หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 377 สามเตาหลอมสยบวิญญาณ
บทที่ 377 สามเตาหลอมสยบวิญญาณ
ฉู่เทียนฮุ่ยและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ล้วนเป็นคนหลักแหลม เมื่อเห็นว่าโจวอี้ขอให้เซี่ยหลู่และอู๋ซินเยว่ติดตามมา พวกเขาก็พอจะเดาได้ว่าโจวอี้น่าจะมีข้อตกลงบางอย่างกับพวกเธอก่อนหน้านี้แล้ว
10% ของทั้งหมด?
นั่นก็ไม่มากเท่าไหร่
ต่อให้เป็น 20% ก็ยังยอมรับได้
ฉู่เทียนฮุ่ยพยักหน้าช้า ๆ และพูดว่า “เมื่อสำนักของเราเริ่มขุดผลึกศักดิ์สิทธิ์ เราจะอนุญาตให้คนของพวกเธอสองคนมาอยู่บนเกาะนี้ เพื่อคอยดูการขุดและคอยรับส่วนแบ่งของพวกเธอ!”
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสมากค่ะ”
เซี่ยหลู่และอู๋ซินเยว่ประสานมือคารวะขอบคุณด้วยความเคารพ
หลังจากการสำรวจสายแร่ผลึกศักดิ์สิทธิ์ แม่เฒ่าเทียนจี้ ฮั่วเทียนหลิน ต้วนชิงเฟิงรั้งอยู่ที่นี่ ในขณะที่โจวอี้และฉู่เทียนฮุ่ยกลับไปที่เรือยอร์ชเทียนฉิง
“เสี่ยวอี้ ครั้งนี้นายทำได้ดีมาก มันคือผลงานที่ยิ่งใหญ่ต่อสำนักของเรา” ฉู่เทียนฮุ่ยมองไปที่โจวอี้ แม้ว่าเธอจะพอใจมาก แต่เธอก็ไม่ได้แสดงออกมาทางสีหน้ามากนัก
“อาจารย์ มันเป็นเรื่องบังเอิญ ผมก็แค่โชคดี” โจวอี้ยิ้ม
“โชคดี? แต่นายก็ฆ่าไปไม่น้อยเลยนะ” ฉู่เทียนฮุ่ยชี้มาที่โจวอี้และพูดต่อ “ฉันได้กลิ่นเลือดจากตัวนาย”
“มันคือตระกูลเทียน…” โจวอี้ส่ายหัวก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมด
“ตระกูลเทียนพวกนั้นรนหาที่ตาย! ถ้าพวกมันกล้าคิดที่จะล้างแค้น นายก็ฆ่ามันให้หมดได้เลย ไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับผลที่ตามมา” ฉู่เทียนฮุ่ยกล่าว
“อืม” โจวอี้พยักหน้าเล็กน้อยและพูดด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์ ผมไม่ต้องกังวลเรื่องการขุดที่นี่แล้วใช่ไหม ถ้าอาจารย์ไม่มีคำสั่งอื่น ผมว่าจะกลับแล้ว”
“นายกลับไปดีแล้ว เดิมทีฉันต้องการให้นายใช้ชีวิตตามปกติ รอจนกว่าจะทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ ฉันถึงจะอนุญาตให้นายได้มีส่วนร่วมในกิจการของสำนักโอสถเรา” ฉู่เทียนฮุ่ยกล่าว จากนั้นเธอก็ผิวปาก ร่างหนึ่งจึงปรากฏขึ้นในห้องโถงของเรือ
“ท่านเจ้าสำนัก!”
ผู้มาใหม่เป็นชายร่างใหญ่ถือกระเป๋าสีดำใบใหญ่สองใบในมือ
หลังจากวางของลง เขาก็พยักหน้าให้โจวอี้แล้วจากไปอย่างรวดเร็ว
“นี่คืออะไร?” โจวอี้ถามด้วยความสงสัย
“เตาหลอมสยบวิญญาณ” ฉู่เทียนฮุ่ยกล่าวด้วยรอยยิ้ม
แววตาของโจวอี้เป็นประกาย เขารีบเปิดกระเป๋าทันที
มันเป็นเตาหลอมสามขาที่เกือบจะเหมือนกับเตาที่เขาได้มาก่อนหน้านี้ ดูเหมือนทำจากทองสัมฤทธิ์ ตัวขาตั้งแกะสลักด้วยลวดลายมังกร ส่วนตัวเตาถูกแกะสลักด้วยอักขระและสัญลักษณ์โบราณ ในขณะที่ฝาครอบเตาหลอมมีรูเก้ารู…
โจวอี้หยิบมันขึ้นมาและมองเข้าไปข้างใน
ผนังด้านในของเตานั้นเรียบเหมือนกระจก และยังมีประกายแสงสีแดงส่องแสงจาง ๆ ล่องลอยไปมา บางครั้งมันคล้ายกับความจริง แต่บางบางครั้งมันคล้ายกับภาพมายา
“อาจารย์ พวกมันทั้งหมดถูกแลกเปลี่ยนมาจากตำหนักหมื่นประดิษฐ์เหรอ?” โจวอี้ถาม
“ใช่ ฉันจ่ายไปเยอะมาก แต่มันก็ไม่นับเป็นอะไรได้เมื่อเทียบกับสระเย็นชำระกระจ่างและสายแร่ผลึกศักดิ์สิทธิ์ที่นายค้นพบ” ฉู่เทียนฮุ่ยหัวเราะ
โจวอี้พยักหน้า เขาจ้องไปที่เตาหลอมและโคจรพลังปราณเข้าไปในเตานั้น
ทันใดนั้น ประกายแสงสีแดงที่แหวกว่ายอยู่ในเตาหลอมก็ควบแน่นกันเป็นอักขระสีแดงสดเป็นคำว่า “ฆ่า” ในขณะที่มันสัมผัสกับพลังปราณของโจวอี้ จากนั้นมันจึงค่อย ๆ รวมเข้ากับร่างกายของโจวอี้
ไม่นานนัก อักขระ “ฆ่า” ก็ปรากฏขึ้นในทะเลจิตสำนึกของโจวอี้ จากนั้นมันก็หายไป
“เป็นยังไงบ้าง ได้รับอักขระจากเตาหลอมสยบวิญญาณหรือเปล่า?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามด้วยความกังวล
“ได้มาแล้วอาจารย์ มันคือ ‘ฆ่า’” โจวอี้ชี้ไปที่หน้าผากของตัวเองแล้วพูดด้วยรอยยิ้มเบิกบาน “ทันทีที่มันถูกดูดเข้าสู่ร่างกาย พวกมันจะปรากฏในทะเลจิตสำนึกของผม จากนั้นก็จะหายไป มันจะต้องใช้เวลาสักหน่อยกว่าที่ผมจะสามารถสื่อสารกับพวกมันได้ และใช้พลังของอักขระแต่ละตัวได้ตามต้องการ”
“เอาล่ะ รีบทำต่อเถอะ” ฉู่เทียนฮุยเร่ง
โจวอี้หยิบเตาหลอมสยบวิญญาณอีกสองตัวขึ้นมา แต่ละตัวมีอักขระสีแดงสดแฝงอยู่
หลังจากได้รับอักขระ “ฆ่า” มาแล้ว หลังจากนั้นโจวอี้ก็ได้รับอักขระ “ขับ” และ “หลับ”
มีเตาหลอมสยบวิญญาณทั้งหมดเก้าตัว ตอนนี้โจวอี้ได้รับอักขระมาแล้วหกตัว ได้แก่
อักขระ “ฆ่า” ของเตาหลอมตัวที่สอง
อักขระ “ขับ” ของเตาหลอมตัวที่สาม
อักขระ “หลับ” ของเตาหลอมตัวที่สี่
อักขระ “เพิ่ม” ของเตาหลอมที่หก
อักขระ “รวม” ของเตาหลอมตัวที่เจ็ด
อักขระ “เกิด” ของเตาหลอมตัวที่แปด
“เอ๊ะ?”
โจวอี้ชะงัก
ก่อนหน้านี้มีอักขระเพียงสองตัวเท่านั้นที่ปรากฏในทะเลจิตสำนึก แต่ด้วยการเพิ่มมาของอักขระอีกสามตัว พลังงานที่มองไม่เห็นได้สั่นสะเทือนในพื้นที่ทะเลจิตสำนึก และอักขระอื่น ๆ ทั้งหมดก็ปรากฏขึ้น
โจวอี้ยังรู้สึกได้ว่าอักขระสีแดงสดทั้งหกตัวได้ปล่อยแสงสีแดง ซึ่งทำให้ในเวลาเพียงไม่กี่นาที พลังจิตของเขาแข็งแกร่งขึ้นมาอีกหลายเท่า
เกิดเสียงเหมือนการดึงจุกไม้ก๊อกดังก้องอยู่ในอากาศ
โจวอี้หลับตาลงโดยไม่รู้ตัว แต่เขายังคง “เห็น” ฉากภายนอก เหมือนเรดาร์ที่ไม่มีมุมอับ และเขา “เห็น” ทุกอย่างในรัศมีสามเมตร
“ปลดปล่อยพลังจิตสู่ภายนอก?”
ฉู่เทียนฮุ่ยซึ่งนั่งอยู่ตรงข้ามกับโจวอี้แสดงสีหน้าตกตะลึง
ปกติแล้วผู้ฝึกยุทธ์ระดับปรมาจารย์จะทำได้เพียงแค่สัมผัสถึงพลังของฟ้าดินและยืมพลังของฟ้าดินมาใช้ได้บ้างเล็กน้อยเท่านั้น จะมีก็แต่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขึ้นไปเท่านั้นที่จะสามารถขยายพลังจิตออกไปผสานรวมกับพลังแห่งฟ้าดิน เพื่อใช้มันเสริมสร้างความแข็งแกร่ง
หนึ่งยืม หนึ่งผสาน
การยืมเป็นการยืมชั่วคราว ทว่าการผสานคือการเข้าใจในพลังแห่งฟ้าดิน และนำพวกมันมาเป็นพลังของตน
ทั้งสองรูปแบบนี้แตกต่างกันมาก
ฉู่เทียนฮุ่ยไม่คาดคิดว่าศิษย์ของเธอที่ได้รับอักขระจากเตาหลอมสยบวิญญาณจะสามารถปลดปล่อยพลังจิตออกมาผสานกับพลังแห่งฟ้าดินได้เร็วขนาดนี้ และดูเหมือนเริ่มเข้าใจในพลังแห่งฟ้าดินอีกด้วย
เริ่มต้นเร็วเช่นนี้ ความสำเร็จในอนาคตคงจะต้องสูงมาก
สำหรับปรมาจารย์หลายคนที่ยิ่งใหญ่ เมื่อพวกเขายิ่งฝึกฝน พวกเขาก็ยิ่งพบอุปสรรคจนไม่สามารถทะลวงก้าวเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้ แต่สำหรับโจวอี้นั้นไม่น่าจะพบเจอปัญหาแบบเดียวกัน เขาน่าจะทะลวงเข้าสู่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ได้อย่างไม่ยากเย็น
เวลาล่วงเลยไป
เพียงครึ่งนาที โจวอี้ก็ลืมตาขึ้น
เขารู้สึกเจ็บปวดในหัวอย่างรุนแรง เขายกมือขึ้นนวดขมับของตัวเอง จากนั้นมองไปที่ฉู่เทียนฮุ่ยและถามว่า “อาจารย์ ผม… พลังจิตของผมถูกปลดปล่อยออกมาแล้วเหรอ?”
“ถูกต้อง!” ฉู่เทียนฮุยพยักหน้าอย่างมีความสุข
“แต่ปกติแล้วการจะทำแบบนี้ได้ต้องสำเร็จในระดับบรรพจารย์ยุทธ์เท่านั้นนี่นา” โจวอี้ถามด้วยความสงสัย
“ไม่มีสิ่งใดแน่นอนในโลกนี้ โดยเฉพาะตั้งแต่ที่นายสามารถสามารถดูดซับอักขระในเตาหลอมสยบวิญญาณได้ ทุกอย่างมันก็ไม่เป็นไปตามเดิมแล้ว ดังนั้นมันจะน่าแปลกใจอะไรอีกกับการที่นายจะสามารถปลดปล่อยพลังจิตของตัวเองออกมาได้ตั้งแต่อยู่ในระดับปรมาจารย์?” ฉู่เทียนฮุ่ยอธิบาย
โจวอี้คิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเข้าใจว่าสิ่งที่อาจารย์พูดมานั้นสมเหตุสมผล
การปลดปล่อยพลังจิตได้ก่อนนั้นก็ไม่น่ามีปัญหาอะไร…เขาจึงยิ้มออกมาและพูดว่า “อาจารย์ ถ้าไม่มีอะไรที่นี่ให้ผมทำแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนดีกว่า แต่ถ้าอาจารย์มีปัญหาอะไร โทรหาผมได้ตลอดเวลาเลย”
“อืม!”
ฉู่เทียนฮุ่ยชี้ไปที่กระเป๋าสีดำอีกใบที่เขายังไม่เปิดและพูดด้วยรอยยิ้ม “เอาโอสถเหล่านี้ไปใช้! หรือจะมอบมันให้เป็นของขวัญกับใครก็ได้ สิ่งที่สำนักโอสถของเราไม่เคยขาดคือโอสถ!”
“อาจารย์ ท่านใจกว้างมากเลยนะ”
โจวอี้ยกนิ้วโป้งและกล่าวชม
เขาไม่รีบร้อนที่จะเปิดกระเป๋าบรรจุโอสถ เพราะเขารู้ดีว่าอาจารย์เป็นคนนำพวกมันมาให้เขาเอง ดังนั้นคุณภาพของโอสถจึงน่าจะดีเยี่ยม