พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 89 แม่สื่อมาถึงบ้าน
เมื่อได้ยินการวิเคราะห์ของจ่างเยี่ยน ความเงียบก็เข้าปกคลุม
เรือนเล็กชั่วขณะ
เจิ้งหรูเชียนเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ เขากดเสียงต ่าลงแล้ว
พูดว่า “เจ้าห้า เจ้ารู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร”
หรือว่า…
“พี่รองคิดอะไรอยู่” จ่างเยี่ยนหัวเราะเบา ๆ “ที่บ้านข้าไม่มีเรื่อง
แบบนี้หรอก”
“ดีแล้ว ดีแล้ว” เจิ้งหรูเชียนลูบอกตัวเอง
ตอนนั้นเองที่เขาไม่ทันสังเกตว่าจ่างเยี่ยนหลุบตาลงตั้งแต่
เมื่อไหร่
สวี่โม่ก้าวออกมาสรุปว่า “ดังนั้นคนที่อยู่เบื้องหลังน่าจะเป็นน้า
หญิงของเจ้าสาม แต่ในเมื่อท่านนายอำเภอไม่อยากพูดตรง ๆ
เช่นนั้นเราก็แกล้งทำเป็นไม่รู้เรื่องต่อไปแล้วกัน”
ฟางเหิงลังเลสักพักแล้วพยักหน้า
เขารู้สึกว่ามันยังมีอะไรแปลก ๆ อยู่ แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นเรื่อง
อะไรกันแน่ จึงได้แต่เก็บไว้ในใจก่อน
“ส่วนเรื่องยกเว้นภาษีอาจจะทำได้ยาก” สวี่โม่ยังนึกถึงเรื่องเมื่อ
ครู่อยู่ เขามองเจิ้งหรูเชียน “เจ้ารอง เจ้าไปหารือเรื่องนี้กับ
นายอำเภออวิ๋นสุ่ยให้พวกเราที”
ถ้าสองอำเภอสามารถร่วมมือกันยื่นคำร้องขอยกเว้นภาษี
โอกาสสำเร็จคงมีมากขึ้น
เขาหันไปมองฟางเหิงอีกครั้ง “พรุ่งนี้นายอำเภอเปียนอาจจะ
อารมณ์เสีย เจ้าไปกับข้าด้วยกันเถอะ”
ไม่เพียงมีกำลังป้องกัน แต่ยังมีสิทธิ์พูดมากขึ้นอีกสักหน่อยด้วย
ถึงแม้ว่าเปียนเหวินซวนจะโกรธเกรี้ยวก็ตาม
ภายในที่ว่าการอำเภอ
ท่านนายอำเภอหนุ่มกระโดดโลดเต้นราวกับตั๊กแตน “เจ้าพูด
ประโยคเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร? เจ้ายื่นคำร้องแบบนี้ได้อย่างไร?
ท่านผู้ว่าการเขตจะอนุมัติได้อย่างไร? หากท่านผู้ว่าการเขตอนุมัติ
จะต้องทนแบกรับความกดดันมากแค่ไหน?”
ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ไม่เคยมีกรณีการยกเว้นภาษีให้กับ
เด็กเร่ร่อนมาก่อน
ริมฝีปากของที่ปรึกษาสวี่เผยอเปิดปิด โยนความกดดันทั้งหมด
ไปให้เจ้าหน้าที่
เปียนเหวินซวนสะบัดแขนเสื้อด้วยมือข้างเดียว “ไม่ได้ ข้าไม่เห็น
ด้วย”
สวี่โม่คาดการณ์ไว้แล้ว สีหน้าจึงยังคงค่อนข้างสงบนิ่ง “ใต้เท้า
ขอรับ หากเด็กเร่ร่อนหลายพันคนได้รับการลงทะเบียน ในอนาคต
พวกเขาจะสามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข สามารถเสียภาษีและ
ทำงานได้ ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับอำเภอแห่งนี้มากกว่า”
ลองคิดดูสิว่าการยกเว้นภาษีหนึ่งปีเป็นเรื่องที่คุ้มค่าเพียงใด
“ข้ายังไม่เห็นประโยชน์ที่พวกเขาจะสร้างขึ้น แต่ภาษีของคน
หลายพันคนในหนึ่งปีเป็นเรื่องสำคัญ” เปียนเหวินซวนสงบลงเช่นกัน
“กฎระเบียบของราชวงศ์จะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร? หากเจ้าไป
เปลี่ยนแปลงมัน แล้วคนอื่นจะทำเช่นไร? ที่อื่น ๆ ก็ต้องทำตามคำสั่งนี้
เจ้าคิดว่าท้องพระคลังจะสูญเสียเงินไปมากเท่าใดในปีนี้?”
“กฎระเบียบตายตัว แต่ผู้คนมีชีวิต หากนโยบายเป็นประโยชน์
ต่อประเทศมากกว่าโทษ เหตุใดจึงไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้?” สวี่โม่
โต้แย้งอย่างมีเหตุผล
เปียนเหวินซวนกำลังจะกระโดดขึ้นโวยวาย
ฟางเหิงที่ยืนอยู่ด้านหลังก็กระแอมหนึ่งที เขายกเข่าข้างหนึ่งขึ้น
แล้วหักไม้ในมือทิ้งอย่างแรง
สีหน้าของเปียนเหวินซวนบิดเบี้ยว จากโกรธเกรี้ยวกลายเป็น
ตกใจ แล้วก็รู้สึกน้อยใจเล็กน้อย
“ข้าราชการอย่างข้า สามารถเอาชื่อเสีองไปเสี่ยงยื่นคำร้องแทน
พวกเจ้าก็ได้ แต่ท่านผู้ว่าการเขตจะเห็นชอบหรือไม่ ล้วนไม่เกี่ยวกับ
ข้านะ!” เขาตะโกนลั่น
นี่คือสิ่งที่สวี่โม่ต้องการ เขาถอนหายใจยาว ยกมือโค้งคำนับ
คารวะ “ใต้เท้าขอรับ เด็กเร่ร่อนหลายพันคนจะต้องซาบซึ้งบุญคุณนี้
ของท่านแน่นอน”
“ผู้ใดต้องการให้พวกเขามาซาบซึ้งกัน” เปียนเหวินซวนพึมพำ
เบา ๆ
สวี่โม่แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน รอให้ท่านนายอำเภอเขียนคำร้อง
ออกมา แต่กลับไม่ได้ส่งไปยังเขตอันสุ่ยทันที ทว่าเก็บไว้ถึงสี่วัน
หลังจากสี่วันนั้น เขาจึงให้คนนำคำร้องส่งไปยังเขตอันสุ่ย
ผ่านไปอีกสี่วัน เจิ้งหรูเชียนก็กลับมาพร้อมกับเกวียนที่เต็มไป
ด้วยผัก เขาพูดด้วยความประหลาดใจว่า “พี่ใหญ่ ท่านนายอำเภอผัง
ตกลงแล้ว ก่อนที่ข้าจะกลับมา เขาก็ได้ยื่นคำร้องไปเขตอันสุ่ยแล้ว”
คำนวณดูแล้ว คำร้องจากสองอำเภออาจจะไปถึงเขตอันสุ่ยใน
เวลาที่ใกล้เคียงกัน
สวี่โม่ผงกศีรษะเล็กน้อย รู้สึกว่าโอกาสที่จะประสบความสำเร็จมี
มากขึ้นอีกบ้างแล้ว
เขาไม่ลังเลอีกต่อไป เริ่มลงมือสำรวจประชากร สิ่งแรกที่ต้องทำ
คือเจ้าหน้าที่ของอำเภอไปแจ้งยังทุกหมู่บ้าน เพื่อให้ผู้ใหญ่บ้านช่วย
แจ้งให้ทุกครัวเรือนทราบ
ในช่วงนั้น ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการเผชิญกับความยากลำบาก
ต่าง ๆ ทั้งคนที่ไม่ให้ความร่วมมือ คนที่เกียจคร้าน เมื่อความรู้ใน
หนังสือตำราไม่สามารถใช้ได้อีกต่อไป แม้แต่ซิ่วไฉที่มีความรู้
กว้างขวางที่สุดก็ต้องพับแขนเสื้อ ลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง
เห็นได้ชัดว่าร่างกายสวี่โม่ผ่ายผอมลงไปเพราะเรื่องยุ่งวุ่นวาย
แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ดีมาก ประมาณหนึ่งเดือนต่อมา ในที่สุด
ท่านผู้ว่าการเขตก็อนุมัติข้อกำหนดภาษีนี้อย่างยากลำบาก
ขอทานทั้งหมดในอำเภอเซี่ยหยางต่างพากันตื่นเต้นมาก
“ข้าสามารถมีชื่อในทะเบียนราษฎร์ได้จริงหรือ? สามารถรับที่ดิน
ได้ด้วย? ซ ้ายังได้รับการยกเว้นภาษีในปีนี้อีก?” ผังต้าซานรู้สึกไม่
อยากเชื่อ
พี่น้องทั้งสี่ของเขาต่างน ้าตาคลอเบ้า แม้ว่าจะได้เงินจากการ
ทำงานกับเจิ้งหรูเชียนมาหนึ่งปีแล้ว พวกเขาก็สามารถจ่ายภาษีเอง
ได้ แต่เมื่อทางอำเภอออกข้อกำหนดเช่นนี้มา ทำให้พวกเขารู้ว่า
ตัวเองก็ได้รับความสนใจ
ขอทานในอดีต ที่ตายไปโดยไม่มีใครสนใจ ในที่สุดก็สามารถมี
ชีวิตอยู่เป็นคนได้อย่างภาคภูมิแล้ว
“ยังมีบางคนที่อายุน้อย ไม่สามารถทำงานเพื่อเตรียมจ่ายภาษีใน
ปีหน้าได้ สามารถรอต่อไปได้อีกสักหน่อย” สวี่โม่ปิดม้วนรายงาน
“การสำรวจทุกสิบปีนั้นนานเกินไป หากเปลี่ยนเป็นห้าปีหรือสามปีก็
จะดี”
เพียงแต่ท่านผู้ว่าการเขตเพิ่งอนุมัติไปหนึ่งอย่าง มันไม่เหมาะสม
นักหากจะยื่นขออีกอย่างไป
ต้องให้เวลาผู้ว่าการเขตอันสุ่ยได้พักหายใจบ้าง
ผังต้าซานพยักหน้ารัว ๆ ไม่กล้าคาดหวังสิ่งอื่นใดแล้ว
การสำรวจประชากรจะถูกคนรุ่นหลังเรียกว่า ‘จุดเปลี่ยนภาษีของ
ราชวงศ์ต้าอวี๋’ สิ่งนี้กินเวลานานถึงสามเดือน ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูใบไม้
ร่วงจนถึงต้นฤดูหนาว กระทั่งสายลมหนาวพัดพาหิมะมาที่อำเภอเซี่ย
หยางอีกครั้ง
เมื่อผู้คนที่ไร้ชื่อแซ่มีทะเบียนราษฎร์ มีที่ดินซึ่งทางการมอบให้
และยังได้รับการยกเว้นภาษีในปีแรก ทุกคนต่างคุกเข่ากราบกรานอยู่
ที่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอเซี่ยหยาง “ขอบคุณท่านนายอำเภอ
ขอบคุณที่ปรึกษาสวี่”
เสียงสรรเสริญดังขึ้นจากด้านนอก เปียนเหวินซวนซึ่งอยู่หลัง
ที่ว่าการกำลังสับสน ลูบมือไม้ซ ้าแล้วซ ้าเล่า ทั้งตื่นเต้นและลังเล
“พวกเขาขอบคุณข้าจริง ๆ หรือ ขอบคุณข้าจริง ๆ ?”
สวี่โม่ยิ้มและพยักหน้า
เขาเคยบอกว่าถ้ากฎระเบียบนี้ถูกประกาศใช้จริง อีกฝ่ายจะได้รับ
ความซาบซึ้งใจและความรักจากชาวบ้านแน่นอน
“ที่แท้ความรู้สึกที่ได้ทำเพื่อประชาชนมันดีเช่นนี้เอง” ดวงตาของ
เปียนเหวินซวนแดงก ่า
ก่อนหน้านี้ในตระกูลเปียนเขาเป็นคนไม่เอาถ่าน บิดามารดาไม่
เคยเห็นความสำคัญของเขา ไม่มีใครสนใจเขา แม้แต่ตำแหน่ง
นายอำเภอเซี่ยหยางนี้ก็ยังใช้เงินซื้อมา
เปียนเหวินซวนไม่คิดว่าตัวเองจะทำหน้าที่เป็นผู้ปกครองได้ดี
เขาเองก็ไม่ได้ใส่ใจชาวบ้านจริง ๆ จนกระทั่งตอนนี้เขาเหมือนเข้าใจ
แล้วว่า การรักประชาชนดั่งบุตรหลานตนเองคืออะไร
เขาจัดหมวกและเครื่องแต่งกายข้าราชการให้เรียบร้อย ส่งเสียง
กระแอมเบา ๆ ให้หวังสี่ไปเปิดประตูที่ว่าการ
คิดว่าจะไปเผชิญหน้ากับฝูงชนที่มาขอบคุณเหล่านั้น
แต่กลับไม่คิดว่าจะมีแม่สื่อสิบกว่าคนรุมล้อมกันเข้ามา พวกนาง
แต่งกายหรูหรา ทาชาดจนปากแดงเหมือนอ่างเลือด ทั้งยังใช้ไฝดำ
เม็ดใหญ่มาติดตรงมุมปากอย่างจงใจ พลางตะโกนอย่างกระตือรือร้น
“ท่านนายอำเภอ ได้ยินว่าท่านอายุยี่สิบห้าแล้วแต่ยังโสด หมู่บ้านของ
เรามีสาว ๆ มากมาย อายุก็ยังน้อยราวกับดอกไม้แรกแย้ม ท่านจะลอง
พิจารณาดูหรือไม่”
“เศรษฐีหนิวแห่งหมู่บ้านสิบลี้มีทรัพย์สินมากมาย ลูกสาวคน
เดียวของเขายังรอคู่ครองอยู่ในห้องหอ ท่านต้องการพบนางสักครั้ง
หรือไม่ นางเหมาะกับท่านมากนะ”
เปียนเหวินซวนถูกเบียดจนตัวแบนเป็นแผ่นแล้ว
สวี่โม่ที่อยู่ด้านหลังช่างสังเกตและลงมือว่องไว เขาถอยหลังไป
สองก้าวเพื่อหลบเลี่ยงทันที
แต่แม่สื่อกลับมีสายตาคมกริบมากกว่า นางเข้ามาขวางทางเขา
ไว้ แล้วพูดยิ้ม ๆ ว่า “นี่คงเป็นที่ปรึกษาสวี่ใช่หรือไม่ ช่างหาซิ่วไฉ
หนุ่มเช่นนี้ได้ยากนัก เจ้าแต่งงานหรือยัง ถ้ายัง เจ้าจะลองตกลงปลง
ใจกับใครสักคนก่อน แล้วรอจนอายุสิบห้าสิบหกค่อยแต่งงานกันก็ได้
นะ”