พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 94 เกี๊ยวเนื้อหนึ่งชาม
เป็นครั้งแรกที่เจียงเซิงเรียกชื่อของเขาอย่างตรงไปตรงมาด้วย
ความโมโหและน ้าเสียงเล็กที่ไม่พอใจ
เสียงนั้นดังเข้าโสตประสาทของเจิ้งหรูเชียนเหมือนเสียงสวรรค์
ท่ามกลางโลกมนุษย์
“เจียงเซิงน้อย!” เขาอุทาน “เจ้ามาอยู่ที่เขตได้อย่างไร”
รอจนมีคนอื่น ๆ ทยอยปรากฏตัวออกมา เจิ้งหรูเชียนก็น ้าตา
คลอ “พี่ใหญ่ เจ้าสาม เจ้าสี่ เจ้าห้า พวกเจ้ามากันทุกคนเลยหรือ”
สวี่โม่ยิ้มบาง ทว่าน ้าเสียงของเขากลับเอ่ยอย่างเย็นชา “พวกเรา
จะไม่มาได้อย่างไร? ถ้าไม่มาจะไม่เป็นการผิดสัญญาหรอกหรือ”
ฟางเหิงหักกระบองไม้เสียงดังแกรก “แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่เรามา
ก็เพื่อจะสั่งสอนคนผิดสัญญา”
เวินจืออวิ่นเม้มปากไม่พูดอะไร แต่ก็ยืนนิ่งอยู่หลังฟางเหิง
จ่างเยี่ยนกระแอมไอเบา ๆ หลบอยู่หลังของสวี่โม่ พร้อมท่าทาง
เชื่อฟังคำสั่งเช่นกัน
สีหน้าของเจิ้งหรูเชียนเปลี่ยนไป เขาเหมือนจะดีใจแต่ก็เศร้า
คล้ายจะร้องไห้แต่ก็เหมือนกำลังตัวสั่นระริก
รออยู่พักใหญ่ หลิวซุ่ยที่อยู่ข้างหลังก็พูดขึ้น “ข้าคิดว่าพวกเจ้า
คงไม่หนาวหรอก แต่พวกข้าสองคนกำลังจะหนาวตายอยู่แล้วนะ”
จางฉีเฉวียนรีบวิ่งออกมาอย่างรีบร้อน นำผ้าห่มมาคลุมกายให้
หลิวซุ่ย และพยุงนางเข้าไปในบ้านเพื่อรับไออุ่น
หลิวซุ่ยไม่ได้เดินไปทันที แต่ดึงจางเซียงเหลียนมาด้วยพลางแบ่ง
ผ้าห่มให้นางครึ่งหนึ่ง
บรรยากาศตึงเครียดหน้าประตูก่อนหน้านี้จึงค่อย ๆ สลายหายไป
เจิ้งหรูเชียนกำหมัดทั้งสองข้าง กล่าวขอโทษอย่างจริงใจ “เป็น
ความผิดของข้า ข้าไม่ควรโลภมาก เอาแต่ทำงานจนไม่ได้กลับไป
ฉลองช่วงข้ามปีกับทุกคน ทำให้พวกเจ้าต้องลำบากเดินทางไกล
มาถึงเขตอันสุ่ย”
“ข้ารู้ว่าข้าผิดแล้ว ครั้งหน้าจะไม่กล้าทำอีก”
“ท่านคิดว่ายังจะมีครั้งหน้าได้อีกหรือ?” แม้จะถามเช่นนั้นแต่
เจียงเซิงก็ใจอ่อน กระโดดเข้ามากอดเสื้อผ้าของเขาแน่น “พี่รอง
วันนี้ท่านต้องถูกลงโทษให้ล้างจานทุกใบนะ”
พวกเขารู้จักกันมาจนถึงตอนนี้ ทั้งพึ่งพาอาศัยกันและเป็น
ครอบครัวที่ใกล้ชิดกันที่สุด พวกเขาตกลงกันแล้วว่าจะไม่แยกจาก
กันไปไหน
“ได้ ข้าจะล้างเอง” เจิ้งหรูเชียนน ้าตาคลอตอบตกลง
ฟางเหิงแค่นเสียงแล้วโยนไม้สองท่อนที่หักทิ้ง จากนั้นเจียงซานที่
อยู่ด้านหลังก็ส่งกระบองให้อีกท่อน
หนนี้เป็นท่อนไม้ที่หนาและแข็งแรงกว่า
ฟางเหิงชะงักไป
สวี่โม่คนแรกที่ทนไม่ไหว หัวเราะออกมาเบา ๆ คราวนี้ทุกคนก็
หัวเราะตาม รวมถึงเหล่าผู้ติดตามทั้งแปด ทั่วทั้งสวนเล็ก ๆ จึงเต็มไป
ด้วยความอบอุ่นและความสุข
ในห้องที่อบอุ่น หลิวซุ่ยมองดูกลุ่มเด็ก ๆ ผ่านหน้าต่างพลางยก
ยิ้ม “ช่วงข้ามปีนี้คงจะครึกครื้นน่าดู”
นางหันไปมองทางจางเซียงเหลียน สตรีที่ช่วงชีวิตครึ่งแรกนั้นมี
แต่ความยากลำบาก แต่ตอนนี้กลับแย้มยิ้มจนเต็มใบหน้าเช่นกัน
หลังไปจากครอบครัวที่โหดร้ายเช่นนั้นมา ชีวิตของนางก็ดีขึ้น
เรื่อย ๆ
คืนนั้น ทุกคนนอนหลับพักผ่อนกันอย่างดี
เมื่อวันที่สามสิบมาถึง ทุกอย่างก็เริ่มวุ่นวาย
จางฉีเฉวียนล้างเนื้อหมูสด ๆ ที่ซื้อมา สับให้ละเอียดพร้อมกับ
ต้นหอมและขิง
จางเซียงเหลียนกำลังนวดแป้งแบ่งเป็นก้อน ส่วนหลิวซุ่ยใช้ไม้
คลึงเป็นแผ่น
ฟางเหิงนำพวกพี่น้องกับเหล่าผู้ติดตามทำความสะอาดเรือน
กำจัดใยแมงมุมที่ซุกซ่อนมานานหนึ่งปีจนหมดจด
เจิ้งหรูเชียนถือถั่วฝักยาวดองไว้ในอ้อมกอด ค่อย ๆ คลี่ออกให้
เรียบเสมอกัน และหยิบถั่วฝักยาวมาส่วนหนึ่งแช่น ้าอุ่นไว้
“พี่รอง ท่านยังหมกมุ่นกับเจ้าถั่วฝักยาวดองพวกนี้อีกหรือ” เจียง
เซิงขยับเข้ามาใกล้ “หากพวกมันขายไม่ออกก็ช่างเถอะ แค่คิดวิธีหา
เงินยี่สิบห้าตำลึงนั้นกลับมาทีหลังก็ได้”
แม้จะพูดเช่นนั้น แต่ในแววตาของเด็กหญิงกลับเต็มไปด้วยความ
ห่วงใยที่สังเกตเห็นได้ชัดเจน
แม้ว่าพี่ใหญ่ พี่รองและพี่สี่จะหาเงินได้ แต่พี่สามและเหล่า
ผู้ติดตามก็ใช้จ่ายเงินเป็นจำนวนมาก เมื่อคำนวณดูดี ๆ ในตอนสิ้นปี
แล้วก็พบว่าพวกเขาไม่มีเงินเหลือเก็บมากนัก
อย่างน้อยถุงเงินใบเล็กของเจียงเซิงก็ไม่เคยดึงตุงขึ้นมาอีกเลย
แต่เพื่อปลอบใจพี่รอง นางยอมพูดโกหก
เจิ้งหรูเชียนอดหัวเราะไม่ได้ ยิ้มน้อย ๆ พลางมองน้องสาวตัวน้อย
ของเขา “ไม่ได้หรอกเจียงเซิง แม้ครั้งนี้การซื้อถั่วฝักยาวดองจะมี
อุปสรรค แต่มันก็เป็นโอกาส”
ตราบใดที่โอกาสนี้ยังพัฒนาได้ดี ต่อไปเขาเมื่อทำการค้าในเขต
อันสุ่ยก็ไม่จำเป็นต้องขอความเมตตาจากใคร
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้พวกเขาก็ข้ามผ่านอุปสรรคพวกนั้นมาได้
แล้ว
ตอนแรกเจียงเซิงยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อป้าจางทำเกี๊ยวเสร็จและนำ
ถั่วฝักยาวดองไปเคี่ยวในหม้อกับเนื้อหมูสามชั้น กระทั่งน ้าแกงกลม
กล่อมได้ที่ เพียงเปิดฝาออก กลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอยคละคลุ้งออกมา
จนแทบจะกลืนกินวิญญาณของนางไป
“ก่อนหน้านี้พวกเราทำได้ไม่อร่อย ก็เพราะไม่เข้าใจวิธีการ” เจิ้ง
หรูเชียนยืดอกอธิบาย “ถั่วแห้งเป็นผักแห้ง พวกเราจึงคิดว่าต้องแช่
มันในน ้าอุ่น แต่ความจริงแล้วหลังจากแช่ก็ควรเอาไปลวกในน ้าร้อน
อีกครั้งจึงจะดีที่สุด”
“ผักแห้งดูดซับน ้ามัน ควรเลือกเนื้อที่มีไขมันมากสักหน่อย ถั่ว
แห้งเองก็เหมาะกับการตุ๋น ควรใช้เวลาตุ๋นมันเป็นสองเท่า”
เพิ่มเครื่องปรุงรสให้เข้มข้น เคี่ยวในน ้าแกงแล้วนำมาห่อในแป้งที่
บางและเหนียว เพียงกัดเข้าไปหนึ่งคำก็ราวกับก้าวเท้าเข้าสวรรค์ไป
แล้วก้าวหนึ่ง
ตกเย็นในคืนวันส่งท้ายปี
ภายในห้องที่แสนอบอุ่น ทุกคนต่างสวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่
หลากหลายแบบ นั่งรายล้อมโต๊ะกลมตัวใหญ่
นอกจากเนื้อหมูสามชั้นตุ๋นกับผักแห้งหอมอร่อย บนโต๊ะนั้นยังมี
เกี๊ยวมากมาย ทั้งแบบไส้ผักและไส้เนื้อวางจนแทบจะเต็มพื้นที่
เจียงเซิงรู้ว่าเกี๊ยวคืออาหารที่คนในหมู่บ้านสิบลี้จะได้กินในช่วง
ข้ามปีเพียงแค่คนละหนึ่งชาม
แน่นอนว่ามันย่อมไม่มีเหลือไปเลี้ยงสุนัข หรือตกถึงมือพวกเด็ก
เร่ร่อน
อย่างมากเจียงเซิงก็ไม่ไปฉลองข้ามปีกับใคร ดังนั้นนางจึงเดินไป
มาในหมู่บ้าน เวลาได้กลิ่นเกี๊ยวต้มลอยมาจากบ้านไหน นางก็จะหยุด
ยืนเพื่อสูดดมกลิ่นเหล่านั้นเข้าไปจนเต็มปอด
กระทั่งมาถึงบ้านป้าจาง อีกฝ่ายก็มักจะสงสาร จึงแอบเก็บไว้ให้
นางสองชิ้น ทว่าก็เป็นแค่เกี๊ยวไส้ผัก
เพราะกฎของตระกูลโจวคือบุรุษเท่านั้นที่กินเกี๊ยวไส้เนื้อ ส่วน
สตรีต้องกินเพียงไส้ผัก
ผักป่าใส่หมูสามชั้นสับไม่ละเอียด กลิ่นก็ไม่หอม ซ ้ายังกลืน
ลำบากอีกด้วย
แต่เจียงเซิงยังอมไว้ในปาก กินอย่างละเมียดละไมหลายครั้งก่อน
จะกลืนลงไป
ปีก่อน พวกพี่ชายก็ไม่มีใครทำเกี๊ยว เจียงเซิงเองก็ไม่ได้คาดหวัง
มากนัก
และปีนี้ ในที่สุดก็มีจานเกี๊ยววางอยู่ตรงหน้านางแล้ว
เจียงเซิงไม่ได้กินอย่างรวดเร็ว แต่นางยกเกี๊ยวไส้เนื้อชามหนึ่งไป
วางไว้เบื้องหน้าจางเซียงเหลียนแล้วยิ้มกว้าง “ป้าจาง ตอนนี้พวกเรา
ได้กินเกี๊ยวไส้เนื้อแล้ว”
คนที่เคยกินเพียงเกี๊ยวไส้ผัก
และคนที่เคยได้กินเกี๊ยวแค่สองคำ
จางเซียงเหลียนคิดถึงวันคืนเก่า ๆ พาลให้น ้าตาไหลไม่หยุด
นางคีบเกี๊ยวไส้เนื้อเข้าปาก รับรู้ถึงกลิ่นหอมนุุ่มละมุนของเนื้อ
และเอ่ยเบา ๆ ด้วยน ้าเสียงติดขัด “มัน…อร่อยมาก อร่อยที่สุด”