หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 540 เจอหนี่อันหงอีกครั้ง
บทที่ 540 เจอหนี่อันหงอีกครั้ง
โรงแรมโซเฟีย
อันเจียรุ่ยมองไปที่หนี่อันหงด้วยรอยยิ้มไม่เต็มที่นัก เขาไม่คิดเลยว่าผู้ชายคนนี้จะมีเพื่อนในเมืองจินหลิง
ทว่าคราวนี้มันคือตระกูลเจี่ยงในจินหลิงที่เขาบาดหมางด้วย
“เขาจะกล้ามาที่นี่เหรอ?” อันเจียรุ่ยพูดติดตลก
“กล้ามาไหมเหรอ? ฮ่า ๆ! ถอนคำพูดนั้นดีไหม? น้องชายของฉันคนนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ถ้าโลกนี้มีปีศาจ เขาจะเป็นราชาปีศาจอันดับต้น ๆ ของโลกแน่นอน และเขาจริงใจต่อเพื่อนพี่น้องเป็นที่สุด ดังนั้นแน่นอนว่าเขาจะทำทุกอย่างที่ทำได้เพื่อพี่ชายคนนี้!” หนี่อันหงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“…”
อันเจียรุ่ยกลอกตา
เขาเติบโตมากับหนี่อันหงตั้งแต่ยังเด็ก เขาจึงรู้จักนิสัยของชายคนนี้เป็นอย่างดี ชายคนนี้มักจะโอ้อวดเสียงดัง และผูกมิตรกับเพื่อนทุกประเภทไปทั่ว คราวนี้เพื่อนที่เรียกมาก็ไม่น่าจะหวังพึ่งได้ จริงไหม? เมื่อถึงเวลานั้นค่อยไล่ให้กลับไปก็แล้วกัน…
กริ๊ง!
อันเจียรุ่ยรับโทรศัพท์ จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นย่ำแย่
พ่อของเขาโทรมาสั่งให้เขาไปหาตระกูลเจี่ยงเพื่อขอโทษด้วยตัวเอง คนของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงไม่ต้องการเข้ามาช่วยเพราะทางฝั่งเขาเองก็มีผู้ฝึกยุทธ์อยู่ด้วย
แต่ฉินลู่ไม่ได้ทำอะไรสักหน่อยตั้งแต่ต้นจนจบ!
เป็นบอดี้การ์ดสองคนของเขาต่างหาก ที่ปกป้องเขาจนได้รับบาดเจ็บ เช่นเดียวกับคนขององค์กรใต้ดินที่เขาจ้างมาในราคาสูง
“เป็นอะไร? ใครโทรมา?” หนี่อันหงถามด้วยความสงสัย
“พ่อฉันเองน่ะ เขาให้ฉันไปที่ตระกูลเจี่ยงเพื่อขมา และชดใช้ด้วยสิ่งของแทนคำขอโทษ” อันเจียรุ่ยพูดพร้อมกับกัดฟันกรอด
“เฮ้ ๆ ฉันรู้จักนิสัยของนายดี คนอย่างนายไม่มีทางเป็นฝ่ายเริ่มสร้างปัญหาในจินหลิงแน่นอน ต้องเป็นตระกูลเจี่ยงที่มายั่วยุนายก่อนสินะ แต่ตอนนี้พ่อของนายกลับต้องการให้นายไปขอขมาเนี่ยนะ? พ่อของนายเสียสติไปแล้วรึไง?” หนี่อันหงกลอกตาและพ่นลมหายใจ
“ที่พ่อของฉันตัดสินใจแบบนี้เพราะเขารู้ว่าน้ำไกลไม่อาจดับไฟใกล้ได้ เขาไม่สามารถมาที่จินหลิงเพื่อปกป้องฉันได้ยังไงล่ะ” อันเจียรุ่ยพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด
“แล้วทำไมยังจะต้องการการปกป้องจากเขาอีกล่ะ? แค่มีน้องชายของฉันในเมืองจินหลิง เราก็สามารถเดินไปไหนก็ได้!” หนี่อันหงกล่าวอย่างภาคภูมิใจ
“นายคิดว่านายเป็นปู(เบ่งกล้าม)รึไง!” อันเจียรุ่ยพูดอย่างหงุดหงิด
เขาไม่มีความหวังกับหนี่อันหงแม้แต่น้อย ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงเพื่อนของหนี่อันหงคนนั้นเลย อีกฝ่ายจะกล้ามาหรือเปล่า หลังจากที่รู้ว่าเขาทำให้ตระกูลเจี่ยงขุ่นเคือง
สี่สิบนาทีต่อมา
ขณะที่อันเจียรุ่ยกำลังสูบบุหรี่อยู่บนโซฟา กริ่งหน้าประตูก็ดังขึ้น ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกโล่งใจ
“น่าจะเป็นคนที่พ่อส่งมา”
เขาลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู และพบว่ามีชายหนุ่มแปลกหน้ายืนอยู่
อันเจียรุ่ยขมวดคิ้วและถามว่า “นายเป็นใคร?”
“ผมมาหาหนี่อันหง เขาอยู่ที่นี่ไหม?”
“นายเป็นใคร?”
“ผมแซ่โจว ชื่อโจวอี้ เป็นเพื่อนของพี่หนี่”
เพื่อนของหนี่อันหง?
หนี่อันหงโทรหาคนคนนี้ก่อนหน้านี้?
เขากล้าดียังไงถึงมาที่นี่?
นายไม่รู้จักตระกูลเจี่ยงในจินหลิงเหรอ? นายยังมีความมั่นใจอยู่อีก?
อันเจียรุ่ยรู้สึกประหลาดใจแต่ก็พยักหน้าและปล่อยให้โจวอี้เข้ามา
“ฮ่า ฮ่า… น้องโจว นายมาเร็วมาก! คิดถึงฉันมากไหม?” หนี่อันหงหัวเราะและอ้าแขนออกทำท่าทางจะกอดโจวอี้
“คิดถึงพี่น้องเป็นธรรมดา แต่อย่ากอดผมเลย ผมชอบกอดแค่ผู้หญิง” โจวอี้ยิ้มและหลบอ้อมแขนของอีกฝ่าย จากนั้นก็หรี่ตามองสภาพอีกฝ่ายแล้วถามว่า “หืม? ใครเป็นคนทำร้ายคุณ? ตระกูลเจี่ยงเหรอ?”
“เอ่อ…”
หนี่อันหงดูกระอักกระอ่วนและพูดด้วยรอยยิ้มแห้ง “มันไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลเจี่ยง อันนี้เป็นฝีมือผู้หญิงของฉันเองน่ะ”
“ผู้หญิงของคุณ?” โจวอี้ตกใจมาก
“ฮะ ฮะ…”
เมื่อเห็นว่าแม้จะถูกทุบตีจนในหบ้าบวมปูดแต่อีกฝ่ายก็ยังยิ้มได้ ดังนั้นโจวอี้จึงไม่ได้สนใจที่จะถามเกี่ยวกับเรื่องนี้อีก
“น้องโจว นี่คือพี่น้องของฉันเอง เขาชื่ออันเจียรุ่ย เราเติบโตมาด้วยกัน แม้ว่าเขาจะดูน่ารังเกียจแต่เขาก็เป็นมิตรที่จริงใจมาก คราวนี้เป็นปัญหาของเขา แต่ฉันเป็นคนขอให้นายช่วย ดังนั้นถือว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณนายนะ โปรดช่วยฉันจัดการเรื่องของเขาให้ที!” หนี่อันหงหัวเราะ
…….
โจวอี้พยักหน้าก่อนจะมองไปที่อันเจียรุ่ยแล้วถามว่า “ผมจำเป็นต้องรู้สาเหตุก่อนว่าทำไมคุณถึงมีความขัดแย้งกับตระกูลเจี่ยง”
อันเจียรุ่ยไม่อยากพูด เพราะเขารู้สึกว่าโจวอี้ยังเด็กเกินไปที่จะช่วย
ทว่าเมื่อคิดถึงเรื่องที่ว่าทันทีที่หนี่อันหงโทรไปบอก ชายหนุ่มคนนี้ก็รีบมาทันที ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายมีนิสัยไม่เลวเลย
ช่างเถอะ!
อันเจียรุ่ยส่ายหัวและพูดว่า “น้องโจว นายใจดีมาก แต่ฉันทำให้ตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ขุ่นเคือง ดังนั้นฉันจะไม่ให้นายยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เด็ดขาด ตอนนี้นายควรไปได้แล้วและพาหนี่อันหงกลับไปด้วยไม่งั้นฉันเกรงว่ามันจะส่งผลต่อเขาด้วย”
“ผายลมเถอะ! ฉันกลัวที่ไหน..”
“อย่าไล่ผมแบบนี้สิ ตอนนี้คุณทำให้พี่หนี่เป็นหนี้บุญคุณผมแล้ว ดังนั้นคุณไม่ควรทำให้โอกาสนี้เสียไปแบบเปล่าประโยชน์” โจวอี้ขัดจังหวะหนี่อันหงด้วยรอยยิ้มและพูดต่อไปว่า “ก่อนจะมาถึงผมขอให้ใครบางคนนัดกับเจี่ยงซือเหมาผู้นำตระกูลเจี่ยงเรียบร้อยแล้ว หากผมเดาถูก ตอนนี้เขาน่าจะมาถึงโรงแรมแล้ว ลงไปพบเขากันเลยดีไหม?”
สีหน้าของอันเจียรุ่ยเปลี่ยนไปทันทีที่ได้ยินคำพูดนี้
คนที่พ่อส่งมายังมาไม่ถึง นอกจากหนี่อันหงแล้ว เขามีฉินลู่เพียงคนเดียวที่ไม่รู้ว่าไปซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เวลานี้หากให้ไปหาผู้นำตระกูลเจี่ยง ถ้าอีกฝ่ายไม่ไว้หน้าโจวอี้ เขาจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรอกเหรอ?
หนี่อันหงพูดอย่างไม่ใส่ใจ “ไปกันเถอะ! น้องโจวพูดขนาดนี้แล้วเราลงไปพบตระกูลเจี่ยงกันเลย!”
“รอก่อน!”
อันเจียรุ่ยไม่มั่นใจในตัวโจวอี้ เขาจึงส่ายหน้าและพูดว่า “พ่อของฉันส่งคนมาที่นี่แล้ว ซึ่งน่าจะมาถึงในไม่ช้านี้แหละ เรารอจนกว่าพวกเขาจะมาถึงดีกว่า”
โจวอี้รู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่เชื่อมั่นในตัวเขา
แต่มันไม่สำคัญ! เพราะเขามาที่นี่เพราะหนี่อันหง อีกฝ่ายจะเชื่อหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด
“พี่หนี่ งั้นเรารออีกหน่อยแล้วกัน” โจวอี้ปลอบใจหนี่อันหง ก่อนจะหยิบบุหรี่ออกมาโยนให้อีกฝ่ายแล้วนั่งลงบนโซฟา
หนี่อันหงรู้สึกหงุดหงิดมาก เขากลอกตาไปที่อันเจียรุ่ย จากนั้นก็นั่งลงข้างโจวอี้และพูดว่า “น้องโจว ไอ้เพื่อนฉันคนนี้ภายนอกเหมือนจะเป็นคนกล้า แต่จริง ๆ แล้วข้างในปอดแหกเหลือเกิน นายอย่าไปถือสาเขาเลยนะ หลังจากจัดการเรื่องนี้เสร็จ ฉันจะส่งเขากลับไปที่ฮาร์บินทันที”
“ฮ่า ๆ!”
โจวอี้ยิ้มและไม่ได้พูดอะไร
อันเจียรุ่ยเบ้ปากและขี้เกียจเกินกว่าที่จะโต้เถียงกับหนี่อันหงผู้มีฝีปากกล้า
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ
ราว ๆ หนึ่งชั่วโมงต่อมา ชายฉกรรจ์ทั้งหกคนก็มาถึง
เมื่ออันเจียรุ่ยเห็นพวกเขา ในที่สุดหัวใจที่ตึงเครียดของเขาก็ผ่อนคลายลงไปมาก
โจวอี้มองไปที่คนทั้งหกและอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตลก
หกคนนี้ไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ในจินหลิง ทว่าอันเจียรุ่ยกลับแสดงอาการโล่งใจเนี่ยนะ?
ชายคนนี้คงไม่รู้จักตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ดีนัก!
“ตอนนี้เราลงไปได้แล้วใช่ไหม? เจี่ยงซือเหมาผู้นำตระกูลเจี่ยงน่าจะยังรออยู่ข้างล่าง แต่ยิ่งถ้าเขารอนานเท่าไหร่ เขาก็จะยิ่งโกรธมากกว่าเดิมนะ” โจวอี้กล่าว
“งั้นเราลงไปเลย!” อันเจียรุ่ยดูรีบเร่ง
“เราควรจะลงไปตั้งนานแล้ว! กับอีแค่เรื่องนี้ต้องมานั่งรอห่าเหวอะไรไม่รู้ เสียเวลามากมายไปฟรี ๆ ตั้งแต่มาถึงจินหลิง ฉันยังไม่ได้มีช่วงเวลาดี ๆ ที่เต็มไปด้วยสีสันเลยนะ!” หนี่อันหงคำรามบ่น