หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 39 เถี่ยตั้นผู้มีความสุข
เมื่อเนื้อแพะต้มพะโล้ขาว[1]จานสุดท้ายถูกจัดวางขึ้นโต๊ะ งานเลี้ยงของสกุลไป๋ก็ดำเนินมาถึงช่วงเวลาสุดท้าย
ต้มพะโล้ของพวกเขาได้รับความนิยมมากกว่าที่คิดเอาไว้ โดย เฉพาะเนื้อแพะต้มพะโล้ขาว แม้แต่ลุงใหญ่เองก็มิได้คาดคิดว่า อาหารของตนจะเป็นที่ชื่นชอบถึงเพียงนี้
ชาวจงหยวนไม่ค่อยคุ้นเคยกับกลิ่นสาบของเนื้อแพะ พ่อครัว มักใช้การใส่เครื่องเทศและเครื่องปรุงในปริมาณมากเพื่อดับกลิ่น สาบของเนื้อ ดังนั้นนํ้าพะโล้แดง ที่มีรสชาติเผ็ดจึงกลายเป็นตัว เลือกแรกเสมอ แต่ลุงใหญ่กลับไม่ใช้วิธีการเดียวกัน เขาใช้นํ้าพะโล้ ขาวสีใสแทน
ต้มออกมาแล้วกลับไม่คาวและไม่เหม็นสาบ เนื้อสัมผัสนุ่มลิ้น เป็นต้มพะโล้เพียงจานเดียวที่ทุกคนกินหมดไม่เหลือแม้แต่นํ้าแกง
ต้มพะโล้ประเภทอื่นก็มิได้ด้อยไปกว่ากัน แขกที่มาต่างกินกัน จนหมดตั้งแต่จานแรกที่จัดขึ้นโต๊ะ
บรรดาพ่อครัวซึ่งในตอนแรกไม่เชื่อว่าอวี๋หวั่นและคนอื่นจะ สามารถทำอาหารดีๆ ได้ ต่างหน้าเสียไปตามๆ กัน อาหารของบ้าน สกุลอวี๋พวกเขาได้ลองชิมแล้ว ควรค่าแก่การเรียกว่าอาหารเลิศรส ไม่แปลกใจเลยที่คุณหนูไป๋ไปเชิญมาตั้ง ‘ไกล’
“ข้านับถือจริงๆ!” พ่อครัวเก่าแก่ของสกุลไป๋ตบบ่าลุงใหญ่ เบาๆ พร้อมเอ่ยขึ้นด้วยความจริงใจ
“เด็กคนนี้ก็เก่ง” พ่อครัวจากหอหยกขาวอีกคนหนึ่งกล่าว เขา เคยพบอวี๋หวั่น จึงรู้ว่านางสามารถต้มเกลือได้ แต่คุณหนูไป๋กำชับ ไว้ว่าห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไป และเขาเองก็นึกไม่ถึงว่าเด็ก คนนี้มีทักษะการใช้มีดที่ดีถึงเพียงนี้
หากลูกศิษย์ของเขามีความสามารถได้ครึ่งหนึ่งของเด็กคนนี้ ก็คงพัฒนาได้เร็วกว่านี้เสียอีก
แน่นอนว่า เด็กหนุ่มอีกสองคนก็เก่งกาจเช่นกัน ตลอดทั้งวัน นี้ ทั้งของสกปรก ทั้งงานใช้แรง พวกเขาต่างทำได้โดยไม่ปริปาก บ่น หรือแม้แต่เด็กเล็ก ก็ยังนั่งรออย่างว่าง่าย มิได้เข้ามายุ่งวุ่นวาย ด้านในแม้แต่น้อย
พวกเขาต่างเหนื่อยล้าเต็มที โดยเฉพาะลุงใหญ่ผู้ซึ่งขาแข้งไม่ ค่อยดีนัก อวี๋หวั่นพยายามไม่ให้เขาทำงานอื่นนอกเหนือจากการ ต้มพะโล้ แต่หากจะให้นั่งหั่นผักหั่นเนื้อทั้งวัน ลุงใหญ่ก็จะรู้สึก ทรมานไม่แพ้กัน
“เถี่ยตั้นน้อยเล่า?” ลุงใหญ่เอ่ยถามขึ้น
“อยู่ที่ลานหลังบ้านกระมัง” อวี๋ซงตอบ
พี่น้องทั้งสามจึงเดินไปยังลานหลังบ้าน
วันนี้ยุ่งจนไม่ได้ดูแลเรื่องอาหารของเด็กน้อย เขาต้องหิวมาก
เป็นแน่ เขาอาจจะนั่งนิ่งอยู่หน้าเตาไฟ กัดชงโหยวปิ่งที่อวี๋หวั่น เหลือเอาไว้ให้พร้อมกับนํ้าตานองหน้า
แค่คิดพวกเขาก็รู้สึกผิดจนปวดใจ
แต่เมื่อเดินอ้อมรั้วไปยังมุมสงบมุมหนึ่ง เดิมทีควรเห็นเถี่ยตั้น น้อยนั่งร้องไห้นํ้ามูกโป่ง ทั้งหนาวเหน็บและหิวโซ แต่ครั้งนี้กลับ เห็นเขานั่งอย่างมีความสุขอยู่บนกล่องซึ่งไม่รู้ว่ามาจากที่ใด
กล่องใบนั้นช่างงดงาม งดงามเหลือเกิน
เขายกสองขาน้อยๆ ขึ้น มือหนึ่งถือองุ่นม่วงลูกวาวใสพวงหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือเนื้อแห้งที่มีเนื้อแดงและมันในปริมาณที่ลงตัว ด้าน หน้าของเขาไม่มีชงโหยวปิ่งเหลืออยู่แล้ว สิ่งที่มาแทนที่กลับเป็น นํ้าแกงเข้มข้นสีขาวดุจนํ้านมหม้อหนึ่ง
เถี่ยตั้นน้อยกัดเนื้อแห้งและองุ่นอย่างเอร็ดอร่อย ทั้งยังซดนํ้า แกงร้อนๆ อย่างมีความสุขจนแทบจะบินได้
อวี๋หวั่นมุมปากระตุก
ดังนั้น สิ่งที่พวกเรากังวลมาตลอดทั้งบ่าย จนรู้สึกผิดไปครู่ หนึ่ง กลายเป็นว่าเด็กคนนี้กลับมีความสุขยิ่งกว่าเทพเซียนเสียอีก
หลังจากนั้นอวี๋หวั่นก็พบว่าข้างๆ เถี่ยตั้นน้อยยังมีกล่องใบ ใหญ่ดูหรูหราวางอยู่อีก
ทั้งผลไม้นอกฤดูกาล เนื้อกวางแห้ง และนํ้าแกงหางวัวของ เถี่ยตั้นน้อย ล้วนมิอาจเปรียบได้กับของเหล่านี้
“เกิดอะไรขึ้น”
อวี๋หวั่นเอ่ยถาม เถี่ยตั้นน้อยเล่าเรื่องให้ฟังอย่างละเอียด
เมื่อฟังเรื่องราวที่เถี่ยตั้นน้อยเล่า ทั้งสามคนก็ได้ยินเสียงหัวใจ ของตนกำลังแตกร้าว
พวกเขาทำงานทั้งวันจนเหนื่อยสายตัวแทบขาด แต่กลับทำ รายได้ไม่เท่าเถี่ยตั้นน้อยที่ขายชงโหยวปิ่งไปสุ่มสี่สุ่มห้า…
…..
“เอ้อ มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือ?” ลุงใหญ่ตกละลึง ในเมืองหลวง มีครอบครัวฐานะรํ่ารวยซึ่งชอบทำเรื่องแปลกๆ อยู่ไม่น้อย แต่คนที่ ทำเรื่องเช่นนี้ได้ ในชีวิตนี้เขาเพิ่งเคยเห็นเพียงครั้งเดียว
ขามามีเพียงไม่กี่คน แต่ขากลับต้องใช้หลายคันรถ
“ข้าจะไปถามคุณหนูไป๋ว่ามีรถม้าเหลือให้พวกเราเช่าหรือไม่” อวี๋เฟิงกล่าว
ลุงใหญ่พยักหน้า
อวี๋เฟิงไปตามพ่อบ้านติงในกระโจมไม้ไผ่ ไหนเลยจะรู้ว่าไม่ เพียงหาพ่อบ้านติงไม่พบ ยังต้องพบกับความผิดหวัง
“เจ้าว่าอะไรนะ? พวกเจ้าต้องการรถใหญ่สามคันรึ? ใครให้ พวกเจ้านำของจากคฤหาสน์สกุลไป๋ออกไป?” ผู้ดูแลเก่าแก่ของ คฤหาสน์ตบโต๊ะอย่างแรง
ผู้ดูแลบ้านคนก่อนหน้าไม่อยู่แล้ว คนผู้นี้อวี๋เฟิงไม่รู้จัก
อวี๋เฟิงอธิบาย “ไม่ใช่ของของคฤหาสน์สกุลไป๋ หากแต่เป็น ของของพวกเราเอง”
“ของพวกเจ้า? ตอนที่พวกเจ้ามา ข้าไม่ยักจะเห็นว่าพวกเจ้า นำของอะไรมาด้วย” ผู้ดูแลบ้านไม่เชื่อที่อวี๋เฟิงพูด กระวีกระวาด เรียกคนให้ไปเชิญฮูหยินไป๋มา
ฮูหยินไป๋ผู้นี้คือภรรยาใหม่ของนายท่านไป๋ อายุน้อยกว่านาง เจียงเล็กน้อย ทว่ามองดูไม่งดงามและอ่อนวัยเท่านางเจียง แต่ก็ นับว่าหน้าตาสะสวยใช้ได้
ฮูหยินไป๋พาบ่าวชราคนหนึ่งมาด้วย และเดินเข้าไปในห้องครัว อย่างสง่าผ่าเผย
เหล่าพ่อครัวที่กำลังเก็บข้าวของกลับต่างถูกท่าทางของนาง ทำให้ตกใจกลัว
“ของเล่า?” ฮูหยินไป๋เอ่ยถามด้วยสีหน้าเย็นเยียบ
ผู้ดูแลบ้านกล่าวว่า “อยู่หลังบ้าน ฮูหยินตามข้าน้อยมา”
ฮูหยินไป๋และผู้ดูแลบ้านเดินไปยังที่กล่องใส่ของขวัญตั้งอยู่
ฮูหยินไป๋มองไปยังกล่องไม้หวงลี่ นางทำตาโตด้วยความตก ตะลึง แล้วจึงมองไปยังของที่อยู่ในกล่อง อีกเพียงนิดเดียวลูกตาก็ จะถลนออกมาแล้ว!
ดอกบัวหิมะนี้ที่บ้านนางก็มี แต่มีใครบ้างที่เคยเห็นดอกใหญ่
ถึงเพียงนี้
ขนสุนัขจิ้งจอกนางก็มี แต่ไหนเลยจะได้ใส่ขนสุนัขจิ้งจอกป่าอ วิ๋นซัน
เงินทองที่นางมีนั้นซื้อภูเขาสำหรับเลี้ยงวัวได้ทั้งลูก แต่ถึงนาง จะกล้าหาญเพียงใด ก็มิกล้าฆ่าวัวทั้งตัวมาทำแกงหางวัว
ของแต่ละชิ้นเหล่านี้ มิใช่ทรัพย์สินเงินทอง แต่เป็นของที่ไม่ว่า จะมีทรัพย์สินเงินทองเท่าไรก็ซื้อไม่ได้
“ฮูหยิน วันนี้แขกเหรื่อมากนัก พวกเขาต้องใช้จังหวะที่แขก ไม่ทันระวังตัว ขโมยของมาเป็นแน่! หากข้าน้อยมิได้พบเข้าเสีย ก่อน เกรงว่าคนในคฤหาสน์คงจะเห็นแก่หน้าคุณหนูไป๋ ยอมให้ พวกเขาขโมยของออกไปได้เสียแล้ว!” เขาพูดอย่างกระหยิ่มยิ้ม ย่อง
ผู้ดูแลบ้านหน้าโง่ มองไม่ออกถึงมูลค่าของของเหล่านี้ ฮูหยิน ไป๋กลับรู้ชัด ลำพังฐานะของสกุลไป๋ หากมิใช่เพราะครอบครัวของฮู หยินคนก่อน ก็ไม่มีทางซื้อบ้านบนถนนสายนี้ได้ ถึงแม้พวกเขาไป ตีสนิทกับบรรดาแขกที่มา ก็ไม่มีทางนำของหายากเช่นนี้มาได้
แต่ว่า…เป็นมาอย่างไรกันเล่า?
นางรู้ความจริงข้อนี้ แต่จำต้องพูดความจริงออกมาหรือ?
ลุงใหญ่กล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ขโมยมา นี่เป็นครั้งแรกที่พวก เรามาสกุลไป๋ ของขวัญของพวกท่านวางไว้ที่ใด พวกเราก็ไม่
กระจ่าง อีกอย่าง พวกเรามิได้ผละออกจากห้องครัวเลย”
“พวกเขาทั้งบ้านทำอาหารอยู่ในครัวตลอด พวกเราเป็นพยาน ได้ พวกเขามิได้ออกไปไหนเลยขอรับ” พ่อครัวเก่าแก่ของสกุลไป๋ ลุกขึ้นยืน
พ่อครัวจากหอหยกขาวก็ยืนขึ้นเช่นกัน “ใช่แล้ว พวกเราเป็น พยานได้ พวกเขาไม่ได้ออกไปที่ใดเลย”
ผู้ดูแลบ้านแค่นเสียง “งั้นรึ? แม้แต่ห้องนํ้าก็ไม่ได้ไปรึ?”
นี่ฟังดูไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไรนัก
อวี๋ซงชี้หน้าเขาพร้อมกล่าวว่า “เช่นนั้นท่านก็ลองใช้เวลาที่ไป เข้าห้องนํ้าขโมยของให้ข้าดูหน่อยสิ!”
“เจ้ายังกล้าจองหองอีกรึ!” ผู้ดูแลบ้านมีฮูหยินไป๋คอยหนุน หลัง มิได้เห็นพ่อครัวจากชนบทอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย เขายก กำปั้นขึ้น หมายจะโขกลงไปบนศีรษะของอวี๋ซง
เขาเป็นผู้ฝึกวิชายุทธ์ เพียงแค่หมัดเดียว ก็ทำให้ถึงกับเลือด ตกยางออกได้
ทันใดนั้นเอง มีมือหนึ่งคว้าเข้าที่ข้อมือของเขา หมุนตัว คว้า หัวไหล่ของเขาอย่างสวยงาม แล้วก็จับเขาทุ่มลงกับพื้น
จากนั้น อวี๋หวั่นก็เดินขึ้นมาข้างหน้า แล้วเหยียบลงไปกลางอก ของเขา!
……………………………………….
[1] พะโล้ขาว หมายถึงต้มพะโล้ทั่วไปที่ใส่เพียงเครื่องเทศและเครื่อง
ปรุง นํ้าซุปจึงค่อนข้างใส