หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 536 การชักจูงที่ไม่ได้ผล
บทที่ 536 การชักจูงที่ไร้ผล
ก่อนที่โจวอี้จะออกจากซิดนีย์ เขาซื้อของฝากมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม หรือแม้แต่ของเล่น และมอบให้จางหม่านเยว่ขนพวกมันกลับมาให้ ในขณะเดียวกันเขาก็ให้เธอไปหาซื้อเครื่องประดับที่สวยงามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับทอง เงิน เพชร และมรกต
“ของขวัญของลูกอยู่ในห้องนั่งเล่นน่ะ กินข้าวเสร็จแล้วก็ไปเลือกเลย!” โจวอี้ยิ้ม
เขาไม่รู้ว่าจางหม่านเยว่นำพวกเครื่องประดับ ทอง เงิน และอัญมณีกลับมาที่จีนได้อย่างไร แต่เมื่อเขามาถึงสนามบิน จางหม่านเยว่ได้ส่งมอบมันให้เขาแล้ว
“เย่!”
ถังเหมียวเหมี่ยวและถังเสี่ยวรุ่ยดูตื่นเต้นและรีบกินอาหารเช้าทันที
โจวอี้ตามถังหว่านไปที่ห้องครัว และเมื่อเห็นเธอหันหลังให้ เขาก็หยิบก้อนผลึกขนาดเท่าไข่ไก่ออกมาจากกระเป๋า
ชายหนุ่มกอดถังหว่านจากด้านหลัง แล้วยื่นของในมือออกมาให้เธอดู
“นี่คือของขวัญที่ผมเอามาให้คุณ คุณชอบไหม?” โจวอี้กระซิบถามข้างหูหญิงสาว
“คริสตัล?” ถังหว่านถามทั้งที่ร่างกายของเธอรู้สึกอ่อนระทวย ใบหูของเธอร้อนผ่าว แต่เธอก็ยังคงเก็บความเขินอายไว้ในใจ
“นี่คือเพชรแท้ที่ยังไม่ผ่านการเจียระไนจากช่างฝีมือใด ๆ คุณชอบรูปทรงแบบไหน เดี๋ยวผมจะเป็นคนแกะสลักให้เอง” โจวอี้ถามยิ้ม ๆ
“อื้ม!” ถังหว่านตอบกลับด้วยรอยยิ้มที่ดูพึงพอใจ
เธอรู้ว่าเทคนิคการแกะสลักของโจวอี้นั้นสุดยอดมาก และเพชรที่ยังไม่ได้เจียระไนก้อนนี้ก็มีขนาดใหญ่มาก อย่างน้อยก็น่าจะสามสิบหรือสี่สิบกะรัต ต่อให้มันจะไม่ได้รับการแกะสลัก แต่มันก็ยังมีค่ามาก
“อย่าใช้เงินสิ้นเปลืองสิ เราต้องเก็บไว้ให้ลูกนะ!” ถังหว่านอารมณ์ดีแต่ก็ยังเอ่ยเตือน
“เพชรนี้ผมไม่ได้ซื้อมาด้วยเงิน ผมหามาได้ด้วยความสามารถของผม” โจวอี้หัวเราะ
“ความสามารถอะไร?” ถังหว่านถามด้วยความสงสัย
“ความสามารถของผมมีมากเกินไป ผมพูดไม่จบในวันเดียวหรอก” โจวอี้ยิ้ม
“เชอะ…”
หลังจากรับประทานอาหารเช้า
โจวอี้และลูกสาวทั้งสองคนของเขาก็มาที่ห้องนั่งเล่นเพื่อเปิดกล่องของขวัญทั้งสองกล่อง ชายหนุ่มให้พวกเธอเลือก แล้วเล่นกับพวกเธอสักพัก จากนั้นก็ไปที่สนามเพื่อตามหาอิงหง
“หลังจากที่ฉันไป มีศัตรูเข้ามาโจมตีเยอะไหม?” โจวอี้ถาม
“มีหลายกลุ่มมากเลยล่ะอาจารย์ลุงน้อย แต่หลังจากสองสามวันที่ผ่านมาก็ไม่มีผู้โจมตีอีกเลย และตามข่าวจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง นักฆ่าเกือบทั้งหมดที่แอบเข้ามาในเมืองจินหลิงออกไปกันหมดแล้ว” อิงหงกล่าว
“อืม! รางวัลค่าหัวถูกยกเลิกแล้ว ซึ่งนักฆ่าที่เห็นแก่เงินพวกนั้นก็รู้ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่จะอยู่ที่นี่ พวกเขาไม่คิดที่จะโจมตีโดยที่ไม่ได้อะไรตอบแทน แต่ยังไงช่วงนี้เราก็ยังไม่ควรประมาท” โจวอี้กล่าว
“เข้าใจแล้วค่ะ” อิงหงพยักหน้า
จากนั้นสายตาของเธอก็มองออกไประยะไกลราวเจ็ดแปดเมตร และพบว่ามีร่างสองร่างซึ่งกำลังยืนนิ่งราวกับรูปปั้น แววตาของเธอเต็มไปด้วยความสงสัย เธอรู้สึกว่าชายหญิงที่อายุราว ๆ 30 ปีทั้งสองคนนั้นดูเหมือน…หุ่นยนต์ไร้อารมณ์
“อาจารย์ลุงน้อย ผมเอาของมาแล้ว” เฉินซานออกมาพร้อมกับกระเป๋าเดินทางสีดำในมือ
“ส่งมันให้พวกเขา!” โจวอี้กล่าว
“ครับ!”
เฉินซานยื่นกระเป๋าเดินทางสีดำให้หนึ่งในนั้นซึ่งก็คือ เมฆหนึ่ง
โจวอี้จุดบุหรี่สูบและพูดว่า “ในกระเป๋ามีโอสถที่ช่วยการบ่มเพาะ น้ำลายมังกร และแก่นวิญญาณ”
“มีโอสถสามชนิดอยู่ในกระเป๋า ชนิดละหนึ่งขวด พวกนายหกสิบคนในค่ายจะได้รับชนิดละเม็ดเท่ากันทุกคน”
“มีน้ำลายมังกรร้อยยี่สิบหยด รับไปคนละสองหยด”
“มีแก่นวิญญาณอยู่สองร้อยสี่สิบ รับไปคนละสี่แก่น”
“เอาทั้งหมดนี้กลับไปและแบ่งปันอย่างเท่าเทียมกัน”
“หกเดือนหลังจากนี้ พวกนายทุกคนจะต้องอยู่ในค่ายและฝึกฝนให้ดี ฉันหวังว่าหลังจากที่พวกนายใช้ทรัพยากรในการฝึกฝนเหล่านี้จนหมด ความแข็งแกร่งของทุกคนจะไปสู่ระดับที่สูงขึ้น”
“เพราะครึ่งปีหลัง ฉันมีงานสำคัญให้ทำ”
โจวอี้พูดจบก็ยืนมองดูพวกเขาอย่างเงียบ ๆ
“รับทราบ!” คนทั้งสองตอบอย่างมุ่งมั่น
โจวอี้เงียบไปครู่หนึ่งและถามว่า “นายเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของค่ายลับใช่ไหม?”
“ใช่ครับ!” เมฆหนึ่งพยักหน้า
“นายขาดเงินไหม?” โจวอี้ถาม
“ตอนนี้ยัง เพราะยังเหลือใช้ได้อีกสามเดือนครับ”
“ใช้เงินเดือนละเท่าไหร่?”
“แปดแสนดอลลาร์” เมฆหนึ่งกล่าว
แปดแสนดอลลาร์?
เท่ากับสี่ล้านหยวน?
โจวอี้แอบประหลาดใจ ค่ายลับมีสมาชิกแค่หกสิบคน เงินทุนที่ให้ไปไม่จำเป็นต้องใช้จ่ายในเรื่องเงินเดือน ไม่มีโบนัส เงินทุนนี้ใช้สำหรับกินดื่มดำรงชีวิตเพียงอย่างเดียว แต่ทำไมพวกเขาถึงต้องใช้เงินมากขนาดนี้?
นี่มันคือเครื่องผลาญเงินชัด ๆ!
โจวอี้โชคดีที่ได้รับความมั่งคั่งมากมายจากซิดนีย์ ไม่เช่นนั้นเขาคงรู้สึกเจ็บปวดใจหากคิดถึงค่าใช้จ่ายที่เขาต้องใช้สนับสนุนคนเหล่านี้เพียงอย่างเดียว
เงิน!
เขารู้สึกว่าตอนนี้กระเป๋าของเขาตุงและมีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม
“ตั้งแต่เดือนนี้เป็นต้นไป สมาชิกทุกคนในค่ายลับจะได้เงินสำหรับใช้จ่ายส่วนตัวของแต่ละคนเดือนละสองหมื่นดอลลาร์ ส่วนงบการดำรงชีพ ฉันจะเพิ่มให้เป็นเดือนละหนึ่งล้านดอลลาร์! เอาหมายเลขบัญชีของนายมา แล้วฉันจะโอนเงินให้ยี่สิบล้านดอลลาร์เป็นก้อนแรก” โจวอี้กล่าวอย่างใจเย็น
ให้เงินเดือนใช้ส่วนตัว?
ในที่สุดสีหน้าของเมฆหนึ่งและเมฆสองก็เปลี่ยนไป สีหน้าของพวกเขาดูตกใจ
พวกเขาอาศัยอยู่แต่ในค่ายลับ พวกเขาไม่เคยต้องการเงินเดือน
สมาชิกทุกคนของค่ายลับนั้น ไม่ว่าใครจะต้องการใช้จ่ายอะไร ตราบใดที่รายงานไปยังเมฆหนึ่งก็จะได้รับเงินทุนดำเนินการที่จำเป็นสำหรับภารกิจ!
“เมฆสอง เธออายุเท่าไหร่?” โจวอี้ถามด้วยรอยยิ้ม
“เรียนท่านลอร์ด ปีนี้ฉันอายุสามสิบเอ็ดค่ะ” เมฆสองตอบด้วยความเคารพ
“มีแฟนหรือเปล่า แต่งงานหรือยัง? มีลูกหรือยัง?” โจวอี้ถามรัว ๆ
“ฮะ?”
เมฆสองตกตะลึง
คำถามนี้…ไม่มีใครเคยถามเธอ และเธอก็ไม่เคยคิดถึงมัน!
เธอรู้เพียงว่าเธอมีชีวิตอยู่เพื่อองค์กร ฆ่าคน ทำงานต่าง ๆ ที่ได้รับมอบหมาย จากนั้นก็กลับมาอยู่ในค่ายลับเพื่อการบ่มเพาะพลัง
โจวอี้มองไปที่เมฆหนึ่งและถามว่า “เมฆหนึ่ง นายเคยมีความรักไหม? แต่งงานแล้วหรือยัง?
“ไม่…ไม่เคยครับ” เมฆหนึ่งตอบด้วยความงุนงง
“เมฆหนึ่งและเมฆสอง ฉันไม่สนใจว่าดิอาโบลเคยออกกฎอะไรให้พวกนายทำมาก่อน แต่ตอนนี้ฉันคือลอร์ดของพวกนาย ดังนั้นฉันจะทำทุกอย่างตามความคิดของฉัน”
“พวกนายเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เครื่องจักรสังหาร แน่นอนพวกนายควรมีความภักดี แต่พวกนายก็ต้องมีอารมณ์อื่นด้วย”
“สมาชิกค่ายลับทุกคนจะได้รับวันหยุด 2 เดือนทุกปี เพื่อให้ออกไปหาความรัก หาแฟน หาสามี หาภรรยา ถ้าใครอยากแต่งงานมีลูก ก็ให้เขาปกปิดตัวตนที่แท้จริงแล้วลงหลักปักฐานซะ หากไม่มีงานสำคัญเป็นพิเศษ ฉันจะไม่ติดต่อสมาชิกที่มีครอบครัวแล้ว” โจวอี้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“…”
เมฆหนึ่งและเมฆสองมองหน้ากันด้วยความงุนงงสุดขีด
การทำภารกิจฆ่าคนคือเรื่องง่ายมากสำหรับพวกเขา
แต่ไอ้การตกหลุมรักและแต่งงาน…
นั่นคือสิ่งที่พวกเขาควรทำเหรอ?
ลอร์ดคนใหม่…มีความคิดที่แตกต่างออกไปจริง ๆ!
โจวอี้มองไปยังคนทั้งสองและรู้ว่าการเปลี่ยนรูปแบบความคิดของพวกเขานั้นคงจะไม่ง่าย เพราะดิอาโบลไม่เคยปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะมนุษย์มาก่อน และยังปลูกฝังให้พวกเขากลายเป็นเครื่องจักรที่ไร้ความรู้สึกตั้งแต่อายุยังน้อย
ดังนั้นคงต้องใช้เวลาอย่างค่อยเป็นค่อยไป!
เขาต้องการผู้ใต้บัญชาที่ซื่อสัตย์ มีหัวใจที่เป็นมนุษย์ ไม่ต้องการคนเดนตายที่ไร้ความรู้สึก
เขาเชื่อว่าคนเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถ้าการบังคับให้เปลี่ยนแปลงนี้ล้มเหลว เขาก็จะใช้การชักจูงเป็นแผนสำรองอีกลำดับ
เมื่อโจวอี้คิดถึงสิ่งนี้ มุมปากของเขาก็ยกขึ้นก่อนจะพูดว่า “เมื่อกลับไปค่ายลับ จงบอกสมาชิกทุกคนว่า คนแรกของค่ายลับที่แต่งงานจะได้รับรางวัลเป็นทรัพยากรบ่มเพาะจากฉันจำนวนมาก และถ้าใครมีทายาทเป็นคนแรก ฉันจะทำให้เขากลายคนที่ทรงพลังที่สุด รวมไปถึงลูกของเขา ฉันก็จะทำให้กลายเป็นเด็กที่ยอดเยี่ยมที่สุดเช่นกัน”
ครั้นเมฆหนึ่งและเมฆสองได้ยินคำพูดนี้ พวกเขาก็เหมือนกับพระชราที่ผ่านโลกมามาก
มันไม่ส่งผลใด ๆ ต่อจิตใจของพวกเขาเลยสักนิด