พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 91 ตระกูลหวังวางแผนกลอุบาย
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยถูกย้าย!
ประโยคนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเจิ้งหรูเชียนราวกับฟ้าผ่า
การที่พวกเขาพี่น้องสามารถเรียกร้องความเป็นธรรม รวมถึง
หลุดพ้นจากเรื่องที่เสี่ยงอันตรายมาได้ ก็เป็นเพราะมีท่านผู้ว่าการเขต
ที่ยุติธรรมและเมตตา
หากจูจื้อมาแทนที่ หรือเปลี่ยนจากเปียนเหวินซวนเป็นใครก็ตาม
เขตอันสุ่ยแห่งนี้ก็อาจต้องเกิดการพลิกผันได้
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกหนาวสั่น มือของเขากำขอบโต๊ะแน่นแล้วถาม
เสียงเบาว่า “ข้าขอถามพี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ สองคนนั้นเป็นใคร?”
เสี่ยวเอ้อร์ยิ้มและตอบว่า “คนหนึ่งเป็นคุณหนูตระกูลเจียงจาก
เมืองหลวง เป็นบุตรสาวคนโตของเจ้าของกิจการของพวกเรา ส่วน
อีกคนเป็นคุณหนูใหญ่ตระกูลหวังจากเขตอันสุ่ย เจ้าไม่รู้จักพวกนาง
หรือ”
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าอีกครั้ง ถ้าฟ้าผ่านั้นเป็นของ
จริง ป่านนี้ผมของเขาคงตั้งตรงไปแล้ว
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ตระกูลหวังจะไม่ได้มีการเคลื่อนไหวมาสามสี่
เดือนนี้ ไม่ใช่เพราะต้องการไว้ชีวิตฟางเหิง แต่เป็นเพราะพวกเขา
กำลังเตรียมแผนการสังหารหมู่
เมื่อท่านลุงของคุณหนูตระกูลหวังคนนั้นขึ้นครองตำแหน่งผู้ว่า
การเขต จากนี้ไปพวกเขาคงใช้ชีวิตยากลำบากขึ้นแล้ว
สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เจิ้งหรูเชียนแทบอยากจะบินกลับไปบอกพี่
น้องของเขาในอำเภอเซี่ยหยางทันที
เขาจึงเอ่ยขอลากับเถ้าแก่ฮ่าวและพี่ชายเสี่ยวเอ้อร์ แล้วรีบวิ่ง
ออกไป
เวินจืออวิ่นกำลังถือกล่องยาใบเล็กรออยู่ที่หน้าประตู เมื่อเห็นเจิ้ง
หรูเชียนกลับมาในสภาพนั้นก็ตื่นตระหนกขึ้นมา “พี่รอง เกิดอะไรขึ้น
ใครรังแกท่านหรือ?”
ในแววตาของเขามีความคาดหวัง ความรู้สึกเริ่มตื่นตัว
เจิ้งหรูเชียนหยุดคิดอยู่ชั่วครู่ ไม่แน่ใจว่าจะปลอบโยนใจของน้อง
สี่หรือควรจะตีหัวเขาให้อีกฝ่ายกังวลน้อยลงดี
“ข้าไม่เป็นไร…”
เพียงเขาพูดจบก็มีเสียงอึกทึกครึกโครมดังขึ้น
เจิ้งหรูเชียนหันไปและเห็นรถม้าวิ่งเข้ามาทางนี้อย่างรวดเร็ว มัน
แล่นเร็วจนทำลายข้าวของจำนวนมากตลอดเส้นทาง ดูท่ามันกำลัง
จะมุ่งไปยังหน้าประตูร้านเรือนโยวหราน
เขานึกเสียใจทันทีที่ให้เจียงอี เจียงเอ้อร์ เจียงซาน และเจียงซื่อ
ขนหมูรมควันลงจากเกวียน ดังนั้น ในช่วงเวลาวิกฤติเช่นนี้จึงไม่มี
ใครมาช่วยเขาได้
อย่างไรก็ตาม ร่างกายของเขากลับเชื่องช้า เขารู้ว่าตนควรรีบ
หลบไป แต่ขาของเขาดูเหมือนจะไม่เชื่อฟังคำสั่ง มันยังคงนิ่งแข็งอยู่
อย่างนั้น หากถูกชนแล้วเขาไม่ตายก็ต้องกลายเป็นคนพิการ
โชคดีที่ยังมีเจ้าสี่ที่คอยตื่นตัวอยู่ข้าง ๆ
“พี่รอง!” เวินจืออวิ่นตะโกนลั่น แววตาของเขาเปล่งประกาย
ความมุ่งหวัง เขารู้ตัวทันทีว่าตัดสินใจถูกต้องที่ติดตามพี่รองมาเขต
อันสุ่ย เขากลั้นลมหายใจ ภาพที่ท่านหมออู๋สั่งสอนก็ผุดขึ้นมาในหัว
เขาดึงเข็มเงินออกจากแขนเสื้อ จดจ้องกล้ามเนื้อของม้า เมื่อมัน
อยู่ในระยะที่สามารถลงมือได้ ก็สะบัดมันออกไปอย่างรวดเร็ว
ม้าตื่นที่กำลังก่อความวุ่นวายร้องขึ้นทันที เข็มเงินที่แช่ยาสลบ
สิบวันสิบคืนปักอยู่บนร่างกาย ไม่นานเจ้าม้าที่ก้าวไปข้างหน้าไม่กี่
ก้าว มันก็ล้มลงทันทีและรถม้าก็พังเสียหายจนแทบกลายเป็นกองไม้
ในกองไม้นั้นมีเด็กหนุ่มแต่งกายหรูหรากำลังร้องโอดโอย
เจิ้งหรูเชียนเหมือนกลับมาจากประสบการณ์เฉียดตาย สีหน้า
เขาตะลึงงัน รู้สึกว่าตนเพิ่งเดินผ่านปากประตูนรก
ด้านหลังของเขา เวินจืออวิ่นกำลังเหงื่อตก
ฝีมือเขายังไม่ดีพอ มันยังใช้งานไม่ได้ หากเขาโยนเข็มเงินไปช้า
กว่านี้ หรือยาสลบออกฤทธิ์ช้าไปสักอึดใจ เจิ้งหรูเชียนคงไม่ได้ยืนอยู่
ที่หน้าร้านอาหาร แต่อีกฝ่ายอาจตัวลอยขึ้นฟ้าไปแล้วก็ได้
“คุณชาย”
คนติดตามทั้งสี่ที่ช่วยขนหมูรมควันต่างตกใจมาก พวกเขากลัว
จะเกิดเรื่องแบบนี้อีกจึงไม่กล้าออกห่างอีก
ในตอนนั้น คุณหนูทั้งสองคนซึ่งกำลังพูดคุยกันในเรือนโยว
หรานก็ออกมาดูที่หน้าประตู
พวกนางตกใจทันที เมื่อเห็นเด็กหนุ่มผู้สง่างามคนนั้น คุณหนู
ใหญ่หวังปิดปากเบิกตาโต “พี่ชาย!”
คนที่ตามมาข้างหลังก็คือบ่าวรับใช้ของตระกูลหวัง
คุณหนูใหญ่หวังทั้งตกใจและไม่พอใจ นางมองเขาแล้วหันหลัง
เดินกลับไปทันที โดยที่ไม่ได้ช่วยพยุงลูกพี่ลูกน้องของนางเลยแม้แต่
น้อย
หากจ่างเยี่ยนอยู่ที่นั่น แน่นอนว่าเขาคงสามารถวิเคราะห์
สถานการณ์คนในครอบครัวของตระกูลหวังได้อย่างแม่นยำ
แต่ไม่ใช่ในเวลานี้ เจิ้งหรูเชียนซื่อบื้อเกินไป และเพราะเพิ่งหลุด
พ้นมาจากความตาย เขาจึงจ้องมองรถม้าที่เสียหายคันนั้นอย่าง
เสียดาย
เวินจืออวิ่นดึงสติกลับมาจากภวังค์ตกใจ ก่อนจะมองไปยัง
คุณชายหวังด้วยแววตามาดร้าย
“คุณชายเป็นอะไรหรือไม่ ท่านผู้ว่าการเขตไม่อนุญาตให้ใช้ม้า
และรถม้าที่เร็วเกินไป ท่านควรระมัดระวังนะขอรับ” บ่าวรับใช้ตระกูล
หวังกล่าวอย่างจริงจัง
แต่คุณชายหวังกลับปัดมือพวกเขาออก “ข้าคนตระกูลหวัง! จะขี่
ม้าให้เร็วแค่ไหนก็ได้ ต่อให้เขาเป็นถึงผู้ว่าการเขตแล้วจะทำอะไรข้า
ได้”
มีคำกล่าวไว้ว่า เมื่อคนจากไป น ้าชาก็เย็นลง*[1]
แต่ตอนนี้ท่านผู้ว่าการยังไม่ทันจะไป น ้าชาก็เย็นลงเสียแล้ว
ทว่าความจริง คนตระกูลหวังก็ไม่ใช่คนดีอะไร
เจิ้งหรูเชียนมองเขาอย่างเหยียดหยาม พาเวินจืออวิ่นกับคน
ติดตามกลับไปที่เรือนดอกไม้ ทันทีที่พบจางฉีเฉวียนเขาก็เอ่ยถาม
“ท่านลุงจาง ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านผู้ว่าการเขตจะถูกย้าย?”
จางฉีเฉวียนหยุดมือที่กำลังยุ่งงานพลางครุ่นคิด “ได้ยินข่าวมา
บ้าง แต่ท่านผู้ว่าการเขตรักประชาชนดั่งบุตรหลาน เขาเป็น
ข้าราชการที่ดี การย้ายครั้งนี้น่าจะเป็นการเลื่อนตำแหน่งให้”
ปกติการโยกย้ายเปลี่ยนตำแหน่งข้าราชการในราชวงศ์ต้าอวี๋
มักจะเกิดขึ้นหลังจากเดือนสี่ของปีถัดไป ซึ่งเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิที่
อากาศอบอุ่นและดอกไม้ผลิบาน
นั้นหมายความว่ายังเหลือเวลาอีกเกือบครึ่งปี
เจิ้งหรูเชียนถอนหายใจโล่ง เขาตัดสินใจแยกตัวกับเจ้าสี่เพื่อไป
ทำภารกิจต่อ
เขาต้องส่งผักชุดแรกไปที่เรือนโยวหรานในเขตอันสุ่ย
อีกไม่กี่วันผังต้าซานก็จะนำผักจากอำเภออวิ๋นสุ่ยมา แต่มันยังไม่
เพียงพอ
เจิ้งหรูเชียนต้องหาผักที่สดใหม่และแปลกใหม่ เพื่อทำให้เรือน
โยวหรานในเขตอันสุ่ยไม่ยุติทำการค้ากับเขา
ส่วนเรื่องส่งข่าวกลับไปที่อำเภอเซี่ยหยางจึงต้องมอบหมายให้
เวินจืออวิ่นจัดการ
โชคดีที่ตระกูลหวังวางแผนจะยึดตำแหน่งผู้ว่าการเขตเท่านั้น ยัง
ไม่มีแผนคิดทำร้ายพวกเขาพี่น้อง
แต่เจิ้งหรูเชียนก็ยังไม่สบายใจ เขาจึงให้เจียงอี เจียงเอ้อร์ และ
เจียงซานไปกับเวินจืออวิ่น ส่วนเจียงซื่อเดินทางลงใต้ไปกับเขา
อำเภอเซี่ยหยางตั้งอยู่ทางเหนือ อำเภออวิ๋นสุ่ยตั้งอยู่ทางใต้ ส่วน
เขตอันสุ่ยตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ระหว่างสองอำเภอ เป็น
เสมือนขาตั้งหม้อสามขา
เจิ้งหรูเชียนต้องการจะไปทางใต้มากกว่าอำเภออวิ๋นสุ่ย แต่ก็ยัง
อยู่ใกล้กับเขตอันสุ่ย
เขาเดินทางเป็นเวลาสี่วันเต็มจนถึงอำเภออันหยาง แม้ว่าที่นี่จะ
ไม่มีผักชนิดพิเศษ แต่เมื่อเขาพักทานอาหารในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
เขากลับได้พบผักดองที่แปลกใหม่
ผักดองนี้มีลักษณะคล้ายถั่วฝักยาวในอำเภอเซี่ยหยาง แต่มัน
ยาวและเรียวกว่า เมื่อนำมาตุ๋นกับซี่โครง มันจะดูดซับน ้าซุปจนอิ่ม
เนื้อและยังคงความกรอบอร่อย
เจิ้งหรูเชียนชิมแล้วรู้สึกชอบมาก หลังจากนั้นเขาจึงได้ทำความ
รู้จักเถ้าแก่จนรู้ชื่อของผักดองนี้
ปรากฏว่าชื่อของมันก็คือถั่วฝักยาวเช่นกัน แต่แตกต่างจาก
ถั่วฝักยาวที่เก็บเกี่ยวในฤดูใบไม้ร่วงของอำเภอเซี่ยหยาง เพราะ
ถั่วฝักยาวชนิดนี้มีความยาวและเรียวบางกว่ามาก
เหตุผลที่มันถูกทำเป็นผักดอง ก็เพราะสตรีในหมู่บ้านคิดว่าการ
กินหัวไชเท้าและผักกาดนั้นน่าเบื่อเกินไป จึงค้นหาวิธีเก็บรักษาผัก
จากฤดูกาลอื่น
ต่อมาพวกนางก็ค้นพบโดยบังเอิญว่า หากนำถั่วฝักยาวมาต้ม
กับน ้าเกลือจนสุกและเอาไปตากแห้ง เมื่อใช้มันมาตุ๋นกับอาหารจะ
อร่อยเป็นพิเศษ วิธีนี้จึงแพร่หลายไปทั่วทั้งอำเภอ
เถ้าแถ่พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้าไม่ได้พูดเกินจริงนะ ถั่วฝักยาว
ดองนี้แค่มีในอำเภออันหยางเท่านั้น คนที่ได้ลิ้มลองแล้วล้วนชอบมัน
ทั้งสิ้น ทุกปีจะมีคนจากต่างถิ่นมาซื้อไปหลายชั่ง”
เจิ้งหรูเชียนแสร้งทำเป็นดูถูก “ใครบ้างที่จะไม่มีถั่วฝักยาวเหล่านี้
การเอาไปต้มน ้ากับตากแดดก็ไม่ยาก แล้วทำไมต้องเดินทางมาซื้อ
แค่ที่อำเภออันหยางด้วย?”
[1] เมื่อคนจากไป น ้าชาก็เย็นลง : เป็นสำนวนจีนสื่อถึง
ความสัมพันธ์ที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อเวลาผ่านไป เปรียบกับน ้าชาที่เย็น
ลงเมื่อไม่มีคนอยู่ใกล้