พี่ชายทั้งห้าหน่ะ ข้าเลี้ยงเอง ! - บทที่ 98 พี่รองตบหน้าตัวเอง
“เจ้าบ้านั่น” เขาอดไม่ได้ที่จะด่าออกมา “ตอนแรกข้าบอกเขาไป
แล้วว่าอย่าดึงข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย แล้วทำไมพอหันหลังกลับมาก็เอา
ข้าไปเป็นโล่แบบนี้ คนตระกูลหวังช่างชั่วร้ายจริง ๆ”
ฟางเหิงที่อยู่ข้าง ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เขาคว้า
กระบองยาวเตรียมจะลุกขึ้น
เวินจืออวิ่นและจ่างเยี่ยนรีบเข้ามากอดเอวพี่สามที่กำลังหุนหัน
พลันแล่น
“เจ้าสาม เจ้าอย่าเพิ่งใจร้อน” สีหน้าสวี่โม่ก็ไม่ดีนัก แต่เขา
พยายามควบคุมตัวเอง พลางบีบสันจมูกเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “ตั้งแต่
เริ่มลงมือทำ พวกเราก็รู้ว่ามันจะเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น”
ด้วยอำนาจของตระกูลหวัง การสืบหาว่าใครเป็นคนยุยงอยู่
เบื้องหลังย่อมไม่ใช่เรื่องยาก
พวกเขาเตรียมตัวมาอย่างดีแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการปัดความ
รับผิดชอบ ปฏิเสธ หรือแม้แต่การย้ายออกจากเขตอันสุ่ยในกรณี
ฉุกเฉิน
แต่ตระกูลหวังยังไม่ทันจะลงมือ หวังหมิงอวี่ก็เอาเจิ้งหรูเชียนมา
เป็นข้ออ้างแล้ว
จะว่าไปมันก็ไม่ได้แย่เท่าไร
ถ้าเจิ้งหรูเชียนสามารถทำให้ตระกูลหวังคิดว่าเขาเป็นสหายเที่ยว
เล่นของหวังหมิงอวี่ได้ เขาก็อาจจะรอดตัวไป
แต่ถ้าทำไม่ได้…
หากไม่ตายก็ต้องเจ็บตัวหนัก
“พี่รองไม่ควรไป” ฟางเหิงขึ้นเสียงด้วยความโมโห “ตระกูลหวัง
เป็นสถานที่กินเนื้อคน ท่านไม่ควรไปเด็ดขาด”
หากเป็นข้างนอกยังพอจะหนีไปได้ แต่ถ้าเข้าไปในตระกูลหวัง
แล้วก็ไม่อาจหนีออกมาได้อีก
แต่จุดประสงค์หลักของพวกเขาคือการยุยงปลุกปั่น เจิ้งหรูเชียน
รับรู้เรื่องนี้อยู่ตลอด เขาไม่เคยลืมเลือน
เด็กชายโบกมือและเอ่ยว่า “พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าจะทำให้หวังห
มิงอวี่ต้องโมโหได้แน่ แล้วเขาก็จะไปสะสางกับตระกูลซุน”
ฟางเหิงกลับกระวนกระวายใจ เขาอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่
คนตระกูลหวังก็ทนรอไม่ไหวจนเข้ามาในลานด้านนอกแล้ว
สุดท้ายเขาจึงได้แต่กัดฟันและหลบเข้าไปด้านในเรือน
สวี่โม่พาพี่น้องคนอื่นเข้าไปหลบด้วย ตรงนั้นจึงเหลือแค่เจิ้งหรู
เชียนยืนอยู่คนเดียว
“คุณชายเจิ้ง” คนตระกูลหวังยังคงกล่าวอย่างสุภาพ “คุณชาย
ของพวกเรามีคำสั่งให้มาเชิญท่านไปที่ตระกูลหวังขอรับ”
เจิ้งหรูเชียนกำมือที่ไปด้วยชุ่มเหงื่อ ก่อนจะพยักหน้าอย่าง
เย่อหยิ่ง “รออะไรอีกเล่า ไปเถอะ”
เขาก้าวเข้าไปในรถม้าของตระกูลหวังอย่างไม่ลังเล
จากนั้น พี่รองก็ต้องตกใจจนตะลึง
ที่ผ่านมาพวกเขาเคยนั่งแต่รถม้าราคาถูกที่ซื้อมาด้วยเงินสิบ
หรือยี่สิบตำลึง ถึงพื้นที่จะกว้างขวางแต่ก็ไม่สะดวกสบาย เมื่อนั่งนาน
ๆ ก็จะปวดก้นและเริ่มรู้สึกเวียนหัวเล็กน้อย
เจิ้งหรูเชียนคิดว่ารถม้าทุกคันคงเป็นแบบนั้น
จนกระทั่งวันนี้ที่ได้นั่งรถม้าของหวังหมิงอวี่ เขาจึงรู้ว่ารถม้า
สามารถใส่เบาะนุ่มได้ มีโต๊ะตรงกลางที่สามารถเก็บผลไม้และขนม
รวมถึงใส่อุปกรณ์เครื่องเขียนได้อีกด้วย
ฝีมือการควบคุมม้าของสารถีก็ดีเยี่ยม ทำให้การเดินทางราบรื่น
และแทบไม่รู้สึกถึงการสั่นสะเทือนเลย
เมื่อรถม้าหยุดลงตรงหน้าตระกูลหวัง เจิ้งหรูเชียนยังรู้สึกดื่มด ่า
กับรถม้าคันนี้ไม่เต็มอิ่ม
หลังถูกเจียงซานพยุงลงจากรถม้า เขาก็แอบบอกตนเองในใจว่า
ถ้าครั้งนี้เขาเอาตัวรอดไปได้ จะต้องซื้อรถม้าใหญ่และมั่นคงแบบนี้ให้
ครอบครัวบ้าง!
เจียงเซิงน้อยจะได้ไม่บ่นเวลานางนั่งจนปวดก้น ไม่ต้องกังวลว่า
ร่างกายบอบบางของเวินจืออวิ่นจะสะดุ้งสะเทือนจนบอบช ้า และจ่าง
เยี่ยนจะได้ไม่อาเจียนตลอดทาง
การมีเงินทองย่อมเป็นสิ่งที่ดีจริง ๆ
เจิ้งหรูเชียนคิดเงียบ ๆ ขณะถูกนำทางไปพบคนตระกูลหวัง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นบรรยากาศในเรือนของตระกูลใหญ่
ซุนซื่อนั่งอยู่ในตำแหน่งหลักอย่างงามสง่า ส่วนบุตรชายทั้งสาม
ยืนอยู่ด้านข้างจ้องมองเขามาด้วยสายตาร้อนแรง มีคนสองคนกำลัง
คุกเข่าอยู่ตรงกลาง และไม่ใช่ใครอื่นนอกจากคุณหนูใหญ่หวังกับ
หวังหมิงอวี่
พอเห็นเจิ้งหรูเชียนมา หวังหมิงอวี่ก็ดีใจรีบโบกมือเรียก “พี่เจิ้ง พี่
เจิ้ง ท่านมานี่เร็วเข้า บอกพวกเขาไปว่าข้าไม่ได้เป็นฝ่ายเริ่มก่อน
เป็นหวังอวี้เหยาที่ไม่เคารพข้า ข้าถึงต้องสั่งสอนนาง”
ทันทีที่เขาพูดจบ สายตาของซุนซื่อและนายท่านรองหวังก็จับ
จ้องมายังเจิ้งหรูเชียน
เจิ้งหรูเชียนรู้สึกถึงเหงื่อซึมบนหลังทันที สมองของเขาหมุนคิด
อย่างรวดเร็วไปตามประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมา
ถ้าตอบว่าทำ เท่ากับหาเรื่องให้ซุนซื่อ
ถ้าตอบว่าไม่ทำ ก็จะทำให้นายท่านรองหวังขุ่นเคือง
ถ้าไม่ตอบ คนทั้งคู่ก็จะโมโหใส่เขา
โชคดีที่เจิ้งหรูเชียนยังมีไหวพริบอยู่บ้าง หลังจากนิ่งไปครู่หนึ่ง
เขาหัวเราะร่าแสดงนิสัย ‘โง่เขลา’ ของตนเองออกมา
จากนั้นเขาก็ลูบหัวและกล่าวว่า “เจ้าพูดเรื่องอะไร วันนั้นข้าดื่ม
เหล้าไปมาก รู้ตัวอีกทีก็เห็นแต่เจ้าวิ่งออกไปด้วยสีหน้าไม่พอใจ
แล้ว…”
คำพูดที่เหลือเขาไม่ได้พูด เหมือนกับนักเล่าเรื่องที่เก็บบางอย่าง
ไว้ชวนให้น่าสงสัย
แต่สีหน้าของนายท่านรองหวังกลับอ่อนลง เขาหันไปหาซุนซื่อ
“พี่สะใภ้ เรื่องราวก็ชัดเจนแล้ว มันไม่ใช่ความผิดของอวี่เอ๋อร์ แม้ว่า
ระหว่างญาติพี่น้องไม่ควรมีความขัดแย้ง แต่ในกรณีของลูกพี่ลูกน้อง
ต้องดูคนที่อายุมากกว่าบ้าง”
คำพูดนี้เป็นการเตือนซุนซื่อว่า การที่หวังหมิงอวี่สั่งสอนหวังอวี้
เหยานั้นเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
สีหน้าของซุนซื่อเริ่มมืดครึ้มมากขึ้น สายตาของนางแทบจะฆ่า
เจิ้งหรูเชียนลงตรงนั้น
นางกล่าวเสียงแหลม “ข้าเห็นอวี่เอ๋อร์เติบโตมาอย่างไร เขาไม่มี
ทางทำร้ายน้องสาวได้เช่นนี้ ข้าคิดว่าเรื่องทั้งหมดต้องเป็นเพราะเขา
จงใจยุยงคน”
นางโยนความเคืองโกรธไปทางเจิ้งหรูเชียน
เหงื่อที่หลังของเจิ้งหรูเชียนแตกพลั่ก ๆ เขารู้สึกตกใจและปาก
สั่น พยายามจะแก้ตัวแต่ก็เงียบไว้อีกครั้ง
เพราะเขายุยงคนจริง ๆ จึงไม่สามารถปฏิเสธได้ และยังอาจทำให้
ตระกูลหวังเปลี่ยน “ความโกรธเกรี้ยว” มาเป็น “ความสงสัย” และสืบ
หาพี่น้องคนอื่นที่อยู่เบื้องหลังเขามากขึ้น
ในเวลานี้จึงต้องต้องเรียนรู้จากจ่างเยี่ยน การคิดแก้ปัญหา
ในทางตรงกันข้าม
เจิ้งหรูเชียนกะพริบตาและแสดงสีหน้าท่าทางกลัวเกรง เขาพยัก
หน้าขึ้นลงอย่างรวดเร็ว “ใช่ ๆ ฮูหยินพูดถูกแล้ว เป็นข้าที่ยุยงเขา มัน
เป็นความผิดของข้าเอง ข้ามันชั่วช้านัก”
พูดเสร็จ เขาก็ลงมือตบหน้าตัวเองหลายครั้ง
เมื่อทำเช่นนี้ กระทั่งซุนซื่อก็มึนงง ส่วนนายท่านรองหวังยิ่งตก
ตะลึง
หวังหมิงอวี่ผุดลุกขึ้นและจับแขนเขาอย่างมีน ้าใจ “ท่านพ่อ ท่าน
ป้าใหญ่ พวกท่านรังแกคนเกินไปแล้ว ทำไม่ถึงบีบบังคับสหายข้า
ขนาดนี้”
แล้วเขาก็หันไปหาเจิ้งหรูเชียน “เจ้าอย่ากลัว ข้าอยู่ตรงนี้ จะไม่มี
ใครกล้ารังแกเจ้า”
เขากล่าวอย่างจริงใจและแววตาที่เต็มไปด้วยประกายไฟ
หัวใจเจิ้งหรูเชียนสั่นไหวไปชั่วขณะหนึ่ง
หวังหมิงอวี่อาจจะเป็นคนเสียสติ เป็นคนที่เอาดีไม่ได้ ชอบทำ
ตามใจตัวเองและไม่เคารพต่อผู้ว่าการเขต แต่เมื่ออีกฝ่ายยอมรับเจิ้ง
หรูเชียนแล้ว เขาก็ปฏิบัติต่อเจิ้งหรูเชียนด้วยความจริงใจ
ความจริงใจนี้ เจิ้งหรูเชียนจึงไม่ต้องทำอะไรอีก แค่แสดงความ
อ่อนแออีกสักหน่อย หวังหมิงอวี่ก็จะลุกขึ้นมาสู้เพื่อเขาแล้ว
ความโกลาหลวุ่นวายเกิดขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทุกคนต่างตก
ตะลึงจนพูดไม่ออก
หวังหมิงอวี่ตำหนิทุกคน ถึงขั้นพับแขนเสื้อขึ้นต่อสู้เพื่อสหาย
สุดท้ายเขาก็ไม่เชื่อฟังคำพูดของพ่อแท้ ๆ ตัวเอง ยืนกรานที่จะให้ซุน
ซื่ออธิบายกับเขา
ในฐานะแขก เจิ้งหรูเชียนถูกดึงออกจากเรือนหลักได้ทันเวลา
เพื่อหลบเลี่ยงสงครามวาจาของตระกูลหวัง
เขารู้สึกปวดหัว ไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ เขานั่งอยู่หลัง
ประตูเรือนโดยมีที่กำบังลม ครุ่นคิดว่าควรจะจากไปหรือไม่
ทันใดนั้น เด็กหนุ่มผู้อ่อนแอคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังเขา
กล่าวเสียงเบาว่า “ข้ามีหลักฐานเกี่ยวกับตระกูลซุนที่ทำร้ายผู้คน เจ้า
ต้องการหรือไม่?”