พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 95 การตอบโต้ของเด็กทั้งห้า
เนื้อหมูสดมีมันสามส่วนและเนื้ออีกเจ็ดส่วน ส่วนหนึ่งสับละเอียด
อีกส่วนหนึ่งเหลือไว้เป็นชิ้น ทานแล้วรู้สึกเนียนนุ่มเคี้ยวได้เต็มคำ
อร่อย! อร่อยมาก!!!
แต่สิ่งที่อร่อยกว่านั้นคือใจที่เป็นสุข มันเป็นความสุขที่ได้กิน
เกี๊ยวเมื่ออยากกิน เป็นชีวิตที่อิสระไร้ขอบเขต
จางเซียงเหลียนคิดถึงวันวานที่นางทำอาหารเสร็จแล้ว แต่กลับ
ต้องนั่งกินของเหลือจากก้นหม้อ หากไม่มีของเหลือก็กินน ้าแกง หาก
ไม่มีน ้าแกงก็ต้องกินหมั่นโถว คิดแล้วน ้าตานางก็ไหลพรากอย่าง
ห้ามไม่ได้
หลิวซุ่ยเข้าใจความรู้สึกของนาง จึงโอบไหล่เบา ๆ แล้วปลอบใจ
ว่า “ทุกอย่างผ่านไปแล้วพี่สาว พวกเราจะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ”
จางฉีเฉวียนไม่อยากเห็นพวกนางร้องไห้น ้าตาซึม จึงยกถ้วยดื่ม
ฉลองเพื่อทำลายความเงียบ “เอาล่ะ ๆ เทศกาลข้ามปีก็ต้องมีความสุข
ไม่ว่าชีวิตจะผ่านอะไรมา ต่อไปเราจะมีเกี๊ยวเนื้อให้กินเสมอ”
เจียงเซิงเป็นคนแรกที่กล่าวสนับสนุน “จะไม่กินเกี๊ยวไส้ผัก
เด็ดขาด”
การกระทำนี้บ่งบอกว่านางไม่ชอบผักมากแค่ไหน
เจิ้งหรูเชียนหัวเราะคิกคักเสียงเบา แล้วทุกคนก็หัวเราะตาม
พวกเขาดื่มน ้าชาและเฉลิมฉลองคืนข้ามปีร่วมกัน
ทันใดนั้นด้านนอกก็มีเสียงดัง ผู้ติดตามที่นั่งโต๊ะข้าง ๆ ต่างพา
กันวิ่งไปยังลานบ้านด้วยความตื่นตกใจ
ที่แท้เป็นตระกูลร ่ารวยในเขตจุดดอกไม้ไฟ ดอกไม้ไฟทั้งใหญ่
เล็ก แตกกระจายตัวเป็นรัศมี แสงสีสวยงามกว่าตอนที่เห็นในหมู่บ้าน
ไม่รู้กี่เท่า
เจียงเซิงตื่นเต้นมองตาไม่กะพริบ
จางฉีเฉวียนที่อาศัยอยู่ในเขตอันสุ่ยมาครึ่งปี จึงแนะนำกับเจียง
เซิงน้อยว่า “นั่นคือดอกไม้ไฟของตระกูลอู๋ นั่นเป็นของตระกูลหลิว
นั่นเป็นของตระกูลหวัง ส่วนดอกไม้ไฟที่เห็นอยู่ไกล ๆ เป็นของตระกูล
เปียน ดูเหมือนว่าตระกูลหวังจะร ่ารวยกว่านะ เพราะดอกไม้ไฟของ
พวกเขาทั้งใหญ่และสวยงาม…”
ฟางเหิงยืนข้างหน้าต่าง มองไปทางตระกูลหวัง
มารดาเขาเคยบอกว่า ท่านลุงเป็นคนเรียบง่าย ส่วนป้าสะใภ้เป็น
คนไม่ชอบใช้จ่ายฟุ่มเฟือย แต่ทั้งสองคนกลับไม่ถนัดเรื่องการค้าขาย
และจัดการให้ดี สมบัติที่ท่านตาท่านยายทิ้งไว้จึงถูกใช้จ่ายจนหมด
ถ้าไม่ใช่เพราะตระกูลฟางช่วยไว้หลายครั้ง คงไม่สามารถรักษาความ
ร ่ารวยนี้มาได้
หลังบิดาของเขาเสียชีวิตในสนามรบ มารดาก็จบชีวิตตัวเองไป
ตระกูลหวังไม่เพียงไม่ได้ตกต ่าลง แต่กลับเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
มีบางอย่างที่น่าสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มากมาย แค่คิดดูก็รู้ได้แล้ว
ช่างเป็นญาติที่น่ากลัวนัก เพื่อความร ่ารวยก็สามารถหันหลังให้
อย่างโหดเหี้ยม สามารถชี้ดาบเล็งไปยังเด็กที่ตนเคยรัก สามารถไม่
สนใจความสัมพันธ์ที่ผ่านมา
แต่ไม่รู้ว่าความร ่ารวยที่ตระกูลหวังได้มาจากการจัดการกับฟาง
เหิง จะสามารถรักษาไว้ได้นานแค่ไหน
ตระกูลฟางจะเจริญรุ่งเรืองไปได้อีกนานเท่าไหร่
“เจ้าสาม” สวี่โม่เดินเข้ามา “ถ้าตระกูลหวังล่มสลาย เจ้าจะเสียใจ
หรือไม่?”
ฟางเหิงชะงักไป แต่ก็แย้มยิ้มทันที
“พี่ใหญ่ดูถูกฟางเหิงเกินไปแล้ว แม้ว่าชีวิตของพ่อแม่ข้าจะไม่มี
ความเกี่ยวข้องกับตระกูลหวัง แต่พวกเขาก็หันหลังให้ข้าอย่าง
เลือดเย็น มองข้ามความช่วยเหลือจากพ่อแม่ข้าที่มอบให้มาโดย
ตลอด ในใจข้า พวกเขาเป็นเหมือนคนทรยศ”
“ในกองทัพ คนทรยศจะถูกลงโทษ”
สวี่โม่พยักหน้า แววตาค่อย ๆ เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น “ตำแหน่ง
ผู้ว่าการเขตอันสุ่ยจะต้องไม่ตกอยู่ในมือคนตระกูลซุนแน่นอน”
ในโลกนี้ผู้ที่มีความสามารถจะไม่ใช่แค่ปกป้องตัวเองโดยไม่
หาทางโต้กลับ
ถ้ารอคนอื่นลงมือทำร้ายแล้วค่อยตอบโต้ มันไม่ใช่ความเมตตา
แต่มันคือความโง่เขลา
คนตระกูลหวังอยากใช้กำลังทุบตีพวกเขา พวกเขาต้องเอาคืน
บ้าง
ฟางเหิงหันกลับมา สบกับดวงตาลึกซึ้งของสวี่โม่
แม้ว่าพวกเขาจะยังเด็ก แต่พวกเขาก็ผ่านอุปสรรคนานัปการ
มาแล้ว ทำให้พวกเขามีความสงบเยือกเย็น รวมถึงความสามารถใน
การวางแผนเล็ก ๆ น้อย ๆ
ไม่รู้จ่างเยี่ยนมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เขายืนอยู่ข้างสวี่โม่ มองไปทาง
ตระกูลซุนแล้วยิ้ม “ตระกูลซุนช่วยแค่ฮูหยินหวังคนเดียว ไม่ได้ช่วย
ทั้งตระกูลหวัง”
เมื่อครอบครัวมีปัญหา มักจะมีเรื่องราวน่าสนใจเกิดขึ้น
ขณะที่ดอกไม้ไฟจบลงแล้ว เจียงเซิงกระโดดโลดเต้นกลับเข้ามา
เห็นพี่ชายทั้งสามยืนอยู่ร่วมกัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความเย็นชาจึงนึก
สงสัย “พี่ใหญ่ พี่สาม พี่ห้า พวกท่านทำอะไรกันอยู่?”
“ดอกไม้ไฟสวยหรือไม่?” สีหน้าสวี่โม่อ่อนโยนขึ้นทันที
“หากเจ้ายังดูไม่พอ ข้าจะพาเจ้าไปดูที่อื่นเอง” ฟางเหิงยิ้ม
“หรือพวกเราจะซื้อมาจุดกันบ้าง” จ่างเยี่ยนเอียงคอถาม
โอ้ นี่ดูเหมือนสุนัขน้อยสามตัวที่เตรียมตัวจะกัดคน กลับส่ายหาง
ไปมาเมื่อเห็นเจ้าของกลับมาหา
เจียงเซิงสลัดหัว พยายามทิ้งความคิดแปลก ๆ ออกไป “ไม่ได้
ดอกไม้ไฟแพงเกินไป เราดูของคนอื่นก็พอแล้ว”
นางวิ่งไปที่โต๊ะกลมแล้วตะโกนเรียก “มากินเกี๊ยวกันต่อเถอะ”
เจิ้งหรูเชียนกำลังง่วงงุน แต่ถูกเรียกจนสะดุ้งตกใจลุกขึ้นมา เขา
ลืมตามองไปรอบ ๆ พอเห็นในลานเต็มไปด้วยถั่วฝักยาวดองจึงโล่งใจ
“กินเกี๊ยวเร็นเข้า ถ้าไม่กินมันจะเย็นหมดแล้วนะ” จางเซียง
เหลียนเรียกเหล่าเด็ก ๆ
เวินจืออวิ่นคีบเกี๊ยวชิ้นหนึ่งเข้าปาก อืม…ไม่มีพิษ เขากินอีกสอง
คำเพื่อให้แน่ใจว่ามันไม่มีพิษ
เด็กสามคนที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างก็กลับมา ทุกคนกินกันจนอิ่มท้อง
และนอนหลับอย่างสบายใจ
ในเขตอันสุ่ย มีธรรมเนียมไปเยี่ยมเยียนญาติผู้ใหญ่ในวันแรก
ของปีเพื่อกล่าวคำอวยพร
แต่พวกเจียงเซิงไม่ได้มีใครเป็นญาติผู้ใหญ่และมีคนที่รู้จักอยู่
เพียงไม่กี่คน จึงตัดสินใจกล่าวคำอวยพรกับป้าจาง จางฉีเฉวียนและ
ภรรยาแทน ทุกคนมอบผ้าแดงห่อเงินให้กันเป็นสัญลักษณ์ แม้
จำนวนเงินจะไม่มากแต่ก็ถือว่าสร้างความสุขให้ไม่น้อย
มีเพียงสองคนคือเจิ้งหรูเชียนและสวี่โม่ที่รู้จักกับคนอื่น
สวี่โม่ไปเยี่ยมเยือนท่านผู้ว่าการเขต ขอบคุณที่เขารักประชาชน
ดั่งบุตรหลาน รวมถึงช่วยให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรม
พร้อมกันนี้ยังเป็นการปูทางเพื่อต่อกรกับคนตระกูลซุนและคน
ตระกูลหวัง
เจิ้งหรูเชียนเตรียมหมูรมควัน น ้าตาลแดงและสุรา พร้อมกับ
ถั่วฝักยาวดองส่งไปที่เรือนโยวหราน
ไม่นาน พวกเขาก็กลับมา
“เถ้าแก่ฮ่าวรับของไปแล้ว ทั้งยังมอบเงินปีตอบแทนให้ข้าด้วย”
เจิ้งหรูเชียนเล่าสู่พวกพี่น้อง “ถั่วฝักยาวดองครั้งนี้ ข้ามั่นใจแปดเก้า
ส่วน!”
หากทำอาหารให้อร่อย ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีคนชอบ ถั่วฝักยาว
ดองที่เสียไปยี่สิบห้าตำลึงในปีก่อน จะต้องได้กำไรกลับมาในปีนี้
เมื่อเปรียบกับผลลัพธ์อันชื่นมื่นของเจิ้งหรูเชียน สวี่โม่ดูจะเงียบ
กว่า
“พี่ใหญ่ ท่านผู้ว่าการเขตกล่าวอะไรบ้าง?” ฟางเหิงถาม
สวี่โม่ส่ายหน้าตอบ
ซึ่งหมายความว่าผลการสอบถามของเขาคือ ไม่สำเร็จ
ฟางเหิงชะงักไป แล้วอดเหม่อลอยไปไม่ได้ “แม้แต่ท่านผู้ว่าการ
เขตก็ไม่สามารถแทรกแซงการเลือกตำแหน่งผู้ว่าการเขตคนต่อไป
ได้ ดูเหมือนพวกเราคงต้องพึ่งตัวเองแล้ว”
ถ้าก่อนหน้านี้ยังมีการส่งเรื่องไปยังทางการ ก็อาจสามารถได้รับ
การคุ้มครองจากกฎหมายบ้างเมือง
แต่ครั้งนี้ พวกเขาต้องพยายามไขว่คว้าความสุขสงบด้วยตนเอง
“อย่างไรก็ตาม ท่านผู้ว่าการเขตกล่าวว่า ตราบใดที่เขายังดำรง
ตำแหน่ง เขาก็จะไม่ยอมให้เกิดเรื่องที่ไม่ยุติธรรมในเขตนี้ หรือปล่อย
ให้คนในเขตอันสุ่ยถูกกดขี่ข่มเหงเด็ดขาด” สวี่โม่บอกอย่างหนัก
แน่น
ฟางเหิงเม้มปาก ไม่กล่าวอะไร
เมื่อก่อนแค่เผชิญหน้ากับนายอำเภอก็ลำบากมากแล้ว ตอนนี้
พวกเขายังต้องเผชิญกับท่านผู้ว่าการเขตคนต่อไปอีก ซึ่งยังเป็น
ตำแหน่งที่สูงไปอีกระดับ
แต่พวกเขาไม่มีทางเลือก
การป้องกันตัวเองอาจเจออุปสรรค แต่หากไม่ป้องกันและปล่อย
ให้คนตระกูลซุนขึ้นนั่งตำแหน่งนี้ไป สิ่งที่รอคอยพวกเขาย่อมจะเป็น
หายนะ
ดังคำกล่าวว่า ถอยหลังจนถอยอีกไม่ได้ ก็มีแต่ต้องรุก สูญเสีย
จนเสียอีกไม่ได้ ก็มีแต่ต้องช่วงชิงมา
เพื่อปกป้องครอบครัวที่อยู่ข้างหลัง เพื่อรักษาเกียรติของชาย
ชาตรี ตอนนี้พวกเขาพร้อมก้าวข้ามคลื่นลมทั้งหมดไปโดยไม่ลังเล
ตอนนั้นเอง ไม่ไกลไปนักรถม้าคันหนึ่งก็แล่นมา ด้านในชาย
หนุ่มอายุยี่สิบกว่าปีนั่งอยู่ ใบหน้าขาวผ่องไร้หนวดเครา เมื่อเห็นเด็ก
หนุ่มทั้งห้าคนยืนอยู่ ความโศกเศร้าของเขาก็พลันแฝงไปด้วยความ
ตื่นเต้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ทำสีหน้าฮึกเหิมปกปิดความจริง
เมื่อมาถึงหวังสี่ก็หยุดรถม้า ชายหนุ่มกระโดดลงมาจากรถม้า
ด้วยท่าทีรีบร้อน ก่อนจะมาหยุดอยู่ตรงหน้าฟางเหิง แล้วยื่นมือ
ออกมา เผยให้เห็นถุงหอมที่เย็บปักอย่างประณีตในมือเขา
“เงินปีส่วนของเจ้า”