หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 575 การแก้แค้นมาถึง
บทที่ 575 การแก้แค้นมาถึง
ร่างกายของหูเส้าเหวินสั่นสะท้าน
เขาคิดว่าถังหว่านไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง แต่คนที่ควรมีส่วนเกี่ยวข้องคือโจวอี้
ใช่แล้ว!
โจวอี้เป็นแพทย์แผนจีน
แต่โจวอี้มีทักษะทางการแพทย์ที่เหนือกว่าคนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง สามารถรักษาโรคที่รักษาไม่หายของพ่อได้!
แพทย์แผนจีนธรรมดา แม้แต่ปรมาจารย์แพทย์แผนจีนก็รักษาพ่อของเขาไม่ได้ มีแต่แพทย์แผนจีนที่มีความสามารถพิเศษเท่านั้นที่ทำได้
ตัวอย่างเช่นนักหลอมโอสถลึกลับในโลกผู้ฝึกยุทธ์
ใช่ไหม?
“แกเดาออกได้แล้วรึยัง?” หูจินหรงถามเมื่อเห็นสีหน้าของลูกชายคนเล็กแปรเปลี่ยนไป
“สำนักโอสถ?”
“ฮ่า! ยังดีที่แกยังมีสมองอยู่บ้างนิดหน่อย!” หูจินหรงพ่นลมหายใจอย่างเย็นชาแล้วพูดว่า “โจวอี้เป็นศิษย์ของสำนักโอสถ และเป็นศิษย์เพียงคนเดียวของเจ้าสำนักโอสถ ถ้าฉันเดาไม่ผิด เขาก็คงจะเข้าร่วมกับคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง และดำรงตำแหน่งระดับสูงมากซะด้วย!”
“ผม…” หูเส้าเหวินกลืนน้ำลายและพูดอะไรไม่ออก
“ตอนนี้แกเข้าใจหรือยังว่าแกสร้างปัญหาให้ฉันมากแค่ไหน!” หูจินหรงถามอย่างเย็นชา
“ใช่ ผมรู้แล้ว” หูเส้าเหวินก้มศีรษะลงและพูดอย่างขมขื่น “พ่อ ผมผิดไปแล้ว”
“ผิดเหรอ รู้ไหมว่าฉันต้องชดใช้ให้กับความผิดพลาดของแกเท่าไหร่!” หลังจากที่หูจินหรงถาม เขาก็ส่ายหัวและโบกมือ “ออกไป!”
ครู่ต่อมา
เวลานี้เหลือเพียงหูจินหรงและภรรยาของเขาอย่างเหวินเยว่ที่อยู่ในห้องนั่งเล่น
“เรื่องนี้คุณคิดว่าไงคะ?” เหวินเยว่ถามออกมาอย่างลังเล
“ฉันจะคิดอะไรได้อีก? ลูกทั้งสี่คนของเราไม่ได้เรื่องกันทุกคน ฉันไม่สามารถวางใจมอบตระกูลหูให้พวกเขาได้สักคน” หูจินหรงถอนหายใจ
“แต่พวกเรามีลูกแค่สี่คน…”
“ถ้าลูกไม่ดีพอ ถ้างั้นเราก็ควรปลูกฝังหลานของเรา ฉันคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว เมื่อหลานโตขึ้น ฉันจะหาโอกาสคุยกับโจวอี้ ถ้า…ถ้าเป็นไปได้ ฉันหวังจะให้หลานของเราเข้าร่วมสำนักโอสถ” หูจินหรงกล่าว
“เข้าร่วมสำนักโอสถ?” แววตาของเหวินเยว่เป็นประกาย
“ใช่แล้ว สาวกของสำนักโอสถให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะจิตใจซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในโลกของผู้ฝึกยุทธ์ หากได้มาอย่างรับการฝึกฝนในสภาพแวดล้อมของสำนักโอสถ หลานของเราต้องเป็นคนดีมากแน่นอน…” หูจินหรงกล่าว ในหัวของเขาคำนวณสิ่งต่าง ๆ เป็นขั้นตอน
ณ ชั้นบนสุดของโรงแรมหว่านเจียง
เด็ก ๆ ห้าคนกำลังพูดคุยกันภายในห้องนอนขนาดใหญ่ที่กว้างขวาง
“พี่จู พี่ต้องการจะเปลี่ยนไปใช้แซ่โจวไหม?” เสี่ยวซวงเอ่ยถาม
“ฉันไม่สน เดิมทีฉันแซ่เฉิง แม้ว่าเขาจะรับเรามาเลี้ยง แต่การเปลี่ยนแซ่ของฉันคงไม่ง่าย แต่สำหรับพวกนายทุกคนการใช้แซ่โจวนับว่าเหมาะสม” เฉิงหยานจูกล่าวด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “โจวซวง โจวหม่านอี้ โจวเหวินเหวิน โจวเสี่ยวเถา ชื่อของพวกนายจะฟังดูดีขึ้นมาก”
“พี่จู ผมมีปัญหาที่ผมไม่เข้าใจ” โจวซวงพูดขึ้นทันที
“มีปัญหาอะไร?”
“เขารับเลี้ยงเรามา แต่ทำไมเขาถึงไม่ให้เราเรียกเขาว่าพ่อหรือลุง ทำไมเขาบอกให้เราเรียกเขาว่าอาจารย์ใหญ่?” โจวซวงถาม
“เขาบอกไม่ใช่เหรอว่าเขาต้องการสร้างโรงเรียนที่เราสามารถอยู่อาศัยและเรียนด้วยได้ ดังนั้นเขาก็เลยเป็นอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนเราไง!” เฉิงหยานจูกล่าว
“แบบนั้นนี่เอง!” โจวซวงพยักหน้าแล้วถามว่า “พี่จู พี่คิดว่าเขาทำงานอะไร เขเป็นหมอจริง ๆ เหรอ? แล้วเราจะมีชีวิตที่ดีในอนาคตจริงไหม?”
“ฉันไม่รู้ แต่ว่าฉันคิดเผื่อเอาไว้แล้ว ถ้าเราสามารถมีชีวิตที่ดีกับเขาได้ เราจะใช้ชีวิตในเมืองจินหลิงกับเขา แต่ถ้าเราไม่สามารถมีชีวิตที่ดีได้ ฉันจะพาพวกเราทุกคนหนี” เฉิงหยานจูคิดอย่างรอบคอบ
“อืม!”
เด็กอีกสี่คนพยักหน้าหนักแน่น
สี่ทุ่ม
ชั้น 24 ของโรงแรมหว่านเจียง
ฉีซินกำลังเมามาย เขาฮัมเพลงระหว่างเดินออกมาจากลิฟต์
เขารู้สึกมีความสุขกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น การเข้าร่วมงานภาพวาดของเขาครั้งนี้ราบรื่นมาก แถมเมื่อวานนี้เขายังได้รับค่าปิดปากอีกสิบล้านหยวน แม้ว่าวันนี้เขาจะประหม่าทั้งวันเพราะการขายข่าว แต่การเปิดเผยข้อมูลออนไลน์ของถังหว่านก็ถูกลบออกไปอย่างกะทันหัน และหลังจากนั้นก็ไม่มีใครมารบกวนเขา สิ่งนี้ทำให้หัวใจที่ตึงเครียดของเขาผ่อนคลายลงได้มาก
ตอนนี้เขารู้สึกพอใจมาก
“ออกไป อย่ามาขวางทาง” ฉีซินก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าว และพบใครบางคนขวางทางอยู่ข้างหน้า เขาจึงโบกมือไล่ทันที
“นายคือฉีซินใช่ไหม?”
“ทำไม รู้จักฉันด้วยเหรอ?” ฉีซินดูประหลาดใจ
“เป็นนายจริง ๆ ด้วยสินะ ค่อยประหยัดเวลาหน่อย” โจวอี้ดีดฉีซินที่หน้าผาก ทำให้อีกฝ่ายหมดสติไป ก่อนจะคว้าคอลากไปที่ลิฟต์เหมือนสุนัขที่ตายแล้ว
ชายหนุ่มกดลิฟต์ขึ้นไปชั้นบน และไม่นานลิฟต์ก็มาถึงชั้นสูงสุด
โจวอี้พาฉีซินออกจากลิฟต์ เดินไปที่บันไดหนีไฟและขึ้นไปชั้นดาดฟ้า
จากนั้นก็ฉีกเสื้อผ้าของฉีซินออกอย่างรวดเร็ว เหลือไว้เพียงกางเกงในให้อีกฝ่าย เขาผูกฉีซินด้วยเชือกที่เตรียมมาไว้ล่วงหน้า แล้วผูกปลายเชือกอีกด้านเข้ากับโครงเหล็กบนชั้นดาดฟ้า ก่อนจะตบหน้าฉีซินแรง ๆ สองสามทีแล้วค่อยโยนอีกฝ่ายลงจากดาดฟ้า
ฉีซินลอยต่องแต่งอยู่ประมาณสามเมตรจากดาดฟ้ากลางอากาศ
“อ๊า!!…”
เสียงร้องเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและดังแหลมเสียดหู
ฉีซินเบิกตากว้าง
เมื่อฟื้นคืนสติ เขาพบว่าตัวเองถูกแขวนให้ลงมาจากชั้นดาดฟ้าโดยสวมกางเกงในเพียงตัวเดียวในฤดูหนาว ลมเย็นปะทะใส่ตัวเขาจนสั่นหงึก ๆ
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย ช่วยด้วย!”
“ใครแขวนฉันไว้วะเนี่ย! ช่วยฉันด้วย!”
ฉีซินตะโกนขอความช่วยเหลือ เสียงของเขาสั่นเครือ
“ตะโกนให้สุดเสียงเลย! ฉันสัญญาว่าจะไม่มีใครมาช่วยนายภายในสองชั่วโมงนี้แน่นอน และเมื่อมีใครขึ้นมาช่วย ตอนนั้นนายจะโด่งดังและมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งประเทศ” เสียงอันเย็นชาดังมาจากบนชั้นดาดฟ้า
ฉีซินแหงนหน้ามองอย่างสิ้นหวัง เขาเห็นใครบางคนนั่งไขว่ห้างอยู่ที่ริมดาดฟ้าสูงขึ้นไปสามเมตร
อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน เห็นได้เพียงราง ๆ ว่าอีกฝ่ายยังดูหนุ่มมาก
“นายเป็นใคร ทำไมต้องมาแขวนฉันไว้ที่นี่! ดึงฉันขึ้นไปเร็ว ๆ ถ้าเชือกขาด ฉันจะตกลงไปตาย และนายจะกลายเป็นฆาตกรนะ!” ฉีซินตะโกน
“นายกลัวเหรอ?” โจวอี้หัวเราะเยาะ
“ช…ใช่ ฉันยอมรับ ฉันยอมรับว่าฉันกลัวที่สุดแล้ว! ได้โปรดดึงฉันขึ้นไป! เราไม่มีความแค้นต่อกันสักหน่อย ได้โปรดอย่าทำฉันเลย!” ฉีซินตะโกน
“ไม่มีความแค้นต่อกันงั้นเหรอ? ใครบอกว่าเราไม่มีความแค้นต่อกัน?” โจวอี้หัวเราะเยาะ
“ฉันไม่รู้ว่านายเป็นใคร ฉันจะไปมีความแค้นกับนายได้ยังไง ได้โปรดดึงฉันขึ้นไปก่อน! ถ้าเรามีเรื่องอะไรกันจริง ๆ เราค่อย ๆ คุยกันเถอะ! ถ้าฉันทำอะไรผิด ฉันยินดีจะชดใช้ให้!” ฉีซินตัวสั่นและวิงวอน
“ฉันคิดว่าการคุยแบบนี้ดีที่สุดแล้ว” โจวอี้หัวเราะ
“ม..ม..ไม่! ไม่เลย! แบบมันอันตรายเกินไป ได้โปรดอย่าล้อเล่นกับชีวิตของฉันเลย!”
“ฉีซิน นายเคยได้ยินประโยคนี้ไหม รับเงินของคนอื่นไปแล้วก็ต้องทำให้คนอื่นเขาพอใจ? นายกับเมียของนายเอาเงินไปแล้วแต่กลับหักหลังกัน นายคิดว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องยอมรับการลงโทษเหรอ? นายคิดว่าแค่ร้องไห้และอ้อนวอนฉันสองสามคำ ฉันจะยอมให้อภัยเหรอ?”
โจวอี้หัวเราะเยาะ
รับเงิน?
จู่ ๆ สีหน้าของฉีซินก็เปลี่ยนไป
เขาจำเช็คเงินสดสิบล้านได้
เขาคิดจะเก็บเงินแต่ขายข้อมูล!