หมอหญิงกับลูกลิงทั้งสาม - บทที่ 398.1 ราชันหมื่นสัตว์พิษนํ้าลายสอ
เขามาแล้ว (1)
มันใช้เล็บดันขวดหยก กลิ้งไปรอบๆ แขนเสื้อของอวี๋หวั่น
หิว หิวแล้ว หิวๆๆๆ!
อวี๋หวั่นหาวหวอดก่อนจะปล่อยมันออกมา “เป็นอะไรไปอีก?”
สัตว์พิษตัวน้อยนอนแผ่ ใช้กรงเล็บตบลงบนท้องของมัน
อวี๋หวั่นยกหน้าผากขึ้นอย่างงัวเงีย “หนอนกู่ที่ข้าซื้อมาให้อยู่ ในเรือนหมดแล้ว…”
สัตว์พิษตัวน้อยหันหลังน้อยๆ ให้ด้วยท่าทางน้อยอกน้อยใจ อย่างมาก
“เอาละๆๆ ข้าจะไปหาให้เจ้า หาให้เจ้าก็ตกลงแล้วใช่หรือไม่?” อวี๋หวั่นชอบไม้อ่อนไม่ชอบไม้แข็ง หากเจ้าตัวนี้โมโหโวยวาย เธอ กลับเพิกเฉยได้ แต่ท่าทางในยามนี้ ทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธได้เลย
อวี๋หวั่นค้นไปทั่วห้อง แต่ก็พบเพียงหนอนกู่ตัวเล็กๆ บน ร่างกายของเธอ “ดีร้ายอย่างไรก็เป็นราชันร้อยสัตว์พิษ ไม่เช่นนั้น ก็เอาอันนี้ไปก่อน?”
ราชันร้อยสัตว์พิษตัวสั่นระริก!!!
สัตว์พิษตัวน้อยเมินหน้าด้วยความรังเกียจ
จากนั้นก็ค่อยๆ ยกกรงเล็บที่หักขึ้นมาอย่างอ่อนแรง
กู่อย่างข้าอเนจอนาถถึงเพียงนี้ ยังกล้าไม่ให้กินดีอีกหรือ?
อวี๋หวั่นกุมหน้าผาก ก้มหัวเล็กๆ ข้า…ข้าแพ้เจ้าแล้ว!
อวี๋หวั่นจำต้องลุกขึ้นไปหาอะไรให้มันกิน แต่หวังว่าจวนซือ คงจะมี ไม่เช่นนั้นสัตว์พิษตัวน้อยก็คงต้องกินเพียงราชันร้อยสัตว์ พิษที่มันรังเกียจ
“เหตุใดเมื่อครู่ข้าไม่หยิกมันให้ตาย เจ้าดูสิ นี่ข้าเตรียมไว้ให้ เจ้าเลยนะ” อวี๋หวั่นเยาะเย้ย
สัตว์พิษตัวน้อยแลบลิ้น กลอกตา!
อวี๋หวั่นทำปากยื่น
ชั่วยามนี้ ข้ารับใช้ส่วนใหญ่ในเรือนไปพักแล้ว ทหารยามที่เฝ้า ประตูจวนซือคงก็ถูกย้ายออกไปเช่นกัน มีเพียงฮวาจือที่ปูที่นอน อยู่ข้างนอกลำพัง อากาศหนาวเย็น ลำบากนางแล้ว
อาจเพราะเชื่อว่าอวี๋หวั่นถูกพิษกู่ การเฝ้าดูอวี๋หวั่นจึงผ่อน คลายลงมาก ไม่เพียงแต่ไม่มีคนเฝ้าเรือน แม้แต่สลักหลอนก็ไม่มี แล้วเช่นกัน
อวี๋หวั่นเปิดประตูอย่างเบามือ ฮวาจือได้ยินเสียงเคลื่อนไหว กำลังจะลุกขึ้น อวี๋หวั่นฝังเข็มเงินเล่มหนึ่งให้นางจนสลบไป
สัตว์พิษตัวน้อยเกลือกกลิ้งไปมาในขวดหยกอย่างตื่นเต้น
อวี๋หวั่นกระซิบ “อย่าขยับไปมา เดี๋ยวขวดจะหล่น”
สัตว์พิษตัวน้อยอยู่นิ่งๆ อย่างเชื่อฟัง
ในที่สุดสัตว์พิษตัวน้อยก็ใช้กรงเล็บเล็กๆ เตะผนังขวด
อวี๋หวั่น “…”
ต้องได้ป่วนสักหน่อยถึงจะมีความสุข?
อวี๋หวั่นก้าวขาข้ามฮวาจือ ปิดประตู เขย่งเท้าเดินออกไป
หลายวันนี้อวี๋หวั่นกินจนอวบอ้วน แต่กลับเป็นคนอ้วนที่ เคลื่อนไหวคล่องแคล่ว เธอกลั้นหายใจ ลงมาบนพื้นเงียบๆ ไม่ถูก หน่วยลาดตระเวนสังเกตเห็น
เธอเหลือบมองขวดหยกใบเล็กในฝ่ามือ
ที่นี่มีอาหารหรือไม่?
สัตว์พิษตัวน้อยนั่งอยู่ในขวด ขาสองสามคู่ไขว้กัน พลางส่าย หัวอย่างเคร่งขรึม
อวี๋หวั่นทอดถอนใจอย่างช่วยไม่ได้ จำต้องพาสัตว์พิษตัวน้อย ออกจากเรือนซือคงอวิ๋น
อาจเพราะกลางคืนไม่คุ้มกันแน่นหนาเช่นกลางวัน อวี๋หวั่นจึง เกิดความคิดที่จะหนีอยู่ครู่หนึ่ง แต่เธอก็เข้าใจว่า ทำได้แค่คิด เท่านั้น สาเหตุที่ภายในจวนซือคงหละหลวมเช่นนี้ ก็เพราะ ภายนอกถูกป้องกันอย่างเข้มงวด เธอควรตั้งใจหาของกินให้สัตว์ พิษตัวน้อยดีกว่ากระมัง
อวี๋หวั่นเดินไปมาอยู่พักหนึ่ง ไม่เห็นการเคลื่อนไหวใดๆ จาก
สัตว์พิษตัวน้อย เธอเลิกคิ้ว
แปลกจริง จวนซือคงกว้างใหญ่ออกเพียงนี้ ไม่ได้เลี้ยงหนอนกู่ ที่แข็งแกร่งไว้บ้างเลยหรือ?
ในขณะที่คาดเดาอยู่นั้น อวี๋หวั่นก็ใช้มือข้างหนึ่งยันภูเขาหิน ปลอมโดยไม่ได้คิดอะไร แต่ทันใดนั้นกำแพงหินก็เปิดออก อวี๋หวั่น ซวนเซถลาเข้าไป!
ที่นี่ที่ใดกัน?
มืดถึงเพียงนี้!
โชคดีที่อวี๋หวั่นนำตะบันไฟมาด้วย
เธอหยิบตะบันไฟออกมา อาศัยแสงสว่างของตะบันไฟ จึงเห็น ว่าตนอยู่บนทางเดินที่มืดและชื้น ประตูเมื่อครู่เปิดได้อย่างไร ไม่ อาจยืนยันได้แล้ว สิ่งเดียวที่แน่นอนคือ เธอไม่พบกลไกที่จะใช้เปิด ประตูบานนั้น
แต่ในเมื่อมีทางเข้า ก็ต้องมีทางออกอื่นแน่ อวี๋หวั่นจำใจเดิน ต่อไปข้างหน้า
ระหว่างทาง อวี๋หวั่นยังกังวลว่าที่นี่จะมีกลไกใดอีกหรือไม่ หลัง จากเดินไปสักพักก็พบว่าตนเองคิดมากเกินไป นี่เป็นทางเดิน ธรรมดาที่แสนจะธรรมดา สูงราวๆ เจ็ดฉื่อ กว้างสามฉื่อ ดูจาก ระดับที่กำแพงหินและพื้นดินถูกบุกรุก มีอายุหลายปีแล้ว
“จวนเห้อเหลียนคงไม่มีทางขุดอุโมงค์ใต้ดินที่จวนของพวก
เขา…” อวี๋หวั่นกระซิบเบาๆ ขณะเดียวกันก็เริ่มสงสัยว่าทางออก อื่นอยู่ที่ใด
กล่าวโดยทั่วไปแล้ว อุโมงค์ที่ดูไม่ได้เช่นนี้ มักเป็นสถานที่ ซุกซ่อนความสกปรกของตระกูล เธอคงไม่บังเอิญไปพบความลับ ของสกุลซือคง แล้วก็ถูกคนสกุลซือคงฆ่าปิดปากกระมัง?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ขาของอวี๋หวั่นก็คล้ายกับก้าวไม่ออก
อย่างไรก็ตาม สัตว์พิษตัวน้อยในขวดหยกยามนี้กลับเริ่มมีการ เคลื่อนไหว
มันเกาะผนังขวด ใช้กรงเล็บเล็กๆ ผลักไปมา
นี่เพราะตื่นเต้นแล้ว
เมื่อคิดว่าเบื้องหน้าอาจเป็นอันตรายหนักหนาและไม่มีทาง ย้อนกลับได้ อวี๋หวั่นก็หลับตาลงอย่างปวดหัว
เจ้าตัวเล็กนี่แน่ใจว่าไม่ได้มาทำอันตรายเธอหรือ?
จะเอาๆๆๆๆ!
สัตว์พิษตัวน้อยทุบขวดหล่นกลิ้งไปกับพื้น!
อวี๋หวั่น “…”
อวี๋หวั่นหยิบขวดหยกมาด้านหน้าและพูดอย่างโกรธเคือง “หากข้าตาย ก็เป็นเพราะเจ้า รู้หรือไม่?”
สัตว์พิษตัวน้อยพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
รู้แล้ว!
อวี๋หวั่น “…”
ยิ่งไม่อยากไปแล้ว…
ในที่สุดอวี๋หวั่นก็เดินไป อย่างไรเสียอยู่นี่ไปก็ไม่ได้ช่วยอะไร และเธอไม่อาจออกไปทางออกแรก อีกเดี๋ยวหากมีใครมา ก็ยังมีคน เห็นเธอ
อวี๋หวั่นพยายามลดความรู้สึกมีตัวตนลง และเดินไปข้างหน้า แสงจันทร์สาดส่องเข้ามาอย่างเลือนราง ดูเหมือนเดินมาสุดทาง แล้ว
อวี๋หวั่นพร้อมสำหรับการต่อสู้ที่สิ้นหวัง แต่เมื่อออกจาก อุโมงค์ก็พบว่าไม่มีเงาของผู้ใดอยู่เลย!
พื้นที่ราบว่างเปล่า มีป่าอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก ทิศตะวันออก เป็นภูเขาแห้งแล้ง ทิศตะวันตกเป็นทะเลสาบ
“เอ่อ…นี่คือ…”
ที่ใด?
ราวกับมีภาพลวงตาของสกุลซือคงเกิดขึ้น…
จะเอาๆๆๆๆ!
สัตว์พิษตัวน้อยกลิ้งและตีขวดให้แตก
อวี๋หวั่นถมึงตามอง “รู้ว่าเจ้าหิวจะแย่แล้ว ไปหาแล้วๆ ตกลง หรือไม่!”
สัตว์พิษตัวน้อยนั่งลงอย่างสงบ
แต่หลังจากนั่งลงดีๆ แล้ว ก็ฉวยโอกาสยามที่อวี๋หวั่นไม่ เตรียมตัว กลิ้งอีกครั้ง อวี๋หวั่นส่งสายตาแหลมคมดุจใบมีด จึง หยุดลงในที่สุด
อวี๋หวั่นก็ไม่ใช่สตรีพิษจริงจัง เธอไม่ค่อยไวต่อลมหายใจของกู่ ธรรมดา แต่ยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไร เธอก็ยิ่งสัมผัสได้ดีขึ้นเท่านั้น
เธอสงบจิตใจลงก็เริ่มรู้สึกได้
มีราชันสัตว์พิษที่ทรงพลังมากอยู่ใกล้ๆ ราชันสัตว์พิษตัวนี้ก็ ทำให้เธอเกิดลางสังหรณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง
“แน่ใจหรือว่าจะกิน?” อวี๋หวั่นถาม
สัตว์พิษตัวน้อยพยักหน้าพร้อมกับกางกรงเล็บทั้งหมด
อวี๋หวั่นดึงจุกปล่อยสัตว์พิษตัวน้อยออกมา
สัตว์พิษตัวน้อยกระโดดออกไปพร้อมกับเสียงสวบสาบ แวบ หายไป!
อวี๋หวั่นหาก้อนหินแถวนั้นนั่งลง
ความสามารถของสัตว์พิษตัวน้อย ในใจของเธอก็รู้อยู่บ้าง แม้ว่ามันจะเป็นแค่ทารกสัตว์พิษ แต่ก็มีความสามารถโดยกำเนิด ยามต่อสู้ในกับพันธุ์เดียวกันทั้งหมด มันเป็นตัวเดียวที่กินหนอนกู่ ตัวอื่นมาโดยตลอด ไม่มีกู่ตัวอื่นที่สามารถรังแกมัน
ในไม่ช้าสัตว์พิษตัวน้อยก็รีบวิ่งกลับมา เหวี่ยงตัวเข้าไปในอ้อม
แขนของอวี๋หวั่น!
มันไม่ได้ทำท่าทีเช่นเด็กที่กินอิ่มแล้วออดอ้อนด้วยความพึง พอใจ แต่…มันกำลังวิ่งหนีตายด้วยความหวาดกลัว…
อวี๋หวั่นถึงกับผงะไป
เกิดอะไรขึ้น?
ในวินาทีถัดมาราชันสัตว์พิษที่มีขนาดใหญ่กว่าสัตว์พิษตัว น้อยหลายเท่าก็พุ่งเข้ามาอย่างดุเดือด
อวี๋หวั่นเบิกตากว้างในทันที
เจ้า เจ้า เจ้าหาเรื่องใหญ่อะไรเช่นนี้?
ลมหายใจของเจ้าตัวนี้ใกล้เคียงกับราชันหมื่นสัตว์พิษยิ่งนัก ไม่สิ…
ดูเหมือนมันคือราชันหมื่นสัตว์พิษ! ทั้งยังเป็นราชันหมื่นสัตว์ พิษที่โตเต็มวัย สัตว์พิษตัวน้อยของเธอต้องอยากตายมากเพียงใด ถึงไปยั่วเจ้าตัวใหญ่เช่นนี้?
จบเห่ จบเห่ ไปรังแกเขากลับถูกรังแกเสียเอง…
“เจอตัวที่แข็งแกร่งกว่า เจ้าไม่รู้จักหนีไปให้ไกลๆ ยังวิ่งกลับมา กิน! เจ้า…”
อวี๋หวั่นไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรดี หัวใจเธอโกรธจนเจ็บ อ๊าก! เหตุใด ถึงมีเจ้าตัวน้อยที่โง่เขลาเช่นนี้?
สัตว์พิษตัวน้อยเจาะเข้าไปในกระโปรงของอวี๋หวั่น
อวี๋หวั่นเอ่ยในใจ เจ้ากลัวก็เข้าไปซ่อนในตัวข้า แล้วข้าจะไป ซ่อนที่ใด?
สัตว์พิษตัวน้อยตัวเล็กเท่านี้ก็สามารถฆ่าองครักษ์ของสกุลซือ คงได้อย่างสบายๆ แล้ว
ราชันหมื่นสัตว์พิษนั้นน่ากลัวถึงเพียงนี้ กลัวก็แต่หยิกตัวเอง ให้ตายจะเป็นเรื่องง่ายเสียกว่า…
อวี๋หวั่นอยากร้องไห้ไม่มีนํ้าตา เธอถูกสิ่งเล็กๆ นี้ฆ่าตายจริงๆ ช่างน่ารันทดอดสูเสียยิ่งกว่าโต้วเอ๋อ[1]…
………………..
[1] ‘ช่างน่ารันทดอดสูเสียยิ่งกว่าโต้วเอ๋อ’ มีที่มาจากวรรณกรรมเรื่อง
โต้วเอ๋อยวน เปรียบเทียบผู้พูดว่าตนเองไม่ได้รับความยุติธรรม
บทที่ 398.2 ราชันหมื่นสัตว์พิษนํ้าลายสอ
เขามาแล้ว (2)
ขณะที่อวี๋หวั่นกำลังสิ้นหวัง เสียงขลุ่ยอันไพเราะก็ดังขึ้นใน คํ่าคืนที่ตึงเครียด
ราชันหมื่นสัตว์พิษที่อ้าปากกว้างราวกับอ่างบูชายันกำลังจะ กัดอวี๋หวั่นหยุดชะงักลง มันลังเลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะถอนตัวออกไป อย่างไม่เต็มใจ
อวี๋หวั่นกางนิ้วมองลอดผ่านช่องว่างอย่างเงียบๆ บุรุษชุดขาว ผู้หนึ่งยืนอยู่ในทางที่ราชันหมื่นสัตว์พิษกำลังวิ่งไป
ดวงจันทร์ส่องสว่างประกาย แสงสีเงินแวววาว ร่างกายสูง ใหญ่ ตั้งตรงตระหง่าน ใบหน้างดงามดั่งหยกเจียระไน หากไม่มี เยี่ยนจิ่วเฉาอัญมณีลํ้าค่าอยู่ตรงหน้า บุรุษตรงหน้าก็คงเป็นคนที่ งดงามที่สุดในปฐพี
ราชันหมื่นสัตว์พิษกลับไปหาบุรุษผู้นั้น
บุรุษผู้นั้นเก็บขลุ่ยและหยิบขวดหยกออกมา ให้ราชันหมื่น สัตว์พิษกลับเข้าไปพักผ่อน
หลังจากนั้น เขาก็มองไปที่อวี๋หวั่นด้วยสายตาอบอุ่นอ่อนโยน “แม่นาง คงไม่ได้ทำให้เจ้าตกใจกระมัง?”
แม่นาง?
อวี๋หวั่นลูบศีรษะของตนเอง จึงรู้ว่ามวยผมสตรีแต่งงานที่มัด ไว้หลุดไปนานแล้ว เธอผมยาวสยาย ไม่เหมือนกับแม่นางอ้วน…ที่ ยังไม่ได้ออกเรือนหรือ?
“เอ่อ…นั่นอะไร?” อวี๋หวั่นลุกขึ้นจากก้อนหินใจเย็น “ข้าไม่ เป็นไร ขอบคุณคุณชายท่านนี้ที่ช่วยเหลือ”
อย่างไรก็ไม่เอ่ยถึงเรื่องที่สัตว์พิษตัวน้อยของตนเริ่มก่อกวน ก่อน!
“จริงสิ แม่นางมาจากที่ใด? เหตุใดถึงมาอยู่ที่หมิงซาน?” บุรุษ ชุดขาวเอ่ยถาม
“หมิง…ซาน?” ดวงตาของอวี๋หวั่นเกิดประกาย นี่ไม่ใช่เขต ต้องห้ามของสกุลซือคงที่สตรีศักดิ์สิทธิ์และซือคงอวิ๋นกล่าวถึง หรือ? ไม่สิ เป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับเขตต้องห้ามของจวนสกุลซือคง ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปรมาจารย์ซือคง
ที่ตรงนี้ดูเหมือนว่าไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเข้าใกล้ได้ เช่นนั้น บุรุษตรงหน้า…
บุรุษผู้นั้นกล่าวว่า “ข้าชื่อซือคงฉางเฟิง”
คุณชายใหญ่ของสกุลซือคงผู้มีชื่อเสียงโด่งดังก้องหูไปทั่วหมิง ตู แต่ปฏิกิริยาของอวี๋หวั่นสงบยิ่งนัก แม้…ไม่รู้ว่าเป็นภาพลวงตา ของซือคงฉางเฟิงหรือไม่ เธอขมวดคิ้วครุ่นคิด ท่าทางดูทึ่มทื่อ รวมกับแก้มเล็กๆ ที่อวบอ้วน ทำให้ดูราวกับกระรอกน้อยที่โง่เขลา ยิ่งนัก
ซือคงฉางเฟิงกลั้วหัวเราะ
อวี๋หวั่นรู้เพียงสกุลซือคงมีคุณชายใหญ่ แต่สตรีศักดิ์สิทธิ์และ ซือคงอวิ๋นไม่เคยเอ่ยชื่อ ดังนั้นไม่ว่าเธอครุ่นคิดอย่างไรก็คิดไม่ออ กว่าซือคงฉางเฟิงผู้นี้เป็นใคร
ตั้งครรภ์หนึ่งครั้งโง่สามปี สมองใช้การได้ไม่ค่อยดีนัก
แต่กล่าวโดยละเอียดแล้ว ก็ไม่แปลกที่อวี๋หวั่นเดาไม่ได้ว่าเขา เป็นคุณชายใหญ่ เธอเคยได้ยินยายหลานกล่าวโดยไม่ตั้งใจ ว่า สกุลซือคงมิได้มีเพียงบุตรชายสองคน ยังมีสายอนุอีกไม่น้อย ผี เท่านั้นที่รู้ว่าซือคงฉางเฟิงเป็นใคร เป็นสายเลือดฝั่งไหน?
ซือคงฉางเฟิงกระซิบ “แม่นาง เจ้ายังไม่ตอบข้าเลย เจ้าเป็น ใคร? เหตุใดถึงมาที่นี่? ที่นี่ใกล้กับเขตต้องห้ามของสกุลซือคง เจ้า…”
ขณะที่กล่าว ร่องรอยความสงสัยก็ปรากฏขึ้นในดวงตาของเขา
อวี๋หวั่นกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ข้า…เพิ่งเข้ามาที่จวน เมื่อ ครู่เดินอยู่ในจวน บังเอิญชนถูกภูเขาหินปลอม แล้วจากนั้นข้าก็เข้า มาที่ทางเดิน เดินมาเรื่อยๆ ก็มาถึงที่นี่”
เธอบอกว่าเธอเพิ่งเข้าจวนมา ซือคงฉางเฟิงก็เข้าใจโดย ธรรมชาติว่าเธอเป็นผู้ที่มาใหม่ ไม่แปลกที่หน้าตาดูไม่คุ้น เธอไม่มี วรยุทธ์ ดูแล้วไม่เหมือนคนที่กำลังโกหก ไม่น่าจะเป็นมือสังหารที่ แอบเข้ามาในภูเขาหมิงซาน
ยิ่งไปกว่านั้น หมิงซานไม่เคยมีมือสังหาร
เพราะไม่มีผู้ใดกล้ามาลอบสังหารปรมาจารย์ซือคง
“ข้าจะพาเจ้าออกไป” ซือคงฉางเฟิงพูด
“ขอบคุณมาก” อวี๋หวั่นกล่าวขอบคุณ และกำลังจะตามเขา ออกจากอุโมงค์ ก็ได้ยินเสียงตุบ สัตว์พิษตัวน้อยร่วงลงจากอ้อม แขนของเธอ
ราชันหมื่นสัตว์พิษมีกลิ่นอายที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมกลิ่นอาย ของสัตว์พิษตัวน้อย หากไม่ใช่มันเปิดเผยตัวเอง ซือคงฉางเฟิงก็ ยังไม่รู้ว่าที่นี่มีเจ้าสิ่งเล็กๆ เช่นนี้อยู่
“นี่ของเจ้าหรือ?” ซือคงฉางเฟิงมองอวี๋หวั่นด้วยความสงสัย
อวี๋หวั่นส่ายหัวราวกับของเล่นป๋องแป๋ง “ไม่ใช่ๆ! ข้าก็ไม่รู้ว่า เกิดอะไรขึ้น ข้าไม่รู้จักมัน!”
สัตว์พิษตัวน้อยที่ถูกทิ้ง “…”
จู่ๆ ซือคงฉางเฟิงก็นึกขึ้นได้ “มิน่าละราชันหมื่นสัตว์พิษถึงได้ รีบวิ่งออกไป เพราะมันอยากกินเจ้าตัวน้อยนี่ และเจ้าตัวน้อยนี่ก็ ตื่นตระหนกจึงชนเข้ากับเจ้า”
“อา…” เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เป็นเจ้าตัวน้อยของข้าที่อยากกิน ราชันสัตว์พิษของเจ้า
เจ้าว่าอย่างไรก็อย่างนั้นแล้วกัน เอาที่เจ้ามีความสุข
ร่างกายของซือคงฉางเฟิงมีลมหายใจของราชันหมื่นสัตว์พิษ เขาไม่กังวลว่าหนอนกู่ที่อยู่ใกล้ๆ จะทำอันตรายเขา เขาหยิบสัตว์
พิษตัวน้อยขึ้นมาด้วยมือเปล่า จากนั้นก็กล่าวด้วยความประหลาด ใจ “เป็นราชันหมื่นสัตว์พิษ…ทว่ากลับเป็นเพียงทารกสัตว์พิษ”
“เจ้ากินมันไม่ได้” ประโยคนี้ กล่าวกับราชันหมื่นสัตว์พิษใน ขวดหยก
ราชันหมื่นสัตว์พิษเข้าสู่สมาธิและเพิกเฉยต่อทุกสิ่ง
เนื่องจากมันไม่มีเจ้าของ แล้วตนเองก็เก็บได้ แน่นอนว่ามัน เป็นของเจ้า
แน่นอนซือคงฉางเฟิงรับสัตว์พิษตัวน้อยมาเป็นของตัวเอง ใน ตัวเขาไม่มีขวดหยกเหลืออยู่แล้ว เขาจึงต้องใส่สัตว์พิษตัวน้อยลง ในขวดหยกของราชันหมื่นสัตว์พิษ
“กินไม่ได้ รู้หรือไม่?” เขากำชับราชันหมื่นสัตว์พิษซํ้าแล้วซํ้า เล่า
หัวใจของอวี๋หวั่นขึ้นมาถึงคอ เมื่อครู่ยังอยากจะฉีกสัตว์พิษตัว น้อยของเธอ ยามนี้ตอนนี้ จับกู่โสดกู่หม้ายมาอยู่ในห้องเดียวกัน จะไม่กลืนสัตว์พิษตัวน้อยลงไปในครั้งเดียวเลยหรือ?
ไหนเลยจะรู้ว่าราชันหมื่นสัตว์พิษกลับไม่แม้แต่กระดิกเปลือก ตา และยังคงตั้งสมาธิต่อไป
นี่ นี่เชื่อฟังถึงเพียงนี้?
สัตว์พิษตัวน้อยไม่เคยเชื่อฟังเช่นนี้
มันเปิดกรงเล็บเล็กๆ เดินไปข้างกายราชันหมื่นสัตว์พิษเงียบๆ
ยกเท้ากู่อันใหญ่โตข้างหนึ่ง อ้าปากกว้างกัดลงไป!
งํ่า–
กู่น้อยใช้ฟันกัดไว้…
ซือคงฉางเฟิงไม่รู้ว่านี่คือสัตว์พิษตัวน้อยที่ดุร้าย สัตว์พิษตัว น้อยที่กล้าหาญ ไร้เดียงสาจนอยากฆ่าราชันหมื่นสัตว์พิษ ฉากเมื่อ ครู่ตกอยู่ในสายตาของเขา แต่มันเป็นเพียงทารกแรกเกิดที่กัดนิ้ว ของผู้ใหญ่เท่านั้น
“หิวแล้วสินะ…” ซือคงฉางเฟิงชะงักและกล่าวกับอวี๋หวั่น “เจ้ารอข้าที่นี่สักครู่ อย่าไปไหนละ”
หมิงซานเป็นดินแดนของปรมาจารย์ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเขาจะมา เมื่อไหร่ แต่เขาไม่ชอบถูกผู้ใดรบกวน ทันทีที่พบคนแปลกหน้าก็จะ บีบคอจนตาย
แน่นอนอวี๋หวั่นจะไม่เดินไปที่ใดเรื่อยเปื่อย
เดินมานานถึงเพียงนี้ เธอก็เหนื่อยมากแล้ว
ซือคงฉางเฟิงจากไปครู่หนึ่ง เมื่อเขากลับมาก็มีราชันพันสัตว์ พิษหลายตัวอยู่ในขวดหยก
อวี๋หวั่นเห็นสัตว์พิษตัวน้อยของตนขี่หลังราชันหมื่นสัตว์พิษ ดูดกินราชันพันสัตว์พิษอย่างเอร็ดอร่อย…
พวกนี้คือราชันพันสัตว์พิษที่กำลังจะผ่านไปขั้นสูงสุด ตีจน ตายสัตว์พิษตัวน้อยไม่ต้องพูดถึง แต่หากมีราชันหมื่นสัตว์พิษ
หนุนหลังอยู่ แตกต่างกันสิ้นเชิง
ลมหายใจของราชันหมื่นสัตว์พิษกดราชันพันสัตว์พิษเหล่านั้น จนนิ่งสนิท
สัตว์พิษตัวน้อยอวดดีแทบขึ้นฟ้า
อวี๋หวั่น “…”
ราวกับได้เห็นจิ้งจอกแอบอ้างบารมีเสือ…
ทั้งสองเข้าไปในทางเดิน
ซือคงฉางเฟิงตบมือ พลันเกิดเสียงการเสียดสีกันของกำแพง หินในทางเดิน จากนั้นไข่มุกราตรีก็ปรากฏขึ้น
อวี๋หวั่นตกตะลึง ที่แท้ก็ทำงานด้วยเสียง…
สัตว์พิษตัวน้อยกินอย่างมีความสุข เสียงดูดดื่มแทบจะล้น ทะลักออกมาจากขวดหยก
ไร้มารยาทการกิน!
ตอนแรกข้าเลี้ยงเจ้าไม่อิ่มหรือ?!
อวี๋หวั่นปิดตา ไม่มองอีก
“เจ้าเป็นอะไรไป?” ซือคงฉางเฟิงชำเลืองมองเธอ
“ไม่มีอะไร” อวี๋หวั่นเอามือออก มองไปที่ขวดหยกและกล่าวว่า “เป็นสัตว์พิษที่คุณชายเลี้ยงไว้หรือ? ดูเหมือนแข็งแกร่งมากที เดียว”
“มันเป็นของปรมาจารย์ข้า ข้าแค่ดูแลเขาเท่านั้น” สิ่งที่ซือคง ฉางเฟิงไม่ได้กล่าวถึงคือ คนอื่นคิดว่าเขาเป็นคนโปรดของ ปรมาจารย์ในช่วงหลายปีที่ถูกส่งไปยังเขาหมิงซาน เขาจึงสามารถ เข้าออกหมิงซานได้อย่างอิสระ ทว่าความจริงแล้วเขาแค่ดูแลสัตว์ พิษให้ปรมาจารย์ดีกว่าคนอื่นๆ เท่านั้น
ระหว่างสนทนา ทั้งสองก็เดินมาถึงประตูหิน ซือคงฉางเฟิง ตบมืออีกครั้งแล้วประตูหินก็เปิดออก
อวี๋หวั่น “…”
บ้าจริง!
ควบคุมด้วยเสียงอีกแล้ว!!!
ทั้งสองออกจากภูเขาหินปลอมกลับจวนซือคง
เมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้ อวี๋หวั่นก็ตบหน้าอกและสัญญาว่า “คุณชายวางใจ ข้าจะไม่เปิดเผยเรื่องนี้!”
“ไม่เป็นไร” ซือคงฉางเฟิงกล่าว
“หือ?” อวี๋หวั่นผงะ หมายความว่าอย่างไร? เรื่องนี้พูดกับ คนนอกได้หรือ?
ซือคงฉางเฟิงมองไปที่ภูเขาหินปลอม พลางส่ายหัวและกล่าว ว่า “เจ้าเพิ่งมาใหม่คงยังไม่รู้ ที่นี่เดิมมีป้ายไม้อยู่”
“ท่านหมายถึง…นี่หรือ” อวี๋หวั่นก้มลงมองป้ายไม้ที่เธอ เหยียบโดยไม่ได้ตั้งใจ
“นั่นละ” ซือคงฉางเฟิงกล่าว
อวี๋หวั่นหยิบป้ายไม้ขึ้นมา มีตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวที่อยู่บน นั้น ทางลับหมิงซาน!
อวี๋หวั่น “…”