พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 88 ความสัมพันธ์ที่ยากจะเอ่ยปาก
ปกติเวลา สวี่โม่จะเรียนที่สำนักศึกษา และเขามักกลับบ้านทันที
หลังเลิกเรียน ไม่เคยอยู่ข้างนอกนาน
ตอนนี้เขาเป็นที่ปรึกษาแล้ว ถึงแม้จะกลับมาไม่ทันก่อนพระ
อาทิตย์ตกดิน แต่ตอนนี้เป็นเวลาดึกมาก เขาควรจะกลับบ้านมาได้
แล้ว
เด็กห้าคนยืนรออยู่ที่หน้าประตู บนท้องถนนแทบจะไม่มีผู้ใดอยู่
แต่กลับยังไม่เห็นเงาร่างของสวี่โม่เลย
เวินจืออวิ่นเป็นคนละเอียดอ่อนที่สุด เขากล่าวเบา ๆ ว่า “พี่ใหญ่
คงไม่ได้เกิดเรื่องอะไรที่ที่ว่าการอำเภอใช่หรือไม่”
ทุกคนในบ้านต่างก็ใจหายวาบ
เปียนเหวินซวนมาที่นี่เพื่อช่วยฟางเหิง เขาคงไม่มีทางทำร้ายสวี่
โม่ แต่คนอื่นกับคนของตระกูลหวังเล่า?
อีกอย่าง พวกเขาจะเชื่อถือคำพูดของเปียนเหวินซวนได้อย่างไร
คนที่แม้แต่เรื่องภายในก็ยังไม่กล้าพูดคนนั้น
คิดได้ดังนั้น เด็ก ๆ จึงเริ่มนั่งไม่ติด ฟางเหิงคว้ากระบองยาววิ่ง
นำหน้าไปที่ว่าการอำเภอ ส่วนเด็กคนอื่นวิ่งตามหลังมาหอบแฮ่กจน
เกือบจะล้ม
โชคดีที่ในที่สุดก็เห็นสวี่โม่ซึ่งอยู่ตรงมุมถนน
“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านกลับมาดึกขนาดนี้” ฟางเหิงคว้าแขนเสื้อ
เขาไว้ “เปียนเหวินซวนรังแกท่านหรือไม่ ผมจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้”
สวี่โม่รีบห้ามน้องชายที่อารมณ์ร้อนคนนี้เอาไว้
“ไม่มีอะไร” เขาเอ่ยเสียงเบา “พวกเรากลับบ้านกันก่อนเถอะ”
ยามนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว ในเรือนเล็กจุดตะเกียงน ้ามันสองดวง
ทำให้ท่านกลางราตรีมีแสงสีส้มแดงส่องสว่าง
ท่านป้าที่จ้างวานไว้กลับบ้านไปแล้ว แต่ทิ้งข้าวที่เหลือครึ่งหม้อ
ไว้ให้ เพียงอุ่นสักหน่อยก็ทานได้แล้ว
คนติดตามทั้งแปดที่เหนื่อยจนหมดแรงก็หลับไปแล้วอยู่ข้างห้อง
สวี่โม่เพิ่งนั่งลง เจียงเซิงก็คว้าแขนเสื้อเขาถามอย่างร้อนรน “พี่
ใหญ่ ท่านกลับมาดึกดื่นขนาดนี้ มีใครมารังแกท่านหรือ หรือว่ามี
เรื่องอะไรเกิดขึ้น”
นางถามประโยคแล้วประโยคเล่า จนแทบไม่มีช่วงให้เขาได้
หายใจ
สวี่โม่รู้ว่าเจียงเซิงร้อนใจจริง ๆ เขารู้สึกผิดเล็กน้อยจึงลูบหัวนาง
“ครั้งหน้าจะไม่มีอีกแล้ว”
เขาเพียงเพิ่งเคยสัมผัสกับรายงานและเอกสารเป็นครั้งแรก จึง
ตกใจมาก
เขาพบว่าความจริงแล้วแค่อำเภอเซี่ยหยางเพียงแห่งเดียว ในทุก
ปีก็จะมีผู้คนนับหมื่นล้มหายตายจากไปด้วยโรคร้ายและความชรา แต่
ในขณะเดียวกันก็เด็กที่เกิดขึ้นใหม่นับหมื่น แต่เพราะการแพทย์ที่ล้า
หลัง หลายหมู่บ้านจึงไม่มีแม้กระทั่งหมอ พอเจ็บป่วยขึ้นมาก็ได้แต่รอ
ความตายอย่างสิ้นหวัง
เมื่อเด็กตาย พ่อแม่ก็มีลูกคนใหม่ได้
แต่เมื่อพ่อแม่ตาย เด็กก็จะกลายเป็นเด็กเร่ร่อน
ช่วงนี้ถ้าชาวบ้านไปแจ้งเรื่องที่ที่ว่าการอำเภอเอง ที่ว่าการอำเภอ
ก็จะจดทะเบียนให้เด็กแรกเกิดและขีดชื่อคนตายทิ้ง แต่ถ้าไม่มีใครไป
แจ้ง ก็จะมีเด็กเร่ร่อนอย่างเจียงเซิงเกิดขึ้น
พวกเขากินอาหารจากร้อยบ้าน พวกเขาใส่เสื้อผ้าเนื้อบาง
เผชิญหน้าหนาว หากอยู่รอดก็โตไปอีกหนึ่งปี แต่หากพวกเขาไม่
รอดก็ตายอยู่ในกองหิมะ
แต่คงไม่มีใครจะไปแจ้งเรื่องแทนพวกเขาแล้ว และพวกเขาเองก็
ไม่กล้าไปแจ้งเช่นกัน เพราะถ้าทางการบันทึกชื่อคนหนึ่งคน ก็จะต้อง
เสียภาษีเพิ่ม
ผังต้าซานอายุสิบเจ็ดสิบแปดแล้วก็ยังไม่กล้าจดทะเบียน เพราะ
เขาไม่มีเงิน เขาจ่ายภาษีไม่ไหว เขาจึงได้แต่เป็นเด็กเร่ร่อนที่ไร้ชื่อแซ่
“ตามผลสำรวจของสิบปีที่แล้ว ในอำเภอเซี่ยหยางมีเด็กเร่ร่อน
อย่างน้อยหลายพันคน” น ้าเสียงสวี่โม่สั่นเล็กน้อย “พวกเขาไร้ชื่อแซ่
ไม่มีทะเบียนราษฎร์ ทำงานไม่ได้ เรียนหนังสือไม่ได้ ตอนเด็กเป็น
ขอทาน พอโตขึ้นก็เป็นขอทาน เมื่อแก่ชราแล้วก็ตายในป่าช้า”
และสิ่งนี้ควรเป็นชะตากรรมของเจียงเซิง
ยามค ่าคืนยังคงมืดมัว เด็กหญิงในชุดสะอาดสะอ้านนั่งอยู่บน
เก้าอี้ มองเหล่าพี่ชายที่ตาแดงก ่าอย่างมึนงง แล้วล้วงผ้าเช็ดหน้า
ออกมาจากแขนเสื้อ แต่เมื่อไม่รู้ว่าจะให้ใครดี นางจึงยัดมันกลับไปที่
เดิมเงียบ ๆ
“พี่ใหญ่ อย่างน้อยตอนนี้ข้าก็สุขสบายแล้ว” เจิ้งหรูเชียนสูดจมูก
“มีพวกเราทุกคนอยู่ด้วยกัน ต่อไปชีวิตจะต้องยิ่งดีขึ้นแน่”
“ถูกต้องแล้ว เจ้าแค่ใช้ชีวิตอย่างไร้กังวลก็พอ” ฟางเหิงหันหน้า
ไป
เวินจืออวิ่นไม่พูดอะไร เพียงค่อย ๆ จับมือของเจียงเซิง
จ่างเยี่ยนก็จับมืออีกข้างของนางไว้
“ข้าไม่ใช่ขอทานแล้ว” เด็กหญิงกะพริบตาโต พูดอย่างมี
ความสุข “ข้ามีพี่ชายถึงห้าคน”
“แต่ว่า…” เจียงเซิงก้มหน้าลงอีกครั้ง “พวกเขาไม่มีพี่ชายห้าคน
เหมือนข้า”
นางพูดถึงพวกเด็กขอทานที่มีชะตากรรมเดียวกันกับนางและถูก
บังคับให้ต้องใช้ชีวิตอย่างเร่ร่อน
เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นสำคัญที่สวี่โม่กังวลใจ
ในการสำรวจประชากรทุกสิบปี เด็กขอทานส่วนใหญ่จะไม่มีเงิน
จ่ายภาษี จึงไม่กล้าไปแจ้งลงทะเบียน วงจรอุบาทว์เช่นนี้ ทำให้พวก
เขาต้องเป็นขอทานตลอดไป ไม่มีบ้านและยากจนหิวโหยชั่วชีวิต
แต่นี่เป็นเพียงจำนวนของคนในอำเภอเซี่ยหยางเท่านั้น ถ้าขยาย
ไปถึงเมืองใหญ่และทั่วทั้งราชวงศ์ต้าอวี๋ จะยังมีคนแบบนี้อยู่มากแค่
ไหนกัน
จ่างเยี่ยนขยับมือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อเบา ๆ ดวงตางดงามหลับ
แน่นไม่กล้าลืมตามอง
เมืองหลวงรุ่งเรืองถึงเพียงนี้ ทุกคนสวมเครื่องทองประดับเงิน
ร ่ารวยมั่งคั่งไร้ผู้ใดเทียบ แม้แต่สาวใช้ยังสวมเสื้อผ้าเนื้อดี มี
เครื่องประดับเงินและหยก อาหารที่กินหากไม่ชอบก็โยนทิ้งให้สุนัข
หรือหากเสื้อผ้าสวมใส่ไม่ได้ก็ทำลายทิ้งไป
แต่ความจริงในโลกนี้มีคนที่แม้แต่ซาลาเปาแป้งบางก็ยังซื้อไม่
ไหว แม้แต่เสื้อผ้าเนื้อหยาบก็ซื้อไม่ไหว กระทั่งการได้กินเนื้อหมูก็
เป็นได้แค่ความฝัน หรือใบผักก็ยังต้องเก็บกิน
หากราชวงศ์หนึ่งมองไม่เห็นชีวิตของประชาชนชนชั้นล่างสุด
ความเจริญรุ่งเรืองก็จะดับสูญลงในพริบตา
เวลาผ่านไปพักใหญ่ จ่างเยี่ยนจึงลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำของเขา
ไม่อาจแยกแยะอารมณ์ได้
เขาเอ่ยเสียงแหบพร่า “พี่ใหญ่ พวกเราสามารถยื่นคำร้องต่อ
ท่านนายอำเภอได้หรือไม่ เพื่อยกเว้นภาษีสำหรับประชากรที่
ลงทะเบียนในปีนี้”
เพื่อให้ขอทานเหล่านี้มีเวลาหนึ่งปีในการทำงานหาเงินและจ่าย
ภาษีในปีหน้าของตัวเอง
หลังจากนั้น พวกเขาก็จะเป็นคนที่มีชื่อแซ่
ไม่ใช่ขอทานเร่ร่อนที่จะถูกคนด่าทอทำร้าย ขโมยลัก และไร้
ศักดิ์ศรีอีกต่อไป
“ที่ดีที่สุดคือเด็กที่อายุต ่ากว่าสิบขวบจะไม่ต้องเสียภาษี” ฟางเหิง
ขมวดคิ้ว “เด็กอายุต ่ากว่าสิบขวบ ไม่สามารถทำงานหาเลี้ยงตัวเอง
ได้จริง ๆ”
สิ่งนี้ย่อมเป็นการเพิ่มความยุ่งยากขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่เพื่อให้เด็กเร่ร่อนหลายพันคนสามารถใช้ชีวิตอย่างดี สวี่โม่
ยังคงกัดฟันตอบรับ “ข้าจะปรึกษากับท่านนายอำเภอ”
เขาเป็นเพียงที่ปรึกษาใหญ่ คนที่สามารถพูดคุยกับท่านผู้ว่าการ
เขตได้โดยตรง คือเปียนเหวินซวนเท่านั้น
ความรู้สึกของฟางเหิงที่มีต่อนายอำเภอคนใหม่นั้นซับซ้อนนัก
พอพูดถึงอีกฝ่ายเขาก็หันหน้าหนีไปอย่างไม่สบอารมณ์
เจียงเซิงนึกถึงเรื่องเมื่อตอนกลางวัน จึงรีบคลานไปบนตักของสวี่
โม่แล้วกระซิบเบา ๆ “พี่ใหญ่ ทำไมวันนี้พี่สามดูไม่มีความสุขเลยเล่า”
คนอื่น ๆ จึงหันมองมา
สวี่โม่ขยับริมฝีปาก เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอ
ในตอนนั้น
ท้ายที่สุด เขาก็พูดเสียงเบา “ข้าคิดว่าท่านนายอำเภอเปียนก็มี
บางเรื่องที่ยากจะพูด ตราบใดที่เขาทุ่มเทเพื่อชาวบ้านและไม่ข่มเหง
รังแกพวกเรา ก็ปล่อยเขาไปเถอะ”
ฟางเหิงไม่พูดอะไร
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกไม่ดีนักที่ศัตรูรู้เรื่องของพวกเขามากกว่า และไม่
อยากยอมรับด้วยว่าตนเองอยากรู้เรื่องของคนอื่น
“ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปสอบถามท่านนายอำเภอเปียนอีก
หรือไม่” เจียงเซิงถามเสียงเบา
คราวนี้จ่างเยี่ยนเป็นคนตอบ เขาบีบสันจมูกเอ่ยว่า “พวกเจ้าเคย
คิดหรือไม่ว่า เรื่องที่เขาไม่อยากพูด อาจเป็นเรื่องยากที่จะพูดก็ได้”
หรือไม่ก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ที่พูดได้ยาก หรือแรงจูงใจในการ
ลงมือทำนั้นพูดได้ยาก
เหตุใดเขาต้องช่วยคุณหนูตระกูลหวังคนนั้นทำเรื่องแบบนี้ด้วย
ด้วยนิสัยของเปียนเหวินซวน การที่มาช่วยคงไม่น่าจะมาจาก
การข่มขู่ เช่นนั้นก็คงมาจากสายสัมพันธ์
แล้วสายสัมพันธ์แบบใดกันถึงทำให้พูดออกมาได้ยาก
จากอายุและท่าทีของเขา ก็มีแต่ความสัมพันธ์ที่ต้องปกปิดไม่ให้
ใครรู้ หลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ในครอบครัว และไม่สอดคล้องกับ
คุณธรรม
อย่างน้องสามีกับพี่สะใภ้…