หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 373 บรรจบกัน
บทที่ 373 บรรจบกัน
“ซินเยว่ หน้าตาของเธอ…” เซี่ยหลู่ลังเลที่จะพูดทัก
“ในถ้ำนั่นมีสระน้ำเย็นอยู่ด้านล่าง และน้ำในสระก็แปลกมาก หลังจากที่ฉันตกลงไป มันก็ล้างสิ่งที่ฉันใช้ปกปิดใบหน้าที่แท้จริงออกไปทั้งหมด” อู๋ซินเยว่รีบปรับอารมณ์ของตัวเองและอธิบายออกไป
เซี่ยหลู่พยักหน้า แต่ยังคงมองอู๋ซินเยว่ด้วยสายตาแปลก ๆ
ทันใดนั้น เธอก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอหันไปมองโจวอี้และพบว่าเขากำลังเดินไปอีกทางหนึ่งโดยทำทีเป็นไม่สนใจ
“โจวอี้ น้องสาวของฉันสวยไหม?” เซี่ยหลู่ถามเขาทันที
“อืม สวยดี” โจวอี้ตอบโดยไม่หันกลับมามอง
“นายคิดว่าเธอสวยกว่า หรือว่าฉันสวยกว่า?” เซี่ยหลู่ยิ้ม
“พวกคุณทั้งคู่สวยมากเท่ากันนั่นแหละ” โจวอี้กล่าว
“ถ้านายถูกขอให้เลือก นายจะเลือกใคร?” มุมปากของเซี่ยหลู่ยกขึ้นและคำถามที่ยากขึ้นไปอีก
“…”
โจวอี้ไม่ตอบ ไม่สิ เขาไม่ต้องการตอบคำถามนี้ ความเร็วในการเดินของเขาเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก
เซี่ยหลู่มองตามแผ่นหลังของโจวอี้ จากนั้นหันมามองใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของอู๋ซินเยว่แต่กลับมีร่องรอยของเลือดฝาดปรากฏอยู่จาง ๆ เธอเดาได้อย่างคร่าว ๆ ว่าจะต้องเกิดอะไรขึ้นกับคนทั้งคู่ระหว่างที่อยู่ใต้ถ้ำนั้นแน่ ๆ
พวกเขาทั้งสามเดินเร็วมาก เพียงไม่เกินสิบห้านาที พวกเขาก็เห็นเฉินซานและอีกสองคนที่กำลังอยู่ในสภาพสะบักสะบอมบนยอดเขาฝั่งตรงข้ามกับยอดเขาที่งูหลามตัวนั้นนอนอยู่
น่าแปลกที่งูหลามตัวใหญ่ยังคงนอนขดอยู่บนภูเขาฝั่งตรงข้าม ไม่ได้ไล่ตามคนทั้งสาม และหากสังเกตดี ๆ ก็จะเห็นดาบอันแหลมคมปักอยู่คาหัวของมันด้วย
“อาจารย์ลุงน้อย!”
“คุณชายโจว!”
เมื่อเฉินซาน อิงหง และเยี่ยป๋อซางเห็นโจวอี้เดินกลับมาอย่างปลอดภัย พวกเขาต่างก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และรีบตะโกนทักทาย
โจวอี้มองดูสภาพที่ย่ำแย่ของพวกเขาและจำได้ว่าเซี่ยหลู่ได้บอกกับเขาว่า ทุกคนพยายามต่อสู้กับงูหลามมังกรอยู่หลายรอบเพื่อตามหาเขา ซึ่งรอบล่าสุดคนทั้งสามนี้ก็ใช้ตัวของพวกเขาเองพยายามถ่วงเวลาเบนความสนใจงูหลามตัวนั้น เพื่อให้เซี่ยหลู่สามารถลอบเข้าไปถึงช่องแคบกลางภูเขาได้ คิดเช่นนี้แล้วเขาก็รู้สึกอบอุ่นในใจ ถึงขนาดที่เมื่อเขามองไปที่เยี่ยป๋อซางที่อยู่ในสภาพน่าสังเวชมาก แววตาของเขาก็อ่อนโยนกว่าก่อนหน้านี้ลิบลับ
“ขอบคุณ!” โจวอี้พูดเบา ๆ
“อาจารย์ลุงน้อย ดีแล้วที่คุณไม่เป็นอะไร” อิงหงกล่าว
“ใช่! การกลับมาอย่างปลอดภัยของคุณชายโจวคือความสุขที่สุดสำหรับเรา! แผลเหล่านี้ไม่นับเป็นอะไรได้หรอก!” เยี่ยป๋อซางยิ้มด้วยท่าทางประจบสอพลอ
โจวอี้พยักหน้าเล็กน้อยและพูดว่า “ปล่อยงูหลามตัวนั้นไว้เถอะ พวกเรากลับไปที่เรือเพื่อรักษาบาดแผลก่อน ถ้าอาจารย์ของฉันและคนในสำนักโอสถมาถึง ก็ปล่อยให้พวกเขาหาทางกำจัดงูหลามนั่นแทนเราจะดีกว่า”
“อืม!”
ทั้งสามคนมีบาดแผลฉกรรจ์มากมาย แม้จะกินยารักษาไปเยอะแล้ว แต่การต่อสู้แต่ละครั้งก็ต้องแลกด้วยราคาอันหนักอึ้ง
กลุ่มคนทั้งหกกลับไปที่เรือยอร์ชอย่างรวดเร็ว
โจวอี้ไปหาลูกสาวทั้งสองคนของเขาทันทีที่ไปถึงเรือ และพบว่าพวกเธอหลับสนิทไปแล้ว จากนั้นเขาก็กล่าวขอบคุณหานโหรว และไปที่เรือยอร์ชที่เคยเป็นของตระกูลเทียนที่จอดอยู่ใกล้เคียง
ทุกคนกำลังรอเขาอยู่ที่นี่
โจวอี้เดินเข้าไปในห้อง กวาดสายตามองแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “แม้ว่าเราจะประสบกับอันตรายแต่ผลตอบแทนที่ได้มาก็นับว่าไม่น้อย ผมพบสายแร่และผมได้สำรวจมันอย่างละเอียดแล้ว สายแร่ที่อยู่บนเกาะนั่นน่าจะมีขนาดที่ใหญ่มาก”
“พบแล้ว? นายพบมันที่ไหน?” เซี่ยหลู่ถามอย่างเร่งรีบ
“ที่ก้นถ้ำที่ผมกับซินเยว่ตกลงไป”
“เยี่ยมมาก! นี่คือโอกาสรวยของเรา!” เซี่ยหลู่ยิ้ม แต่หลังจากนั้นครู่หนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็แข็งค้าง
เมื่อครู่นี้โจวอี้เรียกน้องสาวที่แสนดีของเธอว่าอะไรนะ?
ซินเยว่?
ชื่อนี้…สนิทสนมเกินไปไหม?
จริงด้วย…ตอนที่โจวอี้และซินเยว่อยู่ที่ใต้ถ้ำก่อนหน้านี้ ขณะที่เธอหย่อนเชือกลงไปให้ และก่อนจะปีนขึ้นมา เธอก็ได้ยินโจวอี้มักจะพูดว่า “ซินเยว่” อยู่หลายครั้งระหว่างการสนทนา
สายตาพินิจพิเคราะห์ของเซี่ยหลู่จ้องมองทั้งสองคน ความสงสัยในใจของเธอยิ่งรุนแรงมากขึ้น
โจวอี้และอู๋ซินเยว่ตระหนักดีถึงสายตาที่จ้องจับผิดของเซี่ยหลู่ และสายตาของพวกเขาก็ยิ่งไม่กล้าประสานสบกัน โจวอี้จึงเปลี่ยนหัวข้อทันที “หลู่หลู่ ซินเยว่ ผมสัญญาว่าผมจะทำตามที่ผมเคยสัญญาไว้ก่อนหน้านี้แน่นอน ไม่ว่าผลึกศักดิ์สิทธิ์จะมีปริมาณมากแค่ไหน ผมจะให้หนึ่งในสิบกับพวกคุณ เมื่ออาจารย์ของผมมาถึงแล้ว ผมจะคุยเรื่องนี้กับเธอเป็นการส่วนตัว”
“อืม!”
เมื่อเซี่ยหลู่ได้ยินโจวอี้เรียกเธอว่า “หลู่หลู่” เธอก็รู้สึกเบิกบานขึ้น และคลายความสงสัยไปได้เล็กน้อย
เธออาจคิดมากไปเองก็ได้!
ทั้งคู่ผ่านสถานการณ์ชีวิตและความตายมาด้วยกัน ดังนั้นมันคงไม่แปลกที่ทั้งคู่จะสนิทสนมกันมากขึ้น…
“เอาล่ะ ถ้างั้นหลังจากนี้ฉันจะให้คนของฉันส่วนใหญ่กลับไปก่อน เหลือเพียงส่วนน้อยที่ยังรั้งอยู่เอาไว้คอยเรียกใช้” เซี่ยหลู่กล่าว
“อืม!” โจวอี้พยักหน้า
พวกเขาพูดคุยกันสักพัก จากนั้นก็แยกย้ายกันไปรักษาบาดแผลและพักผ่อนระหว่างรอการมาถึงของเจ้าสำนักโอสถ
โจวอี้ไม่รีบร้อนที่จะกลับไปที่เรือยอร์ชเทียนฉิง และเยี่ยป๋อซางยังคงยืนอยู่กับเขาบนเรือยอร์ชตระกูลเทียน
“ผู้เฒ่าเยี่ย ผมเรียกคุณอย่างนี้ได้ไหม?” โจวอี้ถาม
“อย่า อย่า อย่า อย่าเลยคุณชายโจว! เรียกผมว่าตาแก่เยี่ยดีกว่า ต่อหน้าคุณ ผมเป็นเพียงคนแก่ ๆ คนหนึ่งเท่านั้นแหละ” เยี่ยป๋อซางประจบอย่างไม่อาย
“แค่ก ๆ อย่าพูดจาเลอะเทอะสิ” โจวอี้ยิ้มอย่างขมขื่นและส่ายหัว จากนั้นเขาก็หยิบบุหรี่ออกมาสองมวน ยื่นให้เยี่ยป๋อซางมวนหนึ่ง ก่อนจะจุดสูบของตัวเองแล้วถามว่า “คุณมีความคิดที่จะออกจากนิกายราตรีทมิฬบ้างไหม?”
“เอ่อ…” เยี่ยป๋อซางลังเล
อันที่จริงเขาคิดถึงปัญหานี้แล้ว และถึงกระทั่งอยากจะติดตามโจวอี้ไปทุกที่ แม้ว่าเขาจะไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมสำนักโอสถ แต่ตราบใดที่เขาอยู่รับใช้เคียงข้างโจวอี้ เขาก็คงไม่ขาดแคลนทรัพยากรในการฝึกฝน เขามีโอกาสทะลวงขึ้นไปสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้เลยด้วยซ้ำ
แต่กฎของนิกายราตรีทมิฬนั้นเข้มงวดมาก
แม้ว่าเขาจะอยู่ในตำแหน่งระดับสูง เขาก็ไม่อาจพูดได้ว่าเขาสามารถออกจากนิกายได้ตามต้องการ ยิ่งไปกว่านั้น ลูกหลานของเขายังอยู่ในนิกายราตรีทมิฬ เขาจึงไม่อาจละทิ้งไปได้
“ไม่เป็นไร ผมไม่ได้บังคับคุณ” โจวอี้ยิ้มและพูดต่อ “ตอนนี้เราไม่ใช่คนแปลกหน้าต่อกันแล้ว ผมขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของคุณในครั้งนี้จริง ๆ แต่ผมต้องบอกตามตรงว่าผลึกศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นคุณคงไม่ได้ส่วนแบ่ง แต่เมื่ออาจารย์และคนในสำนักของผมมาถึง ผมจะขอโอสถต่าง ๆ จากพวกเขาเพื่อมอบให้คุณเก็บไว้ใช้ในการฝึกฝน”
ครั้นได้ยินคำพูดนี้ เยี่ยป๋อซางก็ตื่นเต้นขึ้นมาทันที
อย่างไรก็ตาม หลังจากครุ่นคิดอยู่ครึ่งนาที ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจและถามอย่างเกร็ง ๆ ว่า “คุณชายโจว ถ้าผมเลือกที่จะทำงานให้คุณ แต่ยังอยากจะขอรักษาความสัมพันธ์กับนิกายราตรีทมิฬต่อไปพร้อมกันด้วยจะได้ไหม? เพราะท้ายที่สุดแล้ว ครอบครัวของผมทั้งหมดอยู่ที่นิกายราตรีทมิฬ และผมไม่สามารถทอดทิ้งพวกเขาได้”
“ได้สิ!” โจวอี้ยิ้ม
นี่เป็นกรณีเดียวกับหานโหรว ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจเรื่องจุกจิก
“ถ้าคุณอยากทำงานให้ผม เป็นเพื่อนผม หรือเป็นคนของผมจริง ๆ ผมก็มีบอกเงื่อนไขที่ต้องบอก”
“คุณชายบอกมาได้เลย ตราบใดที่ผมทำได้ ผมจะตกลงโดยไม่กะพริบตาเลย” เยี่ยป๋อซางตบหน้าอกขณะสัญญา
“คุณไม่ได้รับอนุญาตให้รังแกใครไม่ว่าจะชายหรือหญิง หรือแม้กระทั่งฆ่าผู้บริสุทธิ์ ผมไม่สนใจว่าเมื่อก่อนคุณจะเป็นคนแบบไหน หรือคนอื่นจะมองคุณเป็นคนชั่วยังไง พูดสั้น ๆ ก็คือถ้าคุณต้องการทำงานให้ผม คุณต้องเป็นคนดี แม้ว่าจะเป็นการแสร้งทำเป็นคนดี แต่คุณก็ต้องแสร้งเป็นให้ได้” โจวอี้พูดอย่างจริงจัง
“ผมสัญญา!” เยี่ยป๋อซางตอบรับอย่างจริงจังโดยที่แทบไม่ต้องคิด
ก่อนหน้านี้เขาฆ่าคนมาแล้วนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่เป็นเพราะต้องการแย่งชิงทรัพยากรการฝึกฝน
แต่ถ้าโจวอี้มอบทรัพยากรการฝึกฝนให้เขาในอนาคตอย่างต่อเนื่อง เขาจะไปมีเหตุผลอะไรอีกในการออกไปไล่เข่นฆ่าผู้คน? แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนดีเด่สักเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ใช่พวกโรคจิตที่ชอบฆ่าคนเพื่อความบันเทิง
“จำที่คุณพูดไว้ให้ดี ถ้าผมพบว่าคุณกล้ากลับคำละก็ ผมจะทวงคืนของที่ผมให้กับคุณทั้งหมดแถมยังจะคิดดอกเบี้ยตามหลังด้วยอีกต่างหาก” โจวอี้พูดด้วยสีหน้าจริงจัง
“ผมเข้าใจ!”
เยี่ยป๋อซางพยักหน้า แต่ทันใดนั้น ใบหน้าแก่ ๆ ของเขาก็แสดงรอยยิ้มแปลก ๆ และพูดว่า “จากนี้ไป ผมจะเรียกคุณชายว่า เจ้านาย!”
“ตกลง!”
“ส่วนผู้หญิงแซ่อู๋คนนั้น ถูกเจ้านายพิชิตแล้วใช่ไหม? ผมควรเรียกเธอว่าภรรยาของเจ้านายหรือว่าคุณนายอู๋ดี?” เยี่ยป๋อซางถามด้วยรอยยิ้ม
“…”
ตาแก่คนนี้สายตาเฉียบแหลมซะเหลือเกิน!