับทำงานได้
แต่การปฏิเสธนั้นย่อมต้องมีเหตุผล หากชัดเจนเกินไปก็จะทำให้
ผู้คนสังเกตเห็น เพราะเมื่อมีใครรู้ว่านายอำเภอคนใหม่ตั้งใจจะ
ปกป้องพวกฟางเหิง มันจะยิ่งก่อให้เกิดปัญหาตามมา
นายอำเภอคนใหม่มีนิสัยแย่ ๆ อยู่อย่างหนึ่ง นั่นคือเวลาที่เขา
กังวลมักจะดึงทึ้งผมตนเอง และชอบแต่งกายในชุดธรรมดาเพื่อ
ออกไปเที่ยวเล่น
เขาเดินจากที่ว่าการอำเภอมาถึงร้านเรือนโยวหราน ก็เห็นเจิ้งหรู
เชียนที่กำลังขนส่งหมูรมควัน
เมื่อเดินต่อไปก็เห็นสวี่โม่หอบเครื่องเขียนทั้งสี่อย่าง มุ่งหน้าไปยัง
สำนักศึกษาทางฝั่งตะวันตกของอำเภอ ตามหลังมาด้วยฟางเหิงที่ดู
เหมือนพวกเขาพี่น้องกำลังปรึกษาอะไรบางอย่าง
“ได้การแล้ว!” นายอำเภอคนใหม่ตบขาตัวเอง
สวี่โม่หันกลับมามองไปเจ้าสามพอดี “เป็นอะไรไป?”
“พี่ใหญ่ ข้า…ข้า…” ฟางเหิงลังเลใจอยู่บ้าง “ครั้งนี้ที่พวกเราเจอ
อันตรายที่เขต ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร”
สวี่โม่เงียบไป
เขายังจะมีความคิดอะไรได้อีกเล่า
ในใจเขามีแต่ความกังวลเท่านั้น ถึงแม้ตนเองจะเป็นถึงซิ่วไฉ
ถึงแม้คนที่บ้านจะค่อย ๆ กินอิ่มท้องกันมากขึ้น แต่ชีวิตก็ยังคง
ยากลำบากและมีภัยคุกคามอยู่ทุกหนทุกแห่ง จนถึงขั้นจะเอาชีวิต
พวกเขา
“ข้าคิดว่า ข้าควรจะเตรียมตัวสอบเป็นจวี่เหรินแล้ว” สวี่โม่ถอน
หายใจเบา ๆ “ถึงแม้ข้าจะไม่มีความมั่นใจมากพอ แต่ถ้าสอบเป็นจวี่
เหรินได้ ก็จะมีโอกาสได้เลื่อนขั้นเป็นขุนนาง”
มีเพียงการเป็นขุนนางเท่านั้น ถึงจะสามารถปกป้องน้องชาย
น้องสาวไว้ได้อย่างสมบูรณ์
และสามารถต่อกรกับตระกูลฟาง รวมถึงประหารจูจื้อได้
พูดไปแล้ว พวกเขาพี่น้องกลับบังเอิญมีศัตรูร่วมกันจริง ๆ
สวี่โม่ยิ้มเล็กน้อย มองไปที่ฟางเหิง “เจ้าสาม แล้วเจ้าคิดเห็น
อย่างไรเล่า หากมีสิ่งใดที่อยากทำก็จงทำมันเถอะ”
ฟางเหิงถอนหายใจยาว
เขาเองก็คิดเอาไว้แล้วอยู่บ้าง
ครั้งนี้ที่เขาเจอนักฆ่าหนีในเขตอันสุ่ย หากอีกฝ่ายมีหนึ่งหรือสอง
คน เขาย่อมสามารถรับมือได้ แต่ที่ถูกทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บเป็น
เพราะตนต่อสู้คนเดียวไม่ไหว
หากมีคนช่วยสักสองคนหรือมากกว่านั้น เมื่อเผชิญหน้ากับนัก
ฆ่า ถึงแม้จะสู้ไม่ชนะก็ยังมีโอกาสให้หลบหนี ย่อมดีกว่าการยืนเป็น
เป้านิ่งให้สังหาร
ก่อนหน้านี้ในตระกูลฟาง ฟางเหิงก็มีองครักษ์ส่วนตัวและ
องครักษ์ลับมากมาย
แต่เพราะการเปลี่ยนแปลงอำนาจภายในของตระกูลฟาง ทำให้
องครักษ์เหล่านี้ก็หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“ข้าอยากจะ…จ้างวานคนติดตาม” ฟางเหิงเอ่ยเสียงเบา “ข้าจะ
สอนวิชาการต่อสู้ให้พวกเขา และฝึกฝนให้พวกเขาปกป้องพวก
ท่าน”
เวลาที่ดีที่สุดในการปลูกต้นไม้คือเมื่อสิบปีก่อน รองลงมาก็คือ
ตอนนี้
ถึงแม้ความคิดที่จะคุ้มกันจะมาช้าไปสักหน่อย แต่โชคดีที่มันยัง
ไม่สายเกินไป
สวี่โม่ไม่มีความเห็นอื่น “ทำในสิ่งที่เจ้าอยากทำเถอะ”
ฟางเหิงน ้าตาคลอเบ้า
เขากำหมัดแน่นและกล่าวเสียงดังว่า “พี่ใหญ่วางใจ เงินนี้ข้าจะ
ไม่ใช้มันอย่างสูญเปล่าแน่นอน”
สวี่โม่ยิ้มจาง
เขารู้อยู่แล้วว่าเงินนี้จะไม่ถูกใช้ไปอย่างสูญเปล่า แต่เขาก็รู้ว่ายัง
มีคนที่รักเงินมากอีกสองคนในบ้าน
และรู้ดีกว่าว่าการจ้างวานคนติดตามเป็นการลงทุนที่ไม่ใช่น้อย ๆ
ไม่ผิดไปจากที่คาดไว้
ระหว่างทานอาหารเย็น ฟางเหิงเพียงเสนอความคิดนี้ออกไป
เจียงเซิงและเจิ้งหรูเชียนก็เบิกตาโต
ฟางเหิงรู้สึกอึดอัดใจจึงเอ่ยว่า “หากมันแพงเกินไป ข้าก็สามารถ
เปิดโรงพักฝึกเพื่อหาเงินก่อน แล้วค่อยเลือกคนที่เต็มใจลงนาม
สัญญาเป็นตายกับข้าได้”
เพียงแต่จะใช้เวลามากขึ้นเท่านั้น
สวี่โม่เม้มปาก เขากำลังจะโน้มน้าวช่วยฟางเหิงสักสองสามคำ
เจียงเซิงกลับพยักหน้าทันใด “ได้ ท่านต้องการเท่าไหร่เล่า”
คนทั้งบ้านต่างหันขวับ
เจิ้งหรูเชียนถึงกับอ้าปากค้าง เขาพูดอย่างประหลาดใจว่า “เจียง
เซิงน้อย นี่เป็นครั้งแรกเลยที่เจ้าใจกว้างขนาดนี้ ตอนที่ข้าขอให้เจ้า
ซื้อรถม้าอีกคัน เจ้ากลับไม่ยอมเลย”
เจียงเซิงหยิบเงินทองทั้งหมดออกมาอย่างใจเย็น วางกระจายลง
บนโต๊ะ
“พี่ใหญ่กับพี่รองต่างก็ทำงานของตนเองเพื่อพวกเรา พี่สามเองก็
อยากพยายามปกป้องคนในบ้าน มันเป็นเรื่องที่สมควร”
“ข้าไม่ได้ใจกว้าง ข้าแค่ไม่อยากเห็นพี่สามต้องนอนเจ็บอยู่บน
เตียงอีก…และก็ไม่อยากให้ใครในบ้านต้องเจ็บตัวอีกแล้ว”
นางพูดเสียงอ่อนลง
ฟางเหิงมองผ่านแสงเปลวไฟที่กะพริบ เห็นน ้าตาที่ขอบตาของ
น้องสาว เขาอดใจเจ็บไม่ได้
มรสุมเหล่านี้ ล้วนเป็นสิ่งที่เขานำพามา…
ฟางเหิงไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่เขามีจิตใจที่แน่วแน่ ไม่เช่นนั้นก็
คงทนอยู่ในห้องขังเล็ก ๆ นั้นไม่ได้ถึงครึ่งปี และก่อเรื่องในตระกูลหวัง
เพื่อหลบหนีออกมา
ยิ่งเขาเจ็บใจก็ยิ่งรู้ว่าตัวเองควรต้องทำสิ่งใด และรู้ว่าตนเองไม่
สามารถทำให้คนในบ้านผิดหวังได้
“ให้ข้าหนึ่งร้อยตำลึงก็พอ” ฟางเหิงหลุบตาลงเล็กน้อย “หนึ่งร้อย
ตำลึงนี้ ข้าจะสร้างหน่วยคุ้มภัยเลือดเหล็กขึ้นมา”
ในตลาดทาส คนธรรมดาทั่วไปมักมีค่าตัวสิบถึงยี่สิบตำลึง
หากเป็นชายหนุ่มที่ร่างกายแข็งแรง ยิ่งขายได้ถึงสามสิบสี่สิบ
ตำลึง แต่มักจะซื้อไม่ได้
สำหรับหนึ่งร้อยตำลึง สามารถเลือกซื้อได้สูงสุดสามคนเท่านั้น
โชคดีที่ฟางเหิงฉลาดและคิดแปลกแยก เขาเลือกซื้อเพียงเด็กที่
อายุเจ็ดถึงสิบขวบ พวกเขามักถูกพ่อแม่ขายมาเพื่อแลกเงิน หรือไม่
ก็เป็นเด็กขอทานที่ลำบากจนต้องขายตัวเองกับนายหน้า ซึ่งค่าตัวอยู่
ที่เจ็ดถึงแปดตำลึงต่อคน
หนึ่งร้อยตำลึงนี้ เขาเลือกเด็กมาแปดคน มีเจ็ดคนที่เป็น
เด็กผู้ชาย และอีกคนเป็นเด็กผู้หญิง
เด็กทั้งหมดลงนามสัญญาเป็นตาย
มีเพียงสัญญาเป็นตายเท่านั้นที่สามารถป้องกันไม่ให้พวกเขามี
เจตนาอื่นในอนาคต
เจิ้งหรูเชียนเช่าเรือนเล็ก ๆ ข้างเรือนของพวกเขา ส่วนเจียงเซิง
จัดหาที่นอนและของใช้มาเพื่อให้พวกเขาได้กินอยู่
วันแรกของการฝึก
ฟางเหิงยืนอยู่เบื้องหน้าเด็กทั้งแปดคน เขาเอ่ยเสียงเคร่งขรึมและ
เย็นชาว่า “พวกเจ้าเป็นคนที่ข้าซื้อมา ข้าจะจัดหาอาหารและเสื้อผ้า
ให้พวกเจ้า มอบให้เงินพวกเจ้า แต่พวกเจ้าต้องฝึกฝนการต่อสู้ให้ดี
เพื่อปกป้องครอบครัวของข้าในอนาคต”
“ตั้งแต่วันนี้ไป พวกเจ้าไม่มีอดีต จงลืมชื่อเก่าไปเสียให้หมด
จดจำเพียงชื่อที่จะใช้จากนี้คือหมายเลขหนึ่งถึงแปด”
“และพวกเจ้าจะใช้แซ่เจียง”
แซ่เจียงของเจียงเซิง
ตั้งแต่วันนั้น ในลานของเรือนข้าง ๆ ก็มักมีเสียงฝึกฝนต่าง ๆ ดัง
ขึ้นเป็นประจำ ตั้งม้าหมอบ มัดถุงทราย ฝึกหมัดฝึกดาบ ยกถังน ้า หา
จุดสมดุล
ในตอนแรกเจียงเซิงยังรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก เพราะรู้สึกว่าเด็ก
พวกนั้นอายุไล่เลี่ยกับตัวเอง ทำไมพวกเขาต้องทนฝึกอย่างทุกข์
ทรมานขนาดนั้น
จนกระทั่งจ่างเยี่ยนเอ่ยเบา ๆ ประโยคหนึ่ง “พี่สามก็ผ่านเรื่อง
เช่นนี้มา ตอนนั้นเขายังเล็กกว่านี้มาก”
เจียงเซิงจึงไม่พูดอะไรอีก
ในโลกนี้ ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ แต่บางคนมัวเมาอยู่
กับชีวิตตนเอง ใช้เงินทองไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย บางคนยากจนข้นแค้น
จะกินก็ไม่เคยอิ่มท้อง
เจียงเซิงโชคดีที่ได้เจอป้าจางและพวกพี่ชาย
เด็กเร่ร่อนที่เหมือนนางยังมีอีกมากมาย หากไม่ตายเพราะความ
หิว ก็ต้องตายเพราะความหนาว ทั้งบางคนยังถูกตีจนตายอย่างไร้
เหตุผล
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ถึงแม้การฝึกวรยุทธ์เช่นนี้จะยากลำบาก
ไปบ้าง แต่อย่างน้อยก็มีกินมีใช้ พี่สามยังจ้างวานท่านป้าคนหนึ่งมา
ทำอาหารให้พวกเขาโดยเฉพาะ แม้แต่พวกเจียงเซิงก็ยังได้กินอาหาร
เหล่านั้นไปด้วย
วันคืนผ่านไปทีละวัน ๆ
ด้านฟางเหิงกำลังฝึกฝนคิดติดตามอยู่ในเรือน ส่วนด้านท่าน
นายอำเภอคนใหม่เองก็ไม่ได้อยู่เฉย เขาสั่งให้คนจัดเตรียมสถานที่
ในที่ว่าการอำเภอเป็นอย่างดี โดยอ้างว่าเพื่อต้อนรับที่ปรึกษาคนใหม่
เมื่อถึงวันที่คนจากตระกูลหวังมาถึง เขาก็จุดประทัดและเป่าแตร
ต้อนรับอย่างดีที่สุด
ขณะที่แขกผู้มาเยือนยิ้มแย้ม พร้อมจะรับเกียรติที่สมควรได้รับนี้
ไป
ท่านนายอำเภอคนใหม่กลับคลี่เปิดจดหมายออกมา แล้วยิ้ม
พลางกล่าวว่า “ยินดีต้อนรับคุณชายผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายที่
ข้าเพิ่งได้จ้างวานที่ปรึกษาคนใหม่ไป เกรงว่าท่านคงจะมาช้าไปก้าว
หนึ่งเสียแล้ว”
ชายคนนั้นตกตะลึง รับจดหมายแต่งตั้งมา บนนั้นเขียนอักษร
สามตัวไว้อย่างชัดเจน
ที่ปรึกษาสวี่!