พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 96 ยุแยงให้แตกแยก
สิ่งที่เรียกว่า ‘เงินปี’ คือเงินอั่งเปาในสมัยก่อน ในยุคที่ยังไม่มีซอง
กระดาษ บางคนใช้ผ้าหรือถุงหอมใส่เงินปีแทน
คนทั่วไปเลือกใช้ผ้าทำอย่างจางเซียงเหลียนและสามีภรรยาจาง
และส่วนใหญ่ที่จะห่อเงินเหรียญทองแดง
ส่วนคนที่มีฐานะขึ้นสักหน่อยจะเลือกใช้ถุงหอมอย่างเถ้าแก่ฮ่าว
แต่ถุงหอมนี้ก็มีค่าแค่สองเหวิน และข้างในมีเงินใส่ไว้ไม่ถึงครึ่งตำลึง
เมื่อมองถุงหอมในมือเปียนเหวินซวน ความประณีตสวยงามจน
เรียกได้ว่าวิจิตรอัศจรรย์ ทุกเส้นด้ายที่ปักทอนั้นงดงามมาก อีกทั้งถุง
ที่ตุงยังบอกจำนวนเงินที่มีอยู่ไม่น้อย
เจิ้งหรูเชียนตาเป็นประกาย มือขวายกขึ้นหลายครั้งแต่ก็ลดลง
หลายครั้ง เหลือเพียงน ้าลายใส ๆ ไหลย้อยตรงมุมปาก
สวี่โม่กลับค่อนข้างสงบนิ่ง ทว่าสายตาที่มองเปียนเหวินซวนกลับ
มีความพินิจมากขึ้น
“ถ้าเป็นเงิน มันอาจมีถึงห้าสิบตำลึงเงิน” จ่างเยี่ยนสังเกตครู่หนึ่ง
ก่อนกระซิบข้างหูเวินจืออวิ่นกับเจียงเซิง
คนทั้งคู่สูดหายใจแรง ๆ พร้อมกันมองเปียนเหวินซวนด้วยแววตา
ต่างออกไป
สวี่โม่ทำงานหนักทั้งปีกลับได้รับค่าจ้างเพียงหนึ่งร้อยตำลึง แต่
คนคนนี้ให้เงินเงินปีถึงห้าสิบตำลำ มันช่างเป็นภาพที่เกินจินตนาการ
มาก
มันเทียบเท่าคนที่มีเงินปีละแปดหมื่น และเจ้านายมอบเงินอีกสี่
หมื่นให้เป็นของขวัญปีใหม่ คนอื่นจะกล้ารับหรือไม่เล่า?
แต่ฟางเหิงไม่กล้า
เขาขมวดคิ้วมองเปียนเหวินซวน ก่อนจะปฏิเสธเสียงเบา “ท่าน
นายอำเภอเอาใจใส่เกินไปแล้ว พวกเราอายุเกือบเท่ากัน ข้าคงรับเงิน
ปีนี้ไม่ได้”
เปียนเหวินซวนมองดูตัวเองแล้วหันมองฟางเหิงอีกรอบ ก่อนจะ
กลอกตามองบน
เขา นายอำเภอเปียน อายุยี่สิบห้า
ส่วนเจ้าเด็กฟางเหิงนี่อายุสิบสอง
อายุเท่ากันตรงไหน? มีอะไรที่เท่ากันบ้าง? เปียนเหวินซวนรู้สึก
ว่าหากตนเองพยายามอีกสักหน่อยก็สามารถให้กำเนิดเด็กอย่างฟาง
เหิงได้แล้ว
“ไม่ใช่ว่าเป็นข้าที่มอบให้เจ้า” ท่านนายอำเภอกล่าวอย่างหมด
ความอดทน ยัดถุงหอมให้ฟางเหิงอย่างหยาบคาย “เป็นนางมอบให้
เจ้า”
ได้ยินเช่นนั้น ฟางเหิงไม่ปฏิเสธอีก ถุงหอมอันอัดแน่นจึงตกลง
ในอ้อมอก
นางผู้นั้นน่าจะเป็นน้าหญิง
แต่ไม่รู้ว่าทำไมนางถึงไม่มาหาเขาและมอบให้ด้วยตัวเอง?
เปียนเหวินซวนไม่ได้อยู่นาน หลังมอบเงินปีแล้วก็ขึ้นรถม้ากลับ
ทันที
ฟางเหิงไม่ได้ถามความข้องใจกับเขา
เมื่อเปียนเหวินซวนจากไป เจิ้งหรูเชียนก็รีบเข้ามาก่อน สูดกลิ่น
หอมของผ้าเนื้อดีจนน ้าลายไหล “เจ้าสาม เจ้าดูสิว่าข้างในมีเงิน
เท่าไร น้องห้าบอกว่ามันมีตั้งห้าสิบตำลึง”
ถั่วฝักยาวห้าร้อยชั่งบนเกวียนสองเล่มค้าขายได้เงินเพียงยี่สิบห้า
ตำลึงเท่านั้น แต่ถุงหอมนี้กับใส่เงินห้าสิบตำลึง
นี่คือตระกูลที่ร ่ารวยใช่หรือไม่?
ครั้งแรกเจิ้งหรูเชียนเกลียดชังตัวเองที่เกิดมาในครอบครัว
ธรรมดา ไม่มีโชคลาภเงินทอง
ฟางเหิงหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก ใช้มือแกะสิ่งข้างในออกมา
ทว่าแสงสีทองที่เป็นประกายออกมาพาให้สายตาพร่าเลือนไปชั่วครู่
จ่างเยี่ยนขมวดคิ้วยุ่งเมื่อพบว่าตนทายผิด
ไม่ใช่เขาทายจำนวนเงินผิด แต่เป็นทายเงินผิดประเภท
มันไม่ใช่เงินห้าสิบตำลึงเงิน แต่เป็นห้าสิบตำลึงทอง ตามอัตรา
แลกเปลี่ยนจะมีค่าเท่ากับห้าร้อยตำลำเงิน
เทียบกับค่าจ้างของสวี่โม่ห้าปี เวินจืออวิ่นขายยาสมุนไพรสิบปี
เจิ้งหรูเชียนขายผักไปแปดปี และเจียงเซิงที่กินข้าวได้สิบชาติ
นี่เป็นครั้งแรกที่พี่น้องทั้งหกคนได้เห็นทองคำจำนวนมากขนาด
นี้
ไม่เพียงเจิ้งหรูเชียนที่ตกตะลึง กระทั่งจ่างเยี่ยนก็ต้องตกใจไป
ขณะหนึ่ง
ฟางเหิงถือมันไว้ในมือราวกับถือเผือกร้อน เขารีบเดินไป
ข้างหน้า นึกอยากจะคืนกลับไปให้เปียนเหวินซวน แต่กลับไม่เห็น
รอยเงารถม้าและเปียนเหวินซวนด้วยซ ้า
“ท่านนายอำเภอเปียนคงกลัวเจ้าจะคืนถึงได้รีบหนีไปแล้ว” สวี่โม่
กล่าวเบา ๆ
ฟางเหิงใส่ทองคำกลับลงถุงหอม ในใจเขายิ่งสงสัยมากกว่าเก่า
“อย่าคิดมากเลย บางทีน้าหญิงก็แค่อยากสนับสนุนเจ้า” เจิ้งหรู
เชียนตบบ่าเขา แค่รู้สึกเสียดายที่ตัวเองไม่มีน้าหญิงแบบนี้บ้าง
“พี่สาม ถ้าท่านข้องใจก็ถามกับน้าหญิงท่านได้ตอนที่พบกับ
นาง” จ่างเยี่ยนกล่าว
ตอนนี้ไม่มีสิ่งใดที่ทำได้แล้ว
ฟางเหิงเม้มริมฝีปาก ความปรารถนาสูงสุดที่ต้องการทำลาย
ตำแหน่งผู้ว่าการเขตของตระกูลซุนยิ่งทวีคูณ
พวกเขาหารือกันอย่างละเอียด และตัดสินใจพักอยู่ที่เขตอันสุ่ย
ยังไม่กลับไปอำเภอเซี่ยหยาง
เจิ้งหรูเชียนให้ผังต้าซานส่งของขวัญปีใหม่สองชุด ชุดหนึ่งให้
เถ้าแก่ไป๋ที่ร้านเรือนโยวหรานในอำเภอเซี่ยหยาง และอีกชุดหนึ่งให้
นายอำเภอผังที่อำเภออวิ๋นสุ่ย
หลังจากเฝ้าสังเกตมาครึ่งเดือน พวกเขาก็เข้าใจเรื่องราวของ
ตระกูลหวัง
ตระกูลหวังมีบุตรชายและบุตรสาวสายตรงเพียงสองคน บุตรชาย
คือลุงแท้ ๆ ที่เสียชีวิตไปของฟางเหิง ส่วนบุตรสาวคือมารดาของฟาง
เหิง
บุตรสาวนอกสมรสได้ออกเรือนไปหมด ประเด็นนี้ไม่สำคัญนัก
แต่สิ่งที่ควรกล่าวคือตระกูลหวังมีบุตรนอกสมรสสามคน
ในตอนที่ยังมีบุตรชายและบุตรสาวอยู่ บุตรนอกสมรสทั้งหลาย
ล้วนไม่กล้ายุ่งย่าม ทุกคนอยู่กันอย่างสันติ
ต่อมาบุตรชายและบุตรสาวสายตรงเสียชีวิตไป เหล่าบุตรนอก
สมรสก็เริ่มก่อเรื่อง พวกเขาคิดว่าตระกูลหวังจำเป็นต้องมีลูกชายเพื่อ
แบกรับตระกูลไว้ ลำพังซุนซื่อและคุณหนูหวังนั้นไม่เหมาะจะเป็นผู้นำ
ตระกูลทั้งหมดได้
นี่คือปัญหาของตระกูลหวัง
เพื่อรักษาชื่อเสียงของตระกูลหวังและกดขี่พวกบุตรนอกสมรสที่
อาจก่อเรื่อง ซุนซื่อยอมเสียสละฟางเหิง เพื่อรับการสนับสนุนจาก
ตระกูลฟางต่อไป
แต่บุตรนอกสมรสไม่ยอมหยุดมือ พวกเขาต้องการสิทธิ์ของคน
ตระกูลหวัง จึงไม่อาจปล่อยให้ซุนซื่อร่วมมือกับตระกูลฟาง ยิ่งไปกว่า
นั้น พวกเขาไม่สามารถทนดูให้ซุนซื่อมีอำนาจเพิ่มขึ้นทีละน้อยได้
ในความเป็นจริง บุตรนอกสมรสตระกูลหวังและตระกูลซุนกำลัง
ปะทะกันมาตลอด เพียงแต่ขาดตัวกระตุ้นที่จะจุดชนวน
หลังจากการวิเคราะห์หลายครั้ง คนสำคัญในการเป็นตัวกระตุ้น
ก็คือหวังหมิงอวี่ บุตรชายคนโตของตระกูลหวังที่บังคับรถม้าพุ่งชน
หน้าร้านเรือนโยวหรานครั้งนั้น
เขาคือบุตรชายคนสำคัญของบ้านรองตระกูลหวัง และเป็น
ความหวังของบ้านรองในการช่วงชิงมรดก
ที่สำคัญ เขาเป็นคนโง่…
ดังนั้น เจิ้งหรูเชียนจึงแสร้งเป็นพ่อค้าตัวน้อยที่ใช้จ่ายเงินราวกับ
เป็นน ้าเปล่า แล้ว ‘บังเอิญ’ ไปรู้จักกับหวังหมิงอวี่ แล้วเปิดเผยถึง
ความสัมพันธ์อันพิเศษกับเรือนโยวหราน จากนั้นหวังหมิงอวี่ก็มอง
เขาในฐานะสหายรัก
คนทั้งสองกินดื่มร่วมกันอย่างสนุกสนานที่เรือนโยวหราน และ
เมื่อพบเจอคุณหนูใหญ่หวังโดย ‘บังเอิญ’ เจิ้งหรูเชียนก็ยุแยงให้หวังห
มิงอวี่เข้าไปทักทายลูกพี่ลูกน้องหญิง
แน่นอนว่าเขาต้องไม่ได้รับความสนใจจากอีกฝ่าย ทั้งยังจะถูก
เยาะเย้ยมาอีกด้วย
หวังหมิงอวี่ย่อมไม่พอใจ แต่ไม่กล้าสู้กับนาง จึงเตรียมจะหันไป
ระบายอารมณ์ที่อื่น
ทว่า ‘บังเอิญ’ เหลือเกินที่บุตรชายคนเล็กของตระกูลซุนกลับยืน
อยู่ข้างกายคุณหนูใหญ่หวังในตอนนั้น เขาทั้งรักและหวงพี่สาวคนนี้
มาก และพูดจาสอดเสียดสองสามประโยค
จากนั้น เหตุการณ์วิวาทในเรือนโยวหรานจึงเกิดขึ้น
เมื่อหวังหมิงอวี่และบุตรชายคนเล็กตระกูลซุนถูกจับแยกออก
จากกัน ใบหน้าคนทั้งสองก็บวมช ้าจนแทบจะแยกแยะไม่ออก
“เขารังแกคนอื่นก่อน! เป็นแค่ตระกูลที่เกาะสตรีกิน ใครจะกลัว
กัน!” หวังหมิงอวี่ตะโกนเสียงดัง
แน่นอนว่ามันคือความคิดที่เจิ้งหรูเชียนซึมแทรกให้กับเขาโดย
ไม่รู้ตัว
คุณหนูใหญ่หวังและบุตรชายเล็กตระกูลซุนหน้าซีดเผือด “เห็น
กันอยู่ว่าเป็นเจ้าที่เสียสติลงมือก่อน! อย่าคิดว่าพวกเราจะยอมปล่อย
ไปง่าย ๆ นะ!”
ว่าแล้วพวกเขาก็รีบกลับเอาเรื่องนี้ไปฟ้องที่ตระกูลหวัง
ท่ามกลางฝูงชน เจิ้งหรูเชียนลอบกลับไปที่ห้องส่วนตัว ค่อย ๆ
รินชาซึ่งผสมยาที่ทำให้จิตใจผ่อนคลายและบ้าคลั่งได้สำเร็จลง แล้ว
ทิ้งตัวนั่งลงอย่างสงบเรียบร้อย