หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 308 มาถึงฮาร์บิน
บทที่ 308 มาถึงฮาร์บิน
ฮาร์บินเป็นเมืองหลวงของมณฑลเฮย์หลงเจียง ซึ่งเป็นเมืองศูนย์กลางที่สำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน และเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของประเทศ นอกจากนี้ยังได้พัฒนาการท่องเที่ยวเป็นเมืองวัฒนธรรมน้ำแข็งและหิมะระดับสากล
เมื่อโจวอี้มาถึงเมืองนี้ก็เป็นเวลาสามทุ่มแล้ว
ทันทีที่เขาออกจากสนามบิน กระแสความหนาวเย็นที่กัดกร่อนก็พุ่งเข้าหา นักเดินทางทั้งหลายในที่นี้ต่างก็สวมใส่เสื้อผ้าหนา ๆ และเสื้อกันหนาวขนเป็ดราวกับว่าโลกทั้งโลกกำลังสั่นสะท้านไปกับฤดูหนาว
“ห้าสิบ” แม่เฒ่าเทียนจี้ที่ติดตามโจวอี้มามองไปข้างนอกด้วยสายตาที่ซับซ้อนและพึมพำออกมา
“ห้าสิบคืออะไรเหรอคุณย่า?” โจวอี้สงสัย
“ฉันไม่ได้มาที่ฮาร์บินห้าสิบปีแล้ว จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่ฉันมาที่นี่ ฉันเกือบจะพลาดถูกฝังอยู่ที่นี่หลังจากที่ได้ต่อสู้อย่างต่อเนื่องมาสามวันสามคืน” แม่เฒ่าเทียนจี้ยิ้มอย่างขมขื่น
“ศัตรูคือใคร?”
“เขาตายไปนานแล้ว มันไม่มีประโยชน์ที่จะพูดถึงอีก” แม่เฒ่าเทียนจี้โบกมืออย่างไม่แยแส
โจวอี้เรียกแท็กซี่และมุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลฮาร์บินโดยไม่ถามอะไรอีก
โรงพยาบาลฮาร์บินหรือที่เรียกว่าโรงพยาบาลแห่งแรกในเครือของมหาวิทยาลัยการแพทย์ฮาร์บินได้รับการพัฒนามาเป็นเวลาเจ็ดสิบปีแล้ว ขนาดของโรงพยาบาลและระดับการแพทย์เป็นอันดับหนึ่งในโรงพยาบาลระดับตติยภูมิ[1] ขนาดใหญ่ครบวงจรชั้นนำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีน
พวกเขาลงจากรถแท็กซี่
หลังจากนั้นแม่เฒ่าเทียนจี้ก็หายตัวไป ในขณะที่โจวอี้รีบเข้าไปในโรงพยาบาลและตรงไปยังแผนกไอซียู
โถงด้านนอกมีคนราว ๆ เจ็ดแปดคนนั่งอยู่บนเก้าอี้ และบางคนก็ยืนดูโดยไม่พูดอะไร
ไม่มีใครพูดอะไร ทว่าทุกคนมีสีหน้าเศร้าหมอง
โจวอี้กวาดสายตาสำรวจผู้คนและพบว่าพวกเขาไม่ใช่กลุ่มเดียวกัน แต่เป็นครอบครัวของผู้ป่วยวิกฤตหลายคน
อย่างไรก็ตาม ที่มุมในสุด เวลานี้มีหญิงสาวแต่งกายทันสมัยแต่สีหน้าซีดเผือดนั่งรอด้วยอาการเหม่อลอย ขณะที่ข้าง ๆ เธอมีผู้หญิงในชุดสูทสีดำซึ่งกำลังกวาดสายตามองทุกคนในห้องโถงอย่างระแวดระวัง
เมื่อโจวอี้เดินเข้าไปใกล้ผู้หญิงที่แต่งตัวทันสมัยคนนั้น ผู้หญิงที่ใส่สูทดำก็ก้าวออกมายืนขวางทันที
“คุณเป็นใคร?” ผู้หญิงสูทดำถามอย่างเย็นชา
“แซ่ของผมคือโจว และผมมาหาภรรยาของอวี้ชิงเหอ” โจวอี้กล่าว
“ฉันเป็นภรรยาของอวี้ชิงเหอ คุณคือ?” อู๋เสวี่ยเหลียนได้สติแล้วจึงยืนขึ้นถาม
“ผมโจวอี้”
“คุณ…”
อู๋เสวี่ยเหลียนจ้องไปที่โจวอี้ทันที
เธอรู้ว่าโจวอี้อยู่ที่เมืองจินหลิงมณฑลเจียงซู แต่เธอไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลังจากที่เธอบอกเรื่องสามีของเธอเกี่ยวกับอุบัติเหตุในตอนเที่ยงแล้วเขาจะมาที่นี่ทันที
“บอกผมได้ไหมว่าตอนนี้อวี้ชิงเหออาการเป็นยังไงบ้าง ใครคือแพทย์ประจำตัวของเขา?” โจวอี้ถาม
“เขาบาดเจ็บทั้งตัว แขนหัก ซี่โครงหักหลายซี่ และหัวแตก ยิ่งไปกว่านั้น…เขายังไม่รู้สึกตัวอยู่ในห้องไอซียูสิบกว่าวันแล้ว แม้แต่หมอก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาจะตื่นเมื่อไหร่” อู๋เสวี่ยเหลียนพูดทั้งน้ำตา สีหน้าของเธอโศกเศร้าอย่างยิ่ง “แพทย์ที่คอยดูแลอาการของเขาอยู่คือฉู่อิงหลง ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองที่ดีที่สุดในโรงพยาบาลนี้”
“เขายังอยู่ในห้องไอซียูใช่ไหม พาผมไปหาเขาที”
“คุณ…”
“ผมลืมแนะนำตัว ผมเป็นแพทย์แผนจีน และทำงานในโรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง อวี้ชิงเหอประสบอุบัติเหตุเพื่อช่วยผมซื้อวัตถุดิบยา ดังนั้นผมจึงต้องเข้าใจอาการบาดเจ็บของเขาและพยายามช่วยชีวิตเขาด้วย”
“คุณเป็นหมอด้วยเหรอ?” อู๋เสวี่ยเหลียนตาเป็นประกาย แต่ประกายนั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็ว
ตระกูลอู๋มีธุรกิจขนาดใหญ่ในฮาร์บิน และอวี้ชิงเหอก็เป็นบุคคลที่มีชื่อเสียงที่นี่เช่นกัน ดังนั้นหลังจากที่เขาได้รับบาดเจ็บ สมาชิกทีมแพทย์ที่ดีที่สุดของโรงพยาบาลก็ได้มารักษาเขาแล้ว
แต่แพทย์ทุกคนก็ไม่สามารถทำให้สามีของเธอฟื้นขึ้นมาได้ ชายหนุ่มคนนี้ แม้ว่าเขาจะเป็นหมอจีน แล้วจะทำอะไรได้?
เป็นไปได้หรือที่ทักษะทางการแพทย์ของชายหนุ่มคนนี้จะดีกว่าศาสตราจารย์แพทย์ฉู่อิงหลงจากโรงพยาบาลนี้?
อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอเห็นสีหน้าของโจวอี้ เธอก็ถอนหายใจพลางหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาและโทรหาฉู่อิงหลง ซึ่งก็ได้รู้ว่าอีกฝ่ายออกจากโรงพยาบาลและกลับบ้านไปแล้ว
“คุณโจว ศาสตราจารย์ฉู่ออกจากงานแล้ว ฉันก็เลยไม่สามารถเรียกเขามาที่นี่ได้” อู๋เสวี่ยเหลียนวางสายและพูดอย่างหมดหนทาง
โจวอี้เงียบไป
เขารู้จักผู้เชี่ยวชาญด้านสมองหลายคนที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง
เขาทำงานที่นั่นมาระยะหนึ่งแล้ว และมีเพื่อนที่เป็นหมอใน WeChat อยู่หลายคน
แต่ทางฝั่งของเมืองฮาร์บินนี้… เขาไม่รู้จักใครเลย
เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องโทรหาอาจารย์ฉู่เทียนฮุ่ย และในที่สุดก็ได้รับหมายเลขโทรศัพท์เบอร์หนึ่งมา
โจวอี้กดหมายเลขโทรศัพท์นั้นและโทรออก หลังจากรอนานกว่าสิบวินาที ปลายสายก็กดรับ
“ใคร?”
“ผมแซโจว คุณคือหวงอี้ชิงใช่ไหม?” โจวอี้ถาม
“ใช่ ฉันเอง คุณโทรหาผมมีอะไรหรือเปล่า?” หวงอี้ชิงถาม
“ผู้อาวุโสหวง แซ่ของอาจารย์ผมคือฉู่ และผมมาจากสำนักโอสถ”
“สำนักโอสถ? ฉู่… คุณกำลังพูดถึงฉู่เทียนฮุ่ย ประมุขสำนักโอสถ?”
“ถูกต้อง!”
“น้องโจว… อาจารย์ของนายสบายดีไหม?” หวงอี้ชิงรีบถามด้วยน้ำเสียงอบอุ่นและเป็นกันเองทันที
“ทุกอย่างเรียบร้อยดี แต่ผมมีปัญหาที่นี่ในฮาร์บิน ดังนั้นผมก็เลยขอเบอร์ติดต่อคุณมาจากอาจารย์ของผม ผมสงสัยว่าคุณหวงรู้จักฉู่อิงหลง ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองที่โรงพยาบาลฮาร์บินไหม?” โจวอี้ถาม
“ใช่ ฉันรู้จักเขาดี น้องโจว ตอนนี้นายอยู่โรงพยาบาลฮาร์บินแล้วเหรอ? ด..เดี๋ยวฉันจะไปที่นั่นทันที!”
“ครับ ผมอยู่ที่นี่”
เมื่อการโทรสิ้นสุดลง โจวอี้ก็มองไปที่อู๋เสวี่ยเหลียนซึ่งเต็มไปด้วยความสงสัย “ถ้าไม่มีเรื่องไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นอีก ฉู่อิงหลงคงมาถึงที่นี่ในอีกไม่นาน เมื่อผมปรึกษาเขาเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บของอวี้ชิงเหอแล้ว ผมจะจัดคอร์สรักษาเขาเอง”
“คุณ…?” อู๋เสวี่ยเหลียนถามด้วยสีหน้าโง่งม
“ผมจะพยายามให้เต็มที่”
หลังจากที่โจวอี้พูดเช่นนั้น เขาก็มองไปที่ผู้หญิงในชุดสูทสีดำ จากนั้นก็หันกลับมาถามว่า “ตอนนี้คุณบอกผมได้ไหมว่าใครทำร้ายเขา และเรื่องราวมันเป็นยังไงกันแน่?”
ณ เมืองฮาร์บิน ย่านที่อยู่อาศัยอวี้จิง
นี่คือย่านที่อยู่อาศัยระดับไฮเอนด์ในเมืองฮาร์บิน ผู้ที่อยู่อาศัยที่นี่มีทั้งคนรวยและคนมีชื่อเสียง
ฉู่อิงหลง ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองของโรงพยาบาลฮาร์บินเองก็อาศัยอยู่ที่นี่เช่นกัน เขาอาศัยอยู่ในคอนโดสุดหรูที่มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 300 ตารางเมตร
ฉู่อิงหลงอายุยังไม่มาก เขาอายุเพียงสี่สิบเศษเท่านั้น แต่ความสำเร็จของเขาในด้านการแพทย์ได้รับการยอมรับจากผู้คนมากมายในวงการแพทย์
เวลานี้ฉู่อิงหลงกำลังดื่มกับอู่เสวียเลี่ยง รองผู้อำนวยการของโรงพยาบาลฮาร์บิน พวกเขาเรียนชั้นมัธยมมาด้วยกัน ตอนนี้พวกเขาทำงานในโรงพยาบาลเดียวกัน ดังนั้นพวกเขาจึงมีความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ดี
กริ๊ง…
ฉู่อิงหลงวางแก้วลงและหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ทันใดนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป
“เกิดอะไรขึ้น?” อู่เสวียเลี่ยงสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงทางสีหน้าของฉู่อิงหลง
“ผู้อาวุโสหวงน่ะ…”
“ผู้อาวุโสหวงคนไหน?”
“หวงอี้ชิง” ฉู่อิงหลงพูดอย่างเซ็ง ๆ
“ถ้าอย่างนั้นนายจะรออะไรอีก ชายชราคนนั้นโทรหานายแบบนี้ต้องมีเรื่องแน่ รับสายเร็วเข้า!” อู่เสวียเลี่ยงตบโต๊ะ
“ก็ได้ ฉันจะรับสายเดี๋ยวนี้!”
ฉู่อิงหลงรับโทรศัพท์และถามอย่างสุภาพว่า “ผู้อาวุโสหวง มีอะไรรึเปล่าครับ?”
“อิงหลง! ขอโทษที่รบกวนเวลาคุณพักผ่อนนะ” เสียงของหวงอี้ชิงดังมาจากโทรศัพท์มือถือของเขา
“ไม่ ๆ ผมกำลังดื่มกับอู่เสวียเลี่ยงที่บ้านของผม มีอะไรให้ช่วยงั้นเหรอครับ”
“โอ้ เสี่ยวอู่ก็อยู่ที่นั่นด้วยเหรอ! พอดีเลย ๆ เอาล่ะ ตอนนี้พวกคุณหยุดดื่มกันก่อนและรีบไปที่โรงพยาบาล มีคนที่พิเศษมากต้องการพบคุณ”
“คนพิเศษคนนั้นคือใครครับ?”
“อย่าเพิ่งถามตอนนี้เลย เอาไว้เจอกันแล้วจะแนะนำให้ฟัง ตอนนี้ฉันกำลังเดินทางไปที่โรงพยาบาลแล้ว แต่จำไว้ว่าเมื่อเจอเขาแล้วต้องให้เกียรติเขา และอย่าเผลอทำตัวไม่สุภาพ”
“ได้ครับ ไม่ต้องห่วง!”
ฉู่อิงหลงวางสาย จากนั้นสีหน้าของเขาก็แปลกไป
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของเพื่อน และอู่เสวียเลี่ยงก็ได้ยินบทสนทนาทางโทรศัพท์แล้วเช่นกัน เขาเองก็งุนงงไม่ต่างจากเพื่อนของเขา “แม้แต่ผู้อาวุโสหวงก็ยังต้องรีบไปที่โรงพยาบาล ดังนั้นเราก็ควรรีบไป!”
“ฉันเข้าใจแล้ว แต่อีกฝ่ายเป็นใครกัน ถึงขนาดสามารถทำให้ชายชราคนนั้นตื่นตัวขนาดนี้ได้? มีไม่เกินสามคนในฮาร์บินที่สามารถทำให้เขาเป็นแบบนี้ไปได้” อู่เสวียเลี่ยงพึมพำ
“ใช่! มีไม่เกินสามคนหรอก”
[1] โรงพยาบาลระดับตติยภูมิ หมายถึง โรงพยาบาลที่มีระบบบริการสาธารณสุข การรักษา พยาบาล และการฟื้นฟูสภาพที่มีความยุ่งยากซับซ้อนเป็นพิเศษ ทั้งในเชิงวิทยาการและเทคโนโลยีมากกว่าบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ