หมอหญิงจ้าวดวงใจ - ตอนที่ 556 งานค่อนข้างลำบากกว่า (1)
ตอนที่ 556 งานค่อนข้างลำบากกว่า (1)
“ดีเจ้าค่ะ!” ยัยหนูน้อยซูจิ่นเย่ว์ยื่นแขนน้อยๆ กอดคอของเหยาเยี่ยนอวี่ไว้ แล้วหอมแก้มนาง พูดด้วยเสียงเบิกบาน “ท่านน้ายิ่งอยู่ยิ่งงดงามแล้ว! ข้าชื่นชอบท่านมาก!”
ทุกคนต่างหัวเราะเพราะคำพูดเช่นนี้ของนาง
เหยาชุ่ยฮั่นมองน้องสาวที่นั่งบนตักของเหยาเยี่ยนอวี่อย่างอิจฉาริษยา เหยาเยี่ยนอวี่เห็นจึงกวักมือเรียกนาง เหยาชุ่ยฮั่นถึงจะเดินเข้าไปหานางแล้วขานเรียก “ท่านอา”
“ฮั่นเอ๋อร์สูงขึ้นเยอะมาก” เหยาเยี่ยนอวี่ลูบผมเปียของชุ่ยฮั่น แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เจ้าก็ไปกับท่านอาเถอะ จะได้เล่นกับน้องสาว”
เหยาชุ่ยฮั่นหันไปมองหนิงฮูหยิน หนิงฮูหยินพูดยิ้มๆ “น้องสาวเพิ่งกลับมา คิดว่าในเรือนยังมีเรื่องมากมายต้องสะสาง ไม่ต้องพานางไปเป็นภาระแล้ว”
เหยาเฟิ่งเกอก็พูดยิ้มๆ “พี่สะใภ้รองกล่าวถูก วันนี้เย่ว์เอ๋อร์ก็ไม่ต้องไปจวนท่านน้าแล้ว ให้ท่านน้าพักผ่อนสองสามวัน ไว้ค่อยไปวันหลังเถอะ”
ซูจิ่นเย่ว์กอกคอของเหยาเยี่ยนอวี่ไว้ไม่ยอมปล่อย แล้วอ้อนวอนจนได้ไป ทุกคนต่างหยอกเย้ายัยหนูน้อยจิ่นเย่ว์ ซ่งฮูหยินผู้เฒ่ากลับหุบยิ้มพลางถอนหายใจ รอยยิ้มของหวางฮูหยินก็จางหายไป ภายในใจกำลังคิดว่าฮูหยินผู้เฒ่าต้องหาเรื่องแน่นอน
พอเห็นฮูหยินผู้เฒ่าปั้นหน้าบึ้งตึง ทุกคนก็ไม่กล้าหยอกล้อกันอย่างสนุกสนานอีก เหยาเฟิ่งเกอถามด้วยความเป็นห่วง “เหตุใดฮูหยินผู้เฒ่าถึงถอนหายใจเล่า วันนี้น้องรองกลับมาแล้ว ท่านจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วงทั้งวันทั้งคืน ตอนนี้ท่านควรดีใจถึงจะถูกสิ”
ฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจ แล้วพูดว่า “ข้าต้องดีใจที่น้องรองเจ้ากลับมาสิ เพียงแต่ว่าอากาศยิ่งมืดยิ่งเหน็บหนาว ไม่รู้ว่าทางฝั่งน้องสามเจ้าเป็นเช่นไรบ้าง”
สีหน้าของหวางฮูหยินไม่ค่อยสู้ดีนัก นางลงโทษเหยาเชวี่ยหวาไปบ้านนาก็คือความประสงค์ของเหยาหย่วนจือ อีกอย่างว่าไปแล้วก็เพื่อทั้งตระกูลเหยา ทั้งยังเพื่ออนาคตของเหยาเชวี่ยหวา ตามนิสัยตอนนี้ของนางก็ไม่มีอนาคตที่ดีแน่นอน อีกอย่างนับวันก็ยิ่งเติบโต หากไม่สั่งสอนนางอย่างเข้มงวด ให้นางฝึกกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด หลังจากนางออกเรือนไปก็อาจหย่าร้างจนส่งกลับจวนต้นตระกูล นั่นก็คงไม่ใช่แค่เรื่องน่าอายแล้ว
วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเรื่องนี้ต่อหน้าคนทั้งครอบครัว ราวกับว่าตั้งใจต่อว่ามารดาอย่างนาง
เหยาเฟิ่งเกอที่เกิดเป็นบุตรีภรรยาเอก แล้วยังออกเรือนแล้ว ทันใดนั้นไม่รู้ควรพูดอะไรดี เหยาเยี่ยนอวี่กลับยิ้มจางๆ “บ้านนาก็ใช่ว่าไม่ดีเสมอไป ก่อนหน้านี้ฮูหยินผู้เฒ่ายังบอกว่าหลังจากข้าอาศัยที่บ้านนาครึ่งค่อนปี สีหน้าก็ดีขึ้นกว่าเดิมมิใช่หรือ”
ซ่งฮูหยินผู้เฒ่าอยากบอกว่าเจ้าไปพักฟื้นร่างกายที่บ้านนา จะเหมือนเชวี่ยหวาที่ถูกลงโทษความผิดได้อย่างไร ทว่ายังไม่ทันหลุดออกจากปากก็ถูกหนิงฮูหยินแทรกขึ้นก่อน “หากฮูหยินผู้เฒ่าไม่วางใจ พรุ่งนี้หลานสะใภ้จะไปเยี่ยมน้องสาม ดูว่านางขาดเหลืออะไรค่อยส่งไปให้นางทีเดียว”
“ช่างเถอะ” ซ่งฮูหยินก็ไม่ได้เป็นห่วงเหยาเชวี่ยหวาจริงๆ แค่ช่วงนี้ไม่ค่อยมีคนเอาใจนางเท่านั้น วันนี้เหยาเยี่ยนอวี่มาแล้ว นางมีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการ ดังนั้นหยุดพูดถึงเหยาเชวี่ยหวาแล้วถามเหยาเยี่ยนอวี่ “เยี่ยนอวี่ วันนั้นตอนไปจุดธูปขอพรที่วัดต้าเปย เรื่องที่ข้าบอกว่าไปถึงไหนแล้ว”
เหยาเยี่ยนอวี่คาดการณ์แต่เนิ่นๆ ว่าฮูหยินผู้เฒ่าต้องถามเช่นนี้ จึงตอบกลับด้วยรอบยิ้ม “จัดการไปนานแล้ว ทางฝั่งฮูหยินผู้เฒ่าไม่ได้รับข่าวคราวอะไรเลยหรือ”
ซ่งฮูหยินผู้เฒ่าถอนหายใจ “ว่าไปก็ช่างน่าแปลกนัก! เหตุใดถึงไม่มีแม้แต่จดหมายฉบับเดียวส่งมา”
เหยาเยี่ยนอวี่มองหวางฮูหยินเพียงปราดเดียว แล้วพูดอีกครั้ง “ข้าก็ไม่ทราบเหมือนกัน”
หวางฮูหยินพูด “หรือมีเรื่องอะไรล่าช้าไปล่ะ รอให้ผ่านตรุษจีนไปก็น่าจะได้ข่าวคราวอะไรแล้วหรือเปล่า”
เหยาเฟิ่งเกอก็แย้มยิ้ม “ฮูหยินเอ่ยถึงตรุษจีน พี่ใหญ่และพี่สะใภ้ใหญ่อยู่เขตตอนใต้ ไม่รู้ว่าตอนนั้นจะมาเมืองหลวงได้หรือไม่”
หวางฮูหยินส่ายหน้าด้วยรอยยิ้ม “เขาก็มีงานราชกิจต้องรับผิดชอบ ไม่มีพระราชโองการ จะเข้าเมืองหลวงได้อย่างไร” ทันใดนั้นทุกคนจึงพูดประเด็นที่เหยาเหยียนเอินและหลานคนโตเหยาเซิ่งหลิน ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องของตระกูลซ่งอีก
หลังจากกินดื่มกันอย่างเพลิดเพลินจนถึงยามสาม ซ่งฮูหยินผู้เฒ่าใคร่หลับ เหยาเยี่ยนอวี่บอกว่าวันนี้กลับเมืองหลวงยังไม่ได้กลับจวนแม่ทัพ เห็นว่าเวลาล่วงเลยก็ควรกลับจวนแล้ว อย่างไรเวลาข้างหน้าอีกยาวไกล ฉะนั้นทุกคนส่งฮูหยินผู้เฒ่ากลับเรือน แล้วค่อยส่งเว่ยจางและเหยาเยี่ยนอวี่กลับจวนแม่ทัพ
ระหว่างนั่งรถม้ากลับจวน เหยาเยี่ยนอวี่ถามเว่ยจาง “เรื่องที่เกี่ยวกับตระกูลซ่งที่เจียงหนิง ตอนนี้ได้เรื่องอะไรบ้างแล้ว”
เว่ยจางยิ้มน้อยๆ “คนที่ติดสินบนถูกจับเข้าคุกหลวงแล้ว ส่วนซ่งเหยียนชิง ตอนนี้น่าจะไปฝูเจี้ยนแล้ว”
“ฝูเจี้ยน?” เหยาเยี่ยนอวี่ขมวดคิ้วอย่างฉงนสงสัย “แสดงว่าเขายังอยู่ในค่ายทหารสิ”
“อืม แค่ทำงานที่ค่อนข้างหนัก”
“งานอะไร”
“นักการกระมัง ขนของ ทำงานชั้นล่าง เจ้าก็รู้ว่าหากร่างที่อ่อนปวกเปียกของเขาอยากขึ้นสนามรบ คงเป็นได้เพียงนักการแล้ว”
เหยาเยี่ยนอวี่แค่นเสียงในลำคอ แล้วหัวเราะเสียงต่ำ นักการคงต้องตำแหน่งที่ต่ำที่สุดในค่ายทหารแล้วกระมัง ให้เขาทนกับความลำบากเสียหน่อย จะได้ไม่ต้องใช้ฐานะที่เป็นท่านซื่อจื่อเที่ยวไปรังแกคนอื่นไปทั่ว
เว่ยจางเห็นนางยิ้ม จึงยิ้มและยื่นมือดึงนางมากอด แล้วถามเบาๆ “เหนื่อยไหม”
“ค่อยยังชั่ว ตอนนี้ไม่ได้เหนื่อยง่ายเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เจ้าล่ะ ดื่มสุราไปไม่น้อยเลยใช่หรือไม่”
“กลิ่นสุราแรงเช่นนั้นเลยหรือ” เว่ยจางก้มหน้าดมกลิ่นกายตนเอง กลิ่นสุราค่อนข้างฉุน เขาจึงอดขมวดคิ้วไม่ได้
“ค่อยยังช่วยหรือเปล่า ยังดีที่เป็นสุราที่หมักเอง กลิ่นไม่ได้แย่ขนาดนั้น”
“วันหลังข้าจะขอสุราทางตระกูลกับท่านพ่อมาตุนเยอะๆ สุราด้านนอกรสชาติไม่ค่อยดีนัก”
“อย่ามา! วันข้างหน้าดื่มน้อยๆ หน่อยเถอะ!”
“อื้ม…ฮูหยินยิ่งอยู่ยิ่งเก่งกาจแล้ว!”
“ทำไม รำคาญข้าแล้วหรือ”
“เปล่า” เว่ยจางก้มหน้าจุมพิตบนหน้าผาอันผุดผ่องของนาง แล้วพูดเสียงต่ำ “ข้าเพียงแค่รู้สึกว่ามีฮูหยินที่เก่งกาจค่อนข้างมีความสุข”
“เงียบปาก!” เหยาเยี่ยนอวี่ยิ้มเบาๆ สิ่งเดียวที่เจ้าหมอนี่เปลี่ยนไปคือเริ่มพูดจาอ่อนหวานแล้ว
กลับถึงจวนแม่ทัพ ยังไม่ได้เข้าประตู เหยาเยี่ยนอวี่ก็สะดุ้งตกใจกับรถม้าสิบกว่าคันที่จอดอยู่หน้าประตูจวนแม่ทัพ แล้วยังมีม้าพันธุ์ดีหลายสิบตัวยืนเรียงรายเป็นระเบียบ ทำให้หน้าประตูแออัดอย่างมาก
พ่อบ้านที่เฝ้าประตูจวนเห็นว่ามีรถม้ามาอีกคัน ก็นึกว่าเป็นแขกเหรื่อ จึงเดินหน้ามาต้อนรับ พอเห็นว่าแม่ทัพตนเองลงจากรถม้าก็ถอนหายใจ แล้วเปรยว่า “แม่ทัพของบ่าว! ท้ายที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้น รถม้าพวกนี้มาทำอะไรกัน” เว่ยจางกวาดมองม้าหลากหลายสายพันธุ์ ถามด้วยคิ้วขมวด
“นายท่านและฮูหยินจากจวนต่างๆ มาเยือนขอรับ!” พ่อบ้านพูดไป ก็เริ่มนับนิ้วมือ “ท่านโหวและฮูหยินจิ้งไห่โหว ท่านโหวจวนเจิ้นกั๋วกง คุณชายรองและฮูหยิน ท่านโหวและฮูหยินจวนติ้งเป่ยโหว ท่านซื่อจื่อและฮูหยินจวนเฉิงอ๋อง ท่านซื่อจื่อจวนเยี่ยนอ๋องและจวิ้นจู่ คุณชายใหญ่และฮูหยินจวนอันกั๋วกง…”
“พอเถอะๆ! ดึกดื่นป่านนี้คนพวกนี้มาทำอะไรกัน” เว่ยจางขมวดคิ้วเป็นปม