หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 165.1 เรียกพ่อ (1)
อวี๋หวั่นเป็นคนที่หลับแล้วไม่รู้สึกตัว ไหนเลยจะคิดเช่นนั้น? ได้ แต่คิดว่าสามีที่กำลังป่วยหนัก ไร้มีเรี่ยวแรงจะยกตัวเธอออกเสีย มากกว่า
แต่เธอเป็นหมอ รู้ดีว่าเขามีไข้ขึ้นสูงทั้งคืน จึงทำให้มีอาการ ขาดนํ้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอจึงบอกให้จื่อซูผสมนํ้าอุ่นครึ่งถ้วย มา จากนั้นเธอก็ค่อยๆ ป้อนเขาที่อยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น
จื่อซูรู้ว่าซื่อจื่อเห็นพระชายาซื่อจื่อราวกับเด็กน้อยของตนเอง ไหนเลยพระชายาซื่อจื่อจะไม่ได้คิดแบบเดียวกัน? เพียงแต่ทั้งสอง มิได้บอกให้อีกฝ่ายหนึ่งรับรู้เท่านั้น
อวี๋หวั่นทำความสะอาดเสร็จแล้วก็เดินไปที่ห้องของชุยเฒ่า
อิ่งสือซันนำหนังสือที่เขาเก็บสะสมไว้มาแล้ว เขาพลิกเปิดอ่าน เกือบตลอดทั้งคืน ยามนี้จึงยังนอนอยู่ ประตูของจวนคุณชายไม่มี เสียงดังเวลาเปิดปิด แต่ชุยเฒ่าลงสลักประตูไว้ ได้ยินเพียงเสียง แกร๊กเดียว สลักประตูก็แตกออก ร่างของอวี๋หวั่นเดินเข้ามา
ชุยเฒ่าสะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที “…”
ชุยเฒ่าลุกขึ้นนั่งก่อนจะดึงผ้านวมขึ้นกั้นอกเล็กของตนเอง “เจ้าๆๆ…เจ้าจะทำอันใด?!”
“มาหาท่านไง” อวี๋หวั่นกล่าว
ชุยเฒ่าเริ่มโกรธอย่างร้อนรน “เจ้าเป็นสตรี บุกเข้าห้องบุรุษ ตามใจตนเช่นนี้ได้อย่างไร? เจ้า…เจ้าเคาะประตูไม่เป็นหรือ?”
“ข้าเคาะแล้ว ทว่าท่านไม่ได้ยิน ข้าก็เลยต้องเข้ามาด้วยตนเอง แล้วก็…” คำพูดของอวี๋หวั่นหยุดลง เธอกวาดสายตามองเขาขึ้น ลงพลางทอดถอนใจ “จะกล่าวว่าเป็นบุรุษก็กะไรอยู่ เห็นอยู่ตำตา ว่าเป็นคนชรา…”
ชุยเฒ่าที่ถูกลูกธนูหมื่นดอกปักเข้ากลางอก “…”
อวี๋หวั่นไม่ได้มาที่นี่เพื่อล้อเล่นกับเขา แต่มาหาเขาด้วยเรื่อง สำคัญ “ข้าต้องไปเข้าวัง เยี่ยนจิ่วเฉาคงต้องฝากให้ท่านดูแล หาก เขาเป็นอันตรายใดแม้แต่น้อย ข้าจะฆ่าท่าน!”
ชุยเฒ่าจ้องถมึง “เด็กสตรีเยี่ยงเจ้าไยถึงดุร้ายถึงเพียงนี้!”
อวี๋หวั่นกล่าวอย่างไม่รีบร้อน “ท่านเข้ามาที่จวนคุณชายแล้ว ก็ถือว่าท่านได้ทรยศต่อสวี่เสียนเฟยและจิ้งอ๋อง ทันทีที่มีข่าว แพร่งพรายออกไป แม้นข้าไม่ฆ่าท่าน พวกเขาก็ฆ่าท่านอยู่ดี”
“ข้าถูกพวกเจ้าลักพาตัวมา!” ชุยเฒ่าหัวเสียแทบคลั่ง
อวี๋หวั่นยิ้มจางๆ “ผู้ใดจะเชื่อท่าน?”
ที่แน่ๆ มารดากับบุตรคู่นั้นไม่มีทางเชื่อ
ชุยเฒ่านอนลงอย่างหมดอาลัย ดึงผ้านวมขึ้นคลุมหัวและไม่ ใคร่จะเสวนากับเด็กคนนี้อีกต่อไป
อวี๋หวั่นได้คิดอย่างถี่ถ้วนก่อนจะเดินทางเข้าวัง ข่าวว่าคนบาง
คนในราชวงศ์หนานจ้าวต้องการชีวิตของเยี่ยนจิ่วเฉา ฮองเฮาเป็น ผู้เปิดเผยให้เธอรู้ เธอคิดว่าอาจจะได้เบาะแสบางอย่างเพิ่มเติม จากปากของฮองเฮาก็เป็นได้
อวี๋หวั่นให้ฝูหลิงกับจื่อซูอยู่ดูแลเยี่ยนจิ่วเฉา อย่างไรก็มีสาวใช้ เพียงสองคนเท่านั้นที่รู้เรื่องการติดพิษของเยี่ยนจิ่วเฉา ส่วนคน อื่นๆ อวี๋หวั่นบอกเพียงว่าเขาไม่สบายเพราะลมหนาว
ตำหนักเจาหยางนับวันยิ่งคึกคัก สนมมากมายต่างแวะเวียน มาที่นี่ทุกวัน ส่วนตำหนักเสียนฝูไม่มีความเคลื่อนไหวใดมากนัก สวี่เสียนเฟยใช้ข้ออ้างว่างานยุ่งจึงไม่มีโอกาสไปถวายพระพร ฮองเฮา
ใช่ แม้จะถูกฮ่องเต้ดูแคลน ทว่าตราประทับและอำนาจในการ ควบคุมวังหลังก็ยังอยู่ในมือนาง
สวี่เสียนเฟยเรียนรู้ที่จะรักษาอารมณ์ ตราบใดที่นางไม่ได้ กระทำผิด ฮ่องเต้ก็ไม่มีทางยึดอำนาจคืนไปจากนางได้
ฮองเฮาพยายามหาเรื่องจับผิดสวี่เสียนเฟยอยู่เสมอ ทว่าสวี่ เสียนเฟยเก็บตัวอยู่ในตำหนักเสียนฝูอย่างเชื่อฟัง ทั้งยังทุ่มเท ทำงานดูแลฝ่ายในแทนฮ่องเต้ ไม่ยอมให้ฮองเฮาจับได้ไล่ทัน แม้แต่ก้าวเดียว
“พระชายาซื่อจื่อ” ด้านนอกตำหนักเจาหยาง แม่นางชุยคำ นับอวี๋หวั่น
“ฮองเฮากำลังพบแขกอยู่หรือ?” อวี๋หวั่นกล่าวอย่างสุภาพ
อวี๋หวั่นไม่ได้มาเข้าเฝ้าโดยไม่ได้รับเชิญ เธอได้ส่งจดหมาย มาบอกฮองเฮาล่วงหน้าแต่เช้าตรู่ เมื่อฮองเฮาอนุญาตจึงได้เดิน ทางมา ทว่ายามนี้เป็นช่วงเวลาที่สนมทั้งหลายมาถวายพระพร ฮองเฮาพอดี เธอควรจะมาถึงให้ช้ากว่านี้
แม่นางชุยยิ้มและกล่าวว่า “หาได้เป็นเช่นนั้น ทราบดีว่าพระ ชายาซื่อจื่อจะมา ฮองเฮามิได้ให้พวกนางอยู่เสวนาต่อ อีกไม่นานก็ แยกย้ายไปแล้ว”
ขณะที่ทั้งสองคนกำลังสนทนา ก็เห็นนางสนมหลายคนเดิน จับมือกันออกมาจากห้องโถง พวกนางยังดูอายุน้อยยิ่งนัก
แม่นางชุยยิ้มและเอ่ยว่า “พวกนางคือหลี่ไฉเหริน หวังไฉเหริน และเหอไฉหนี่ว์ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งใหม่”
หลังจากทำให้สนมเจาเฟยตั้งครรภ์ได้ในวัยนี้ ฮ่องเต้ก็กลับ รู้สึกว่าตนเองยังมีกำลังวังชา กลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้ง พระองค์จึง เสด็จมาที่วังหลังบ่อยกว่าในอดีตมาก สวี่เสียนเฟยที่ยังคงความ อ่อนเยาว์ไว้ได้ ทำให้ฮ่องเต้พักที่ตำหนักของนางนานถึงสองวัน ติดต่อกัน ฮองเฮาร้อนใจ ไม่ง่ายดายที่จะมีสนมเจาเฟย ทว่าสนม เจาเฟยก็กำลังตั้งครรภ์ ไม่อาจปรนนิบัติรับใช้บนแท่นบรรทม ฮองเฮาจึงหาหญิงงามมาอีกสองสามคนเพื่อต่อกรกับสวี่เสียนเฟย
อวี๋หวั่นไม่ได้สนใจอนุภรรยาของฮ่องเต้ เธอก้มหัวและเดิน เข้าไปในตำหนักเจาหยางพร้อมกับแม่นางชุย
องค์หญิงจิ่วกำลังท่องตำราอยู่ด้านหลังประตูกั้น เสียงเด็ก
หญิงที่ตั้งใจอ่านหนังสืออย่างขะมักเขม้น ชวนให้รู้สึกสนใจอย่าง น่าประหลาด
ฮองเฮานั่งอยู่บนบัลลังก์ เมื่อเห็นอวี๋หวั่นกำลังจะคำนับ ก็ แผยยิ้มเริงร่าพลางทำมือเงียบๆ และลุกขึ้นยืนอย่างนุ่มนวล เดิน ไปหาอวี๋หวั่นที่ด้านหน้า จากนั้นก็จับมืออวี๋หวั่น พร้อมกับส่ง สายตาบอกให้เธอตามออกมา
ทั้งสองเดินตามกันออกมาจากห้องโถงใหญ่ ผ่านทางเดินไป ยังสวนเล็กๆ ที่มีเงาไม้ร่มรื่น ฮองเฮาปล่อยมืออวี๋หวั่น และยิ้ม อย่างอ่อนโยน “เสี่ยวจิ่วอันใดก็ใช้ได้หมด เสียแต่นางไม่ยอมเรียน หนังสือ บิดาของนางลงมาตรวจการบ้านด้วยพระองค์เองทุกสาม วัน คํ่านี้ก็เข้าวันที่สามแล้ว ข้าขอให้นางตั้งใจเรียน อย่าได้ทำให้ บิดาขุ่นเคือง”
นี่นับเป็นการอวดบุตรกลายๆ องค์หญิงจิ่วเป็นสตรี จะเรียน เก่งหรือไม่มิใช่เรื่องสำคัญ ทว่าสิ่งสำคัญคือฮ่องเต้ให้ความสำคัญ กับนางมาก เมื่อพระองค์มาตรวจการบ้านนางก็จำต้องเสวยพระ กระยาหารที่ตำหนักเจาหยางอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นับเป็นบุญคุณ ที่นางมีต่อฮองเฮา
“ฮองเฮาสอนได้ดี” อวี๋หวั่นกล่าวเยินยอ
คำพูดของเธอได้ผล ฮองเฮาคลี่ยิ้มกว้างกว่าเดิม จู่ๆ ฮองเฮาก็ นึกบางอย่างขึ้นได้ พลันเอ่ยด้วยรอยยิ้มเล็กน้อย “ข้าได้ยินมาว่า ฉงเอ๋อร์ไม่สบาย ไม่ได้ไปว่าราชการในวันนี้”
อวี๋หวั่นแสดงความกังวลอย่างพอเหมาะ “ก่อนหน้านี้สองสาม วันเขาถูกฝน ทำให้ร่างกายภายในเย็นชื้น และตัวร้อนเป็นไข้สูง กลางดึก หม่อมฉันส่งคนไปแจ้งลาที่ราชสำนักแล้วเพคะ”
“ให้หมอหลวงไปตรวจดูหรือยัง?” ฮองเฮาถามด้วยความเป็น ห่วง
การเจ็บป่วยจากฟ้าฝนลมหนาวมิใช่เรื่องง่ายที่จะเกิดขึ้นกับ ผู้ใหญ่ ทว่าเยี่ยนจิ่วเฉาไม่ใช่คนปกติ ฮองเฮาทราบเรื่องที่เขาจะมี ชีวิตอยู่ไม่เกินยี่สิบห้า นางไม่อยากสูญเสียกำลังสำคัญที่แข็งแกร่ง เช่นนี้ไป ก่อนที่บุตรชายของนางจะขึ้นเป็นองค์รัชทายาท ดังนั้น ความกังวลที่มีต่อเยี่ยนจิ่วเฉาของนางในยามนี้เป็นเรื่องจริง หาก ถามว่าในวังหลวงผู้ใดไม่คาดหวังให้เยี่ยนจิ่วเฉาจัดการเรื่องต่างๆ ก็ย่อมเป็นฮ่องเต้และฮองเฮาอยู่แล้ว
อวี๋หวั่นตอบกลับไปว่า “เชิญท่านหมอมาแล้วเพคะ ท่าน หมอบอกว่าไม่มีสิ่งใดน่ากังวล เพียงแค่ต้องพักผ่อนอยู่บนเตียง สักสองสามวัน”
ฮองเฮายังมิคลายกังวล “ให้หมอหลวงไปดูเสียหน่อยก็ดี หมอ หลวงเหลียงมีทักษะการแพทย์เป็นเลิศ ประเดี๋ยวจะให้ไปตรวจชีพ จรฉงเอ๋อร์สักหน่อย”
อวี๋หวั่นเข้าใจความตั้งใจของฮองเฮา มีชุยเฒ่าอยู่ เธอไม่กลัว ว่าหมอหลวงเหลียงจะพบเบาะแสใด ในเมื่ออย่างไรชุยเฒ่าก็ไม่ ยอมให้หมอหลวงเหลียงได้รับรู้สิ่งใดอยู่แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องที่เธอควร
กังวลอีกต่อไป
ชุยเฒ่าที่กำลังปรุงยาอยู่ในจวนคุณชายจามออกมาโดยไม่มี สาเหตุ!
รู้สึกเหมือนมีคนแอบนินทาเขาในใจอีกแล้ว!
“ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ” อวี๋หวั่นค้อมกายคารวะ
ฮองเฮาถามอวี๋หวั่นว่าระยะนี้เธอสบายดีหรือไม่ อวี๋หวั่นก็ถาม ถึงสภาพปัจจุบันของพระชายาองค์ชายใหญ่ พระชายาองค์ชาย ใหญ่ตั้งครรภ์ได้สี่เดือนกว่าๆ แล้ว ไม่อยู่ในช่วงอันตรายแล้ว ความ อยากอาหารก็ดีขึ้น ท้องก็โตขึ้น เพียงแต่ท้องของนางโตกว่าหญิง ตั้งครรภ์คนอื่น เหล่ามามาต่างบอกว่านางตั้งครรภ์บุตรแฝด
“หากให้กำเนิดองค์ชายจํ้ามํ่าสองพระองค์ได้ก็คงดี” ฮองเฮา ตรัสอย่างไม่อาจเก็บซ่อนความคาดหวัง
พระชายาองค์ชายใหญ่เป็นคนดี อวี๋หวั่นก็หวังว่านางจะ สามารถให้กำเนิดบุตรชายคู่หนึ่งเช่นกัน
หลังจากด้านนี้ทักทายกันแล้ว ทางด้านแม่นางชุยก็ได้จัดวาง ชุดนํ้าชาไว้ในศาลาเรียบร้อยแล้ว ฮองเฮาเดินนำอวี๋หวั่นเข้าไป และหันไปสั่งข้าราชบริพารทั้งหลายให้ออกไป เหลือเพียงแม่นาง ชุยที่อยู่ข้างกาย “ว่ามาเถิด วันนี้เจ้ารีบร้อนมาพบข้ามีเรื่องอัน ใด?”
“ตอบฮองเฮาตามตรง หม่อมฉันมีเรื่องใคร่จะถามเพคะ”
“อ้อ? เรื่องใดหรือ?”
อวี๋หวั่นหันมองไปรอบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าในสวนนี้มีเพียง ฮองเฮากับแม่นางชุย จากนั้นจึงเอ่ยอย่างมั่นใจ “ฮองเฮาเคยบอก ว่ามีคนในราชวงศ์หนานจ้าวต้องการชีวิตของเยี่ยนจิ่วเฉา ไม่ทราบ ว่าพระองค์ทรงทราบมาจากที่ใดหรือเพคะ?”
เธอสงสัยเรื่องนี้มาตั้งแต่แรกแล้ว
ทว่าในเวลานั้นทั้งสองยังไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง ไม่ สะดวกก้าวล่วงสอดแนมไพ่ใบสำคัญของอีกฝ่าย
ฮองเฮาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว เห็นได้ว่านางต่อต้านคำถามนี้อยู่ เล็กน้อย ทว่านางก็เข้าใจบุคลิกของอวี๋หวั่น หาใช่คนที่ไม่รู้ว่าสิ่งใด ควรไม่ควร
บทที่ 165.2 เรียกพ่อ (2)
“เหตุใดจู่ๆ จึงมาถามข้าเรื่องนี้? หรือว่าเกิดอันใดขึ้นกับฉงเอ๋ อร์?” ฮองเฮาตรัสถาม
แน่นอนอวี๋หวั่นไม่อาจบอกความจริงกับนางได้ ไม่ใช่เพราะ เธอไม่ไว้ใจ ทว่ากระทำการใดต้องระมัดระวัง เรื่องบางเรื่องไม่น่า กังวลเธอก็ประกาศออกไปอย่างเปิดเผย จึงเกรงว่าตนเองจะเผลอ เอ่ยออกไปอย่างไม่ตั้งใจ
อวี๋หวั่นตอบ “หาได้เกิดเรื่องใดกับซื่อจื่อ…ทว่าเพราะการมา เยือนของทูตหนานจ้าวในครานี้มีความแปลกประหลาด ทั้งยังเกิด เรื่องแม่ทัพเห้อเหลียนกับชุดเกราะ ซื่อจื่อจึงสงสัยว่าราชวงศ์ หนานจ้าวมีแผนการอันใดหรือไม่ เดินทางมาเพราะหมายหัวเขา หรือเพราะราชวงศ์โจวทั้งหมด เขาต้องการคิดเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพคะ”
ฮองเฮาพยักหน้า “ข้าคิดดูแล้ว แม่ทัพเห้อเหลียนอันใดนั่น หมายให้เซียวเจิ้นถิงอับอายโดยใช้ชุดเกราะเป็นเครื่องมือ ดู เหมือนเขาต้องการดูหมิ่นต้าโจว แต่ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าเขาจงใจทำให้ ฉงเอ๋อร์โกรธเคืองเพราะรับคำสั่งผู้ใดมาหรือไม่?”
อวี๋หวั่นทอดถอนใจ “ผู้ใดบอกว่าไม่ใช่เล่าเพคะ? ซื่อจื่อนอน พลิกไปมาไม่ยอมหลับเพราะเรื่องนี้ อย่างไรหม่อมฉันก็ต้องถาม พระองค์ให้รู้ความ”
“เรื่องนี้ก็มิใช่ว่าเอ่ยไม่ได้” ฮองเฮาหยุดเอ่ย และมองไปที่ ดอกไม้ใบหญ้าที่อยู่ด้านข้าง “มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมา แล้ว ในปีที่เยี่ยนอ๋องจากไป พระมารดาทรงคะนึงหาพระราช นัดดาของพระองค์ จึงพาฉงเอ๋อร์เข้าวังมาดูแล”
ราวกับเกรงว่าอวี๋หวั่นจะไม่เข้าใจว่าเป็นพระมารดาคนใด นาง จึงกล่าวเสริมว่า “พระมารดาผู้ให้กำเนิดเยี่ยนอ๋องกับฝ่าบาท”
อวี๋หวั่นรู้ว่าหลังจากฮองเฮาองค์ก่อนถูกกักขังให้อยู่ในตำหนัก เย็น จวบจนฮ่องเต้องค์ก่อนสิ้นพระชนม์ พระองค์ก็ยังไม่ได้กลับ คืนสู่ตำแหน่ง ฮ่องเต้องค์ก่อนแต่งงานกับจี้ฮองเฮา หลังจากฝ่า บาทขึ้นครองราชย์ก็ได้แต่งตั้งจี้ฮองเฮา และแต่งตั้งพระมารดาขึ้น เป็นไทเฮาในเวลาเดียวกัน
“ในเวลานั้นแม่ทัพใหญ่เซียวขอฝ่าบาทแต่งงานกับพระชายา เยี่ยนอ๋อง กระดูกของเยี่ยนอ๋องยังมิทันเย็น เขาขอแต่งงานกับ ภรรยาหม้ายของเยี่ยนอ๋องในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้เสียแล้ว ฝ่า บาททรงกริ้วจัด ลงโทษให้เขากลับไปปิดประตูสำนึกผิดที่บ้านของ ตนเอง ด้วยเหตุนี้ไทเฮาจึงไม่จัดงานวันเกิดใหญ่โต ทว่านางไม่ ต้องการละเลยวันเกิดของฉงเอ๋อร์ นางจึงให้บรรดาองค์ชายและ ขุนนางพาบุตรของพวกเขามาเข้าวัง หมายให้วันเกิดของฉงเอ๋อร์มี ชีวิตชีวามากขึ้น ในงานเลี้ยงคืนนั้นข้าดื่มมากเกินไป จึงออกไป เดินให้สร่างสุราด้านนอกห้องโถง ข้าเดินไปถึงทะเลสาบไท่เย่ฉือ… และได้ยินเสียงคนคุยกัน”
เมื่อฮองเฮาเอ่ยถึงตรงนี้ แววตาก็เนือยนิ่ง
‘ต้องเป็นวันนี้หรือ? ราชวงศ์หนานจ้าวของพวกเจ้าทนกับเด็ก คนหนึ่งไม่ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ?’
‘ทนได้หรือไม่หาใช่เรื่องที่เจ้าต้องยุ่ง เจ้าแค่ทำให้สำเร็จก็พอ เรื่องที่รับปากเจ้าไว้ พวกเราทำให้เจ้าได้อย่างแน่นอน! ข้าเห็นว่า เขามาที่งานเลี้ยงนี้ นี่เป็นโอกาสทองที่เจ้าจะได้ลงมือ!’หลังจาก ย้อนนึกถึงอดีต ฮองเฮาก็ถอนหายใจ “คืนนั้นข้าดื่มมากไป บท สนทนาหลังจากนั้นว่าอย่างไรข้าก็จำไม่ค่อยได้เสียแล้ว ทว่าสิ่งที่ ข้าแน่ใจคือผู้หนึ่งเป็นสตรีและผู้หนึ่งเป็นบุรุษ”
“เป็นสตรีในวังหลังหรือเพคะ?” อวี๋หวั่นถาม
ฮองเฮาส่ายศีรษะ “ข้ามองเห็นนางไม่ชัด ทว่ารู้สึกว่าน่าจะ เป็นวังหลัง และไม่ใช่นางข้าหลวง ทว่าเป็นเจ้านายที่มีตำแหน่ง”
แน่นอน ราชวงศ์หนานจ้าวจะทำข้อตกลงกับนางข้าหลวงคน หนึ่งได้อย่างไร?
“หลังจากบุรุษผู้นั้นเดินจากไป ข้าก็อยากจะดูว่านางคือผู้ใด ทว่านางก็เดินจากไปเช่นกัน ตัวข้าเมาสุราค้างอย่างหนัก หลับไป ถึงสามวันสามคืน ตื่นมาจึงนึกถึงเรื่องที่ทะเลสาบไท่เย่ฉือขึ้นได้ ข้าไม่แน่ใจว่าเพราะตนเองดื่มหนักจนคิดไปเองหรือไม่ ข้าถาม ขันทีว่ามีเด็กคนใดในงานเลี้ยงเกิดเรื่องขึ้นหรือไม่? ขันทีตอบว่า ไม่มี ในวันนั้นมีเด็กในงานเลี้ยงกว่ายี่สิบคน ข้าส่งคนไปเฝ้าสังเกต อย่างระแวดระวังนานกว่าครึ่งเดือน ทว่าก็หาพบเรื่องใดไม่ ข้าจึง
คิดว่าเป็นเพราะดื่มมากเกินไป จะมีผู้ใดมาทำร้ายเด็กๆ ในงาน เลี้ยงได้? ทั้งหมดเป็นเพียงภาพหลอนของข้าเท่านั้น”
เกรงว่าคงไม่ใช่ภาพหลอน เด็กผู้นั้นคงจะเป็นเยี่ยนจิ่วเฉา สตรีผู้นั้นทำสำเร็จ นางได้วางยาพิษไป๋เซียงหลี่ให้เยี่ยนจิ่วเฉา ทว่า พิษไป๋เซียงหลี่ถูกพิษตู๋โจ้วในร่างกายของเยี่ยนจิ่วเฉาต่อต้านไว้ จึง ไม่เคยออกอาการใดๆ
เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องบอกฮองเฮา อวี๋หวั่นถามต่อ “ในคราแรก ฮองเฮาคิดว่าเป็นภาพหลอน ทว่าเหตุใดยามนี้จึงคิดว่าเป็นจริง หรือเพคะ?”
ฮองเฮายิ้มอย่างขื่นขม “ข้าถูกกักตัวอยู่ในตำหนักเฟิ่งชีนาน ถึงสิบปี เจ้าคิดว่าสิบปีนี้ข้าอยู่รอดมาได้เยี่ยงไรรึ? ว่ากันว่าอายุห้า สิบจะเข้าใจชีวิต แม้ข้าจะนับว่าเป็นคนโง่เขลา แต่เรื่องบางเรื่องก็ ควรจะคิดได้”
อวี๋หวั่นมองไปที่ฮองเฮา “เช่นนั้นเสียงของเจ้านายผู้นั้น…”
ฮองเฮาย้อนนึกอีกครั้ง “สิ่งนี้ข้าจำไม่ได้จริงๆ ทว่าทางที่นาง เดินจากไปเหมือนจะเป็นทางไปตำหนักฉู่ซิ่ว ในปีนั้นตำหนักฉู่ซิ่วมี เพียงสนมลี่เฟย สนมเสียนเฟย สนมอวี้เฟย และหวั่นเจาอี๋ สน มลี่เฟยตายไปแล้ว หากเป็นนาง เจ้าคงต้องผิดหวัง สนมอวี้เฟยไม่ ต้องสงสัย นางเป็นคนหัวแข็ง”
สนมอวี้เฟยเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของเฉิงอ๋อง นางไม่น่าจะทำ เรื่องนี้มากที่สุด อวี๋หวั่นก็คิดว่านางไม่น่าสงสัยมากนัก
เหลือเพียงสวี่เสียนเฟยกับหวั่นเจาอี๋
ความน่าสงสัยของคนทั้งสองยิ่งมีน้อยกว่า สวี่เสียนเฟยไม่ เคยมองว่าเยี่ยนจิ่วเฉาเป็นภัยคุกคาม แม้ว่าจะมีปัญหาไม่เข้าหน้า กันเช่นทุกวันนี้ ทว่าตั้งแต่ต้นจนจบคงมีเพียงอวี๋หวั่นเท่านั้นที่นาง อยากจะหยิกให้ตาย ในมุมมองของสวี่เสียนเฟย เยี่ยนจิ่วเฉาเป็น คนที่ต้องตายไปในไม่ช้าก็เร็ว ไม่จำเป็นต้องทำให้ตนเองแปดเปื้อน กลิ่นคาว
ส่วนหวั่นเจาอี๋ นางเป็นพี่สาวแท้ๆ ของนายท่านเซียวอู่ นาง เป็นคนจากฝั่งของเซียวเจิ้นถิง มีเหตุผลใดที่ต้องทำร้ายเยี่ยนจิ่ว เฉา?
หรือจะเป็นสนมลี่เฟยผู้ล่วงลับไปแล้วจริงๆ?
เหตุผลที่ลี่เฟยลอบทำร้ายเยี่ยนจิ่วเฉาคือ…
ฮองเฮากับอวี๋หวั่นนึกถึงเหตุผล “สนมลี่เฟยกับฮูหยินเซียวไม่ ลงรอยกัน ครั้งหนึ่งฮูหยินเซียวเคยทำให้นางเสียหน้าต่อหน้าผู้คน มากมาย นางจึงเก็บงำความโกรธแค้นไปทำร้ายฉงเอ๋อร์ก็สมเหตุ สมผลอยู่”
หากเป็นสนมลี่เฟย อวี๋หวั่นคงรู้สึกแย่ยิ่งนัก ทำให้เยี่ยนจิ่วเฉา ถูกพิษมาหลายปีถึงเพียงนี้ แล้วก็มาตายให้เรื่องมันจบสิ้นไปเช่น นั้นหรือ?
“ขอบพระทัยฮองเฮามากเพคะ” ข้อมูลที่ควรได้ก็ได้มาแล้ว เยี่ยนจิ่วเฉายังรอให้เธอกลับไปดูแล อวี๋หวั่นลุกขึ้นและถวายบังคม
ทูลลาฮองเฮา
ฮองเฮาพยักหน้า
“ทว่า…” ฮองเฮาเอ่ยขึ้นอย่างกะทันหัน
อวี๋หวั่นหันกลับมา
ฮองเฮาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วส่ายหน้า “ไม่มีอันใด ข้าคง กังวลมากเกินไป เจ้ากลับไปดูแลฉงเอ๋อร์ก่อนเถิด หากข้านึกสิ่งใด ได้จะส่งคนไปแจ้งข่าวให้เจ้าทราบทันที”
อวี๋หวั่นค้อมกายคำนับ “ขอบพระทัยฮองเฮาเพคะ”
ฮองเฮาให้แม่นางชุยไปส่งเธอออกจากตำหนักเจาหยาง
ขณะที่เดินผ่านห้องทรงพระอักษร อวี๋หวั่นก็เห็นเงาร่างสูง ใหญ่กำยำจากที่ไกลๆ หากไม่ใช่เซียวเจิ้นถิงแล้วจะเป็นผู้ใด?
เซียวเจิ้นถิงเพิ่งออกมาจากห้องทรงพระอักษร
อวี๋หวั่นกำลังจะเดินเข้าไปทักทาย ก็เห็นว่าบนทางเดินมีสตรี ในชุดฝ่ายในสีฟ้าอ่อน กับสตรีข้างกายในชุดข้าหลวงเสื้อไม่มีแขน สีชมพูเดินไปหาเซียวเจิ้นถิง
สตรีผู้นี้แต่งหน้างดงามละมุนละไม ดูไม่เหมือนสตรีในวัยยี่สิบ ต้นๆ ทว่าก็ยังดูอายุไม่มาก ในทางกลับกันนางดูมีเสน่ห์สง่างาม ชดช้อยของความเป็นผู้ใหญ่
นางกับเซียวเจิ้นถิงได้พบกัน
เซียวเจิ้นถิงผงะไปชั่วครู่ก่อนจะยกมือขึ้นคำนับ
จากมุมของอวี๋หวั่นสามารถมองเห็นใบหน้าของสตรีผู้นั้นได้ เป็นส่วนใหญ่ นางคลี่ยิ้มงดงามราวกับดอกไม้ที่บานสะพรั่ง ดวงตาหงส์คมเฉี่ยวมีพลัง ราวกลับคลื่นนํ้าใสที่ไหลวน
“สตรีผู้นั้นคือ…” อวี๋หวั่นถามแม่นางชุยที่อยู่ข้างๆ
แม่นางชุยมองไปและเอ่ยว่า “นั่นคือหวั่นเจาอี๋”
นางเป็นพี่สาวแท้ๆ ของนายท่านเซียวอู่ มิน่าถึงได้คุยกับเซียว เจิ้นถิง
“พี่ใหญ่เซียวอย่าได้มากพิธี” หวั่นเจาอี๋กล่าวอย่างอ่อนโยน
“ขอบพระทัยพระสนมหวั่นเจาอี๋” เซียวเจิ้นถิงยืดกายตรงด้วย สายตาแน่นิ่ง
หวั่นเจาอี๋เผยยิ้มและมองไปที่เขา “ข้าเคยบอกนี่ว่าเมื่อไม่มีผู้ ใด พี่ใหญ่เซียวไม่ต้องทำตัวเป็นคนอื่นคนไกล”
เซียวเจิ้นถิงกล่าวอย่างเหมาะสม “เชื้อพระวงศ์สามัญชน ธรรมเนียมมิอาจละทิ้ง”
หวั่นเจาอี๋ยิ้ม “ฮูหยินผู้เฒ่าสบายดีหรือไม่?”
“ท่านแม่ปรกติดีทุกอย่าง ขอบพระทัยพระสนมหวั่นเจาอี๋ที่ยัง จำได้”
“นายท่านใหญ่เซียวกับฮูหยินใหญ่เล่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“สบายดีเช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”
“แล้วท่านเล่า พี่ใหญ่เซียว? ท่านสบายดีหรือไม่?” ดวงตาของ
หวั่นเจาอี๋เป็นประกายพริบพราว แววตาดูแปลกไปเล็กน้อย
“กระหม่อมสบายดีพ่ะย่ะค่ะ” เซียวเจิ้นถิงไม่มองนางตั้งแต่ ต้นจนถึงตอนนี้ จ้องมองเพียงพื้นว่างเปล่าที่อยู่ด้านหน้า
หวั่นเจาอี๋ยังใคร่จะถามต่อ ทว่าอวี๋หวั่นก็เดินเข้ามา
อวี๋หวั่นน้อมคำนับอย่างใจเย็น “คารวะพระสนมหวั่นเจาอี๋”
หวั่นเจาอี๋ไม่เคยพบอวี๋หวั่น จึงไม่รู้จักเธอ
กลับกัน แววตาของเซียวเจิ้นถิงมีประกายอ่อนโยนลงอย่าง ฉับพลัน พร้อมกับเอ่ยขึ้นด้วยความเอ็นดู “เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่?”
อวี๋หวั่นคลี่ยิ้มอ่อนหวานและกล่าวตอบ “ข้าเข้าวังมาเพื่อ ถวายพระพรฮองเฮา เมื่อครู่ข้าเห็นท่านพ่อ จึงเดินเข้ามาทักทาย ท่านพ่อสักหน่อยเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยืนคำว่า ท่านพ่อ ดวงตาของเซียวเจิ้นถิงก็จ้องมอง อย่างตกตะลึง