พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 87 นายอำเภอเปียนยอมรับ
ฟางเหิงรู้ว่ามารดาของเขามาจากตระกูลหวังซึ่งเป็นตระกูลใหญ่
ในเขตอันสุ่ย แต่เนื่องจากเขตอันสุ่ยอยู่ห่างไกลจากเมืองหลวงมาก
ในรอบสิบปีเขาจะกลับไปเยี่ยมเยียนที่นี่เพียงสามครั้ง จึงไม่ได้สนิท
สนมกันมากนัก
“ท่านแม่ของข้ามีพี่ชายแท้ ๆ อยู่คนหนึ่ง แต่เขาเสียชีวิตไป
เพราะโรคร้ายเมื่อสามปีก่อน ตระกูลหวังจึงตกอยู่ในกำมือของป้า
สะใภ้ซุนซื่อ” ฟางเหิงกล่าวเบา ๆ
หลังจากนั้น ฟางเหิงและครอบครัวก็ประสบเคราะห์กรรม ซุนซื่อ
ไม่ลังเลที่จะทอดทิ้งน้องสาวสามีของนาง และหันไปคบหากับอารอง
ของตระกูลฟาง และพยายามวางยาพิษฟางเหิงหลายครั้ง
ฟางเหิงคิดหลายครั้งว่า หากท่านลุงยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องเป็น
กำลังสำคัญของมารดา จะต้องปฏิบัติต่อหลานชายของตนเองเป็น
อย่างดี และจะไม่ยอมให้ป้าสะใภ้สั่งการคนในตระกูลหวังเพื่อทำร้าย
เลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลหวังอย่างแน่นอน
“ท่านแม่ของข้ามีน้องสาวต่างมารดาอีกสองสามคน แต่พวกนาง
แต่งงานไปนานแล้ว ข้าก็ไม่รู้ว่าแต่งงานไปอยู่ที่ใด” ฟางเหิงครุ่นคิด
อย่างยากลำบาก ก่อนจะทนไม่ไหว “ไม่ต้องคิดมากแล้ว ไปถามจาก
นายอำเภอดีกว่า”
เขาหยิบกระบองไม้ขึ้นมา และเดินออกไปอย่างรวดเร็ว
สวี่โม่เดินตามหลังมา รู้สึกทั้งขำและสงสาร
ทั้งสองเดินจากเรือนเล็กไปจนถึงที่ว่าการอำเภอ และเห็นเปียนเห
วินซวนกำลังเดินวนไปมาอยู่ที่หน้าประตู
เขาแกล้งทำเป็นไม่รู้จักฟางเหิง สายตาคู่นั้นสว่างวาบเมื่อเห็นสวี่
โม่มา “ที่ปรึกษาคนดี ในที่สุดเจ้าก็มา ทางการมีคำสั่งให้สำรวจ
ประชากรในรอบสิบปีนี้ เจ้าเองก็เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง งานนี้ข้าจึงจะ
มอบให้เจ้าทำ”
พูดจบเขาก็ยัดบันทึกเล่มหนาไว้ในอ้อมแขนของสวี่โม่ และตบ
เบา ๆ ด้วยความคาดหวังเต็มที่
สวี่โม่เงียบ
หวังสี่ซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ บ่นพึมพำ “พวกท่านทั้งสองเพิ่งเข้ารับ
ตำแหน่งใหม่นะ”
เปียนเหวินซวนหันกลับมามองอย่างดุดัน หวังสี่ตกใจจนคอหด
ยกมือข้างหนึ่งปิดปาก แสดงท่าทีว่าไม่กล้าพูดไร้สาระอีก
“ใต้เท้า” ฟางเหิงเอ่ยปาก
เปียนเหวินซวนใจเต้นแรง เหม่อมองท้องฟ้า
“ใต้เท้า” ฟางเหิงเอ่ยอีกครั้ง
เปียนเหวินซวนใจเต้นแรงอีก ก้มหน้ามองดิน
ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มองฟางเหิงสักครั้ง
“ใต้เท้า ท่านเล่นละครมากเกินไปแล้ว” หวังสี่ทนมองไม่ได้จริง ๆ
จึงอ้าปากพูดอีกครั้ง “ชัดเจนเกินไป มันชัดเจนเกินไป”
เปียนเหวินซวนขบฟันกรอด เหลือบมองฟางเหิง “มีอะไร”
“ใต้เท้า ขอถามว่าท่านรู้จักกับมารดาของข้าหวังฝูเสวี่ยหรือไม่”
ฟางเหิงเอ่ยถามตามตรง ขัดกับท่าทางเชื่องช้าของเขา
คราวนี้เปียนเหวินซวนไม่ใจเต้นแล้ว เขาคิดอยู่สักพัก ตนไม่รู้จัก
หวังฝูเสวี่ยจริง ๆ รู้จักเพียงหวังฝูหลิว จึงส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “ไม่
รู้จัก”
คนทั่วไปอาจคิดว่าในเมื่อเขาไม่รู้จักหวังฝูเสวี่ย ก็คงไม่รู้จักคน
อื่นในตระกูลหวังด้วย
ฟางเหิงก็ค่อนข้างเป็นคนทั่วไป เขาคำนับเอ่ยขอบคุณและไม่ได้
ถามอะไรต่อ
เปียนเหวินซวนหันไปยิ้มเยาะใส่หวังสี่อย่างลับ ๆ ดีใจที่ตัวเอง
รอดพ้นวิกฤตมาได้
สวี่โม่ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ทนมองต่อไปไม่ไหว จึงกระแอมเบา ๆ เอ่ย
เตือนว่า “บ่าวรับใช้ข้างกายท่านก็แซ่หวัง”
บ่าวรับใช้ของเปียนเหวินซวน ควรจะใช้แซ่เปียนต่างหาก
ฟางเหิงจึงเพิ่งตระหนักได้ว่าตัวเองถูกนายอำเภอคนใหม่หลอก
เขาหันขวับไปมองหวังสี่ เขาไม่พูดอะไรสักคำ และดึงกระบองยาว
ออกมาแล้ว
ก่อนหน้านี้ แม้เขาจะมีฝีมือคล่องแคล่ว แต่ก็เป็นเพียงการฝึก
ด้วยตัวคนเดียว หลังผ่านการต่อสู้มาถึงสองครั้ง บนตัวเขาก็ค่อย ๆ มี
กลิ่นคาวเลือดขึ้นมา
หรือที่รู้จักกันทั่วไปว่า ‘จิตสังหาร’
หัวสมองหวังสี่ยังไม่ทันได้ขบคิด ขาทั้งสองข้างก็อ่อนยวบ
คุกเข่าลงกับพื้นทันที พลางร้องขอว่า “คุณชายน้อยอย่าฆ่าข้าเลย!”
เขาเรียกอีกฝ่ายว่าคุณชายน้อย
ราชวงศ์ต้าอวี๋สืบทอดการเรียกขานมาจากราชวงศ์ก่อน พวก
เขาจะเรียกบุตรชายของตระกูลตัวเองว่าคุณชายน้อย ส่วนบุตรชาย
ของตระกูลอื่นจะเรียกด้วยความเคารพว่าคุณชาย
คำว่าคุณชายน้อยที่หวังสี่เรียกได้เปิดเผยความจริงว่าเขาเป็น
คนของตระกูลหวัง
สีหน้าฟางเหิงพลันเย็นชา มองไปที่เปียนเหวินซวนอีกครั้ง
เปียนเหวินซวนที่ไม่เคยเอาจริงเอาจังมาตลอดถอนหายใจ
น ้าเสียงค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น “ข้ารู้ว่าเจ้าอยากรู้อะไร แต่ตอนนี้ข้ายัง
บอกเจ้าไม่ได้”
“เจ้าแค่ต้องรู้ว่า ข้าไม่ได้มาเพื่อทำร้ายเจ้า แต่มาเพื่อช่วยเจ้า”
เขายอมรับว่าตนได้รับมอบหมายเรื่องนี้มาจากคุณหนูตระกูล
หวัง แม้กระทั่งหวังสี่ก็เป็นบ่าวรับใช้ส่วนตัวของคนผู้นั้น
แต่เขาไม่ยอมบอกว่าความจริงแล้วเป็นใครกันแน่
ถึงฟางเหิงจะมีวรยุทธ์ แต่ก็ไม่อาจบีบบังคับคนที่มาช่วยตนเองได้
เขาได้แต่ยืนอยู่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ ผ่านไปสักพักใหญ่จึง
ถือกระบองไม้หันหลังกลับบ้าน
สวี่โม่หอบบันทึกกองโตเดินเข้าไปในที่ว่าการอำเภอ
บรรยากาศกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
หวังสี่ลุกขึ้นจากพื้น ยืนอยู่ด้านหลังเปียนเหวินซวน พูดขึ้นเบา ๆ
ว่า “ทำไมท่านไม่บอกคุณชายน้อยไปเล่าขอรับ”
เปียนเหวินซวนส่ายหน้า
ไม่ใช่ว่าเขาไม่บอก แต่มีบางเรื่องที่เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไร
………
หน้าประตูเรือนเล็ก
เจียงเซิงมองฟางเหิงที่กำลังฟันฟาดอยู่ในลาน ดูอ้างว้าง
เดียวดายและคิ้วขมวดมุ่น
“พี่สามเป็นอะไรไป” นางดึงจ่างเยี่ยนมาแอบกระซิบ “พี่ห้า พวก
เราควรสนใจพี่สามสักหน่อยหรือไม่ บางทีตอนเย็นพวกเราอาจซื้อ
อาหารที่เขาชอบกินมา”
จ่างเยี่ยนถูกเขย่าจนหูตาพร่าลาย หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก
พี่ใหญ่เป็นที่ปรึกษาไปแล้ว พี่รองก็ไปรับซื้อผัก พี่สามก็ฝึกฝน
ติดตาม แม้แต่พี่สี่ก็มุ่งหน้าไปสำนักแพทย์จนตอนนี้ก็ยังไม่กลับบ้าน
ทั้งเรือนมีแค่เขาที่ว่างงาน ภารกิจที่ยากลำบากและยิ่งใหญ่อย่างการ
อยู่เป็นเพื่อนน้องสาว จึงตกอยู่ที่ตัวเขาคนเดียว
ความจริงแล้วน้องสาวของเขาอ่อนโยนและน่ารักมาก มีแค่นิสัย
ชอบเขย่าตัวคนเวลานางร้อนใจเท่านั้นที่ไม่ค่อยดีนัก
จ่างเยี่ยนสะบัดหัวไปมา จึงดึงสติกลับมาได้บ้าง “ดูเหมือนพี่สาม
จะอารมณ์ไม่ดี ปล่อยให้เขาระบายมันออกไปก่อนดีกว่า”
ถ้าเข้าไปหาตอนนี้ ไม่แน่ว่าจะโดนอีกฝ่ายซัดกลับมา
แค่ดูจากพวกเด็กที่ฝึกวิชาในลานก็รู้แล้ว ขนาดเจียงอีซึ่งอายุ
มากที่สุด พอเห็นฟางเหิงมีอาการผิดปกติ ก็ยังกล้า ๆ กลัว ๆ จะเดิน
เข้าไปถาม “คุณชาย ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่”
ฟางเหิงหันขวับกลับมา ในแววตาเต็มไปด้วยประกายคมกล้า
“มา! ซ้อมสักหน่อย”
เขาโยนไม้ท่อนหนึ่งไปให้เจียงอี
เจียงอีรับไว้ด้วยความตื่นกลัว ขณะที่ยังไม่ทันได้ตั้งตัวนั้น ไม้
ท่อนหนึ่งก็ฟาดลงมาเหนือหัว ถึงแม้จะเบี่ยงหลบไปแต่ก็ยังถูกไหล่
เขา เจ็บจนน ้าตาไหล
“จะอย่างไรเจ้าก็ต้องสู้ต่อ! เจ้าเป็นคนที่อายุมากที่สุด และเริ่ม
ฝึกฝนช้าที่สุด ถ้าอยากจะฝึกให้เก่ง ก็ต้องอดทนและทุ่มเทมากกว่า
คนอื่น บรรพชนเคยกล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรยากเกินความพยายาม ขอ
เพียงมีใจมุ่งมั่น แม้แต่นกที่โง่ที่สุดก็ยังบินได้ หากหมั่นฝึกฝนอย่าง
ขยันขันแข็ง” ฟางเหิงพูดเสียงดังกังวานไปพร้อมกับโจมตี
เจียงอีถูกบังคับให้ตั้งรับ ทุ่มเทสุดกำลัง แต่ก็รับได้เพียงหนึ่งใน
สิบของกระบวนท่าที่โจมตีเข้ามา
ฟางเหิงไม่อยากรังแกใครแบบนี้ จึงหันไปมองที่คนที่เหลือ “พวก
เจ้าเข้ามาพร้อมกัน”
เด็กทั้งเจ็ดคนชะงักไปครู่หนึ่ง
น ้าเสียงของเขาเย็นชาลง “ผู้ที่ติดตามรับใช้ตระกูล ต้องเชื่อฟัง
คำสั่ง พวกเจ้าไม่เข้าใจแม้แต่เรื่องนี้หรือ?”
เด็กทั้งเจ็ดไม่มีทางเลือก ได้แต่หยิบไม้ขึ้นมา และพุ่งเข้าใส่ฟาง
เหิงราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นของพวกเขา
แต่ถึงอย่างนั้น ก็ยังถูกตีจนยับเยินและยากจะต้านทานได้
หลังจากผ่านไปสักพัก ฟางเหิงก็โยนกระบองไม้ทิ้ง มองแปดเด็ก
คนที่นอนกองอยู่บนพื้น พลางส่ายหน้าอย่างหมดหนทาง
เจียงเซิงที่ซ่อนอยู่หลังประตูตัวสั่นเทา
“เจ้าจะเข้าไปหาเขาอีกหรือไม่?” จ่างเยี่ยนถาม
เจียงเซิงส่ายหน้าราวกับกลองตีรัว
อย่างไรพี่ใหญ่นางก็อยู่ที่นี่ คืนนี้ค่อยให้เขาถามพี่สามก็แล้วกัน
แต่พอตกกลางคืน เจียงเซิงถึงได้พบว่าไม่ใช่แค่พี่สามที่มีปัญหา
แม้แต่พี่ใหญ่ก็มีปัญหาเช่นกัน
ตลอดทั้งคืน เขาก็ยังไม่กลับบ้านจนดึกดื่น