หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 708 ผู้ชายคนนั้นเก่งขนาดนี้เลยเหรอ?
ตอนที่ 708 ผู้ชายคนนั้นเก่งขนาดนี้เลยเหรอ?
เฉินเฉินถือกล้องส่องทางไกลมองไปทางเรือยอร์ชหรูที่อยู่ห่างออกไป สายตาเบิกกว้างโดยไม่กะพริบ ราวกับกำลังสอดแนมความลับอันยิ่งใหญ่ของโลกใบนี้
“อีกคนหนึ่งเหรอ?”
“ผู้ชายคนนี้ดูหล่อดีนะ!”
“เมื่อกี้ยังนั่งแทะเมล็ดแตงโมกับสาวสวยคนนั้นอยู่เลย ตอนนี้มาปกป้องเธอแล้ว ต่อไปต้องได้เห็นเรื่องสนุกหรือเปล่านะ”
“โห…ผู้หญิงคนนั้น เธอเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์เหรอ?”
“ถ้าได้ลงเอยกับผู้หญิงสวยขนาดนี้ เสียอายุขัยเป็นสิบปีก็ยอม”
“…”
เขามองด้วยความตื่นตาตื่นใจ ถึงขั้นจุดบุหรี่เอาไว้คาปากและสูบอย่างสบายอารมณ์
ทันใดนั้นเอง เฉินเฉินก็พลันหน้าเสีย บุหรี่ที่งับไว้มุมปากร่วงบนกางเกงสีสดใสและไหม้เป็นรูทันที เขาเห็นชายที่นั่งแทะเมล็ดแตงโมบนเรือยอร์ชระหว่างรับชมการต่อสู้ก่อนหน้านี้หันมาทางตนเอง เหมือนจับได้ว่าถูกแอบมองจากระยะไกล
“โอ๊ย!”
บุหรี่ไหม้ผิวเนื้อ ทำให้เฉินเฉินร้องด้วยความเจ็บและสะดุ้งโหยง ทว่าสิ่งที่เป็นกังวลกว่าคืออีกฝ่ายเห็นเขาหรือไม่ต่างหาก
ไม่มีทางหรอก ผู้ชายคนนั้นไม่มีทางเห็นเขาได้ มันไกลเกินไป
ทว่า…อีกฝ่ายเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์ชียวนะ! คนพวกนี้คงมีสายตาดีกว่าคนทั่วไปไม่ใช่เหรอ?
แล้วจะพูดอย่างไรได้ว่า ‘คืนเดือนมืดเข่นฆ่าผู้คน สายลมโหมกระหน่ำกองไฟลุกโชน’
ในค่ำคืนมืดมิด สำหรับคนทั่วไปคงไม่เห็นอะไร แต่คนที่เป็นผู้ฝึกยุทธ์นับเป็นโอกาสดีที่จะระเบิดภูเขาเผากระท่อม
สายตาของพวกเขาคงดีกว่าคนทั่วไปมาก
แล้วจะทำอย่างไรดี?
จะทำอย่างไรดี?
ถ้าผู้ชายคนนั้นอยากฆ่าปิดปาก ควรหนีเสียตั้งแต่ตอนนี้ไหมนะ?
เฉินเฉินทั้งอยากดูเรื่องสนุกและอยากหลบหนี
เขาพลันยกมือตบหน้าตนเอง
โง่จริง! โง่อะไรได้ขนาดนี้! อยู่ดูเรื่องน่ากลัวเหรอ? หนีเหรอ?
คนพวกนี้เป็นใครกัน เป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์เชียวนะ!
ก่อนหน้านี้ยังไม่ได้เผชิญด้วยตนเอง แต่ตอนนี้ได้เห็นหน้ากันแล้ว ถือเป็นโอกาสฟ้าประทานให้!
ถ้าได้เรียนรู้จากพวกเขา ต่อไปฉันอาจได้เป็นผู้ฝึกยุทธ์หรือเปล่า?
เฉินเฉินเปิดใจและไม่รู้สึกติดใจสาวสวยอีกต่อไป
เขาตัดสินใจคอยสังเกตการณ์อยู่อีกหน่อย ถ้าไม่มีความเคลื่อนไหวทางนั้น ก็จะรอให้เรือยอร์ชแล่นเข้ามาและเจรจากับพวกเขา มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่นา
ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ก็ยังต้องกินต้องใช้
เงิน…โชคดีที่เขาเป็นคนที่ร่ำรวยอยู่แล้ว!
เมืองเยี่ยเฉิง ณ คฤหาสน์หรูบนเขา
ช่วงนี้อู๋ซินเยว่ไม่ค่อยได้ใช้โทรศัพท์ นอกเสียจากคุยเรื่องงานกับลูกน้อง ตอนนี้เธอนั่งเอกเขนกอยู่บนเตียงในห้อง พลางดื่มชาระหว่างฟังสิ่งที่พี่จินโทรมาเล่า
“จะบอกว่าคนโง่สองคนนั้นสู้กันจนหมดท่า แต่โจวอี้เตือนไม่ให้พวกเขามาตามรังควานฉันกับเซี่ยหลู่เหรอ?”
เธอถามพร้อมรอยยิ้ม
“ใช่แล้ว คุณโจวบอกว่าคุณเป็นผู้หญิงของเขา ถ้าพวกเขากล้ามาตามตอแยอีกจะตัดหัวและโยนศพลงทะเลป้อนฉลามซะ ท่าทางดูอวดดีมาก” พี่จินข้ามเรื่องที่เขาพูดว่าเซี่ยหลู่เองก็เป็นผู้หญิงของเขา เพราะคิดว่าอีกฝ่ายจะไม่พอใจ และเพื่อหลีกเลี่ยงการขัดอารมณ์ของเจ้านาย
“ผู้ชายคนนี้…”
รอยยิ้มของเธอยิ่งสดใส รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาทันที
“เจ้านาย คุณโจวไม่อยากฉวยโอกาสตอนคนอื่นเสียเปรียบ ก็เลยให้เวลาพวกเขาฟื้นตัวสองชั่วโมง คุณเซี่ยก็ถือโอกาสนี้ขายยาฟื้นฟูให้ในราคาขวดละสองร้อยแก่นวิญญาณ แต่พวกเขาไม่ได้มีติดตัวมามากขนาดนั้น คุณเซี่ยเลยให้เขาทำหนังสือรับรองการเป็นลูกหนี้” พี่จินเล่า
“พรืด…”
อู๋ซินเยว่หลุดขำ ยัยปีศาจเซี่ยหลู่หน้าเนื้อใจเสือจริง ๆ! เธอยุยงให้ไอ้โง่สองคนนั้นสู้กัน พอบาดเจ็บสาหัสก็ให้สู้กับโจวอี้เพื่อโก่งราคาขายยาฟื้นฟู ทำเหมือนพ่อหนุ่มสองคนนั้นเป็นศัตรู!
กลางท้องทะเล เรือยอร์ชหรูลอยนิ่งอยู่บนผืนน้ำ เซี่ยหลู่คว้าเบ็ดตกปลาจากสักที่มานั่งบนหัวเรือ จับปลาที่โจวอี้ไม่เคยเห็นมาก่อนได้เป็นระยะ
“ตกปลามันสนุกขนาดนั้นเลยเหรอ?” เขาถามพลางแทะเมล็ดแตงโมและจิบน้ำ สายตาจ้องมองรอยยิ้มกว้างของเธอ
“สนุกสิ! ตอนปลากินเบ็ดเป็นช่วงเวลาที่สนุกที่สุดเลยล่ะ” เธอยิ้ม
“…”
เขารู้สึกว่าเธอมีความสามารถในการเป็นจอมยุยง หลายเดือนที่ผ่านมาเขาสุงสิงกับเธอมากขึ้น จึงได้เห็นความแข็งแกร่งของเธอ บ่อยครั้งยังนึกแปลกใจและนึกชื่นชม
ไม่ต้องเอ่ยถึงในภาพรวม แค่ในเรื่องความเพลิดเพลินในการใช้ชีวิต เขาก็แทบคารวะเธอตั้งแต่แรกแล้ว
เพียงพริบตาเดียวเวลาก็ล่วงเลยไปสองชั่วโมง
อาการบาดเจ็บของถังหลินเฟิงกับฉู่มู่เฟิงหายแทบหมดแล้ว เมื่อพวกเขาฟื้นตัวจากการถูกโจมตี จึงพุ่งตรงมาหาโจวอี้
“มาสู้กัน!” ฉู่มู่เฟิงเอ่ยเสียงแข็ง
ตอนนี้จิตวิญญาณนักสู้ของเขาลุกโชน ที่มาของแรงใจนี้มาจากเซี่ยหลู่ที่อยู่ข้างโจวอี้ ถึงกับคิดร่วมมือกับถังหลินเฟิงและฆ่าโจวอี้ในระหว่างการต่อสู้
ทว่าเมื่อกวาดสายตาไปมองไม้เท้าหัวมังกรข้างตัวโจวอี้ก็นึกลังเลใจ
ตอนนี้เขาเดาได้บ้างว่าแม้อีกฝ่ายจะไม่ใช่เจ้าสำนักโอสถ แต่ก็ได้ครอบครองอาวุธของเจ้าสำนัก สิ่งนี้ย่อมบ่งบอกว่าคงเป็นศิษย์คนสำคัญของเจ้าสำนักโอสถอย่างฉู่เทียนฮุ่ย และบางทีอาจเป็นว่าที่เจ้าสำนักโอสถคนต่อไป
“เข้ามาเลย!”
โจวอี้ลุกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย พลังดวงดาวไหลเวียนพลุ่งพล่านในตัว ร่างกายเหมือนธนูปราดเปรียวพุ่งออกไปไกลในทันที ไม่กี่อึดใจก็ปรากฏตัวห่างออกไปหลายกิโลเมตร
เขาหยุดและเหยียบยืนบนผืนน้ำ หันไปมองถังหลินเฟิงและฉู่มู่เฟิงที่โผเข้ามา ก่อนจะค่อย ๆ ยกไม้เท้าหัวมังกรในมือขึ้น
“ถังหลินเฟิง นายเป็นอัจฉริยะรุ่นใหม่ของสำนักดาบซูซัน ฉู่มู่เฟิง นายเองก็เป็นอัจฉริยะมากฝีมือของสำนักเต๋าตงจี พวกนายเป็นบุคคลที่เป็นความภาคภูมิใจในทำเนียบวีรบุรุษ วันนี้ขอดูหน่อยว่าพวกนายจะแน่สักแค่ไหนก็แล้วกัน” โจวอี้เอ่ยเสียงเรียบ
“นายชื่อโจวอี้เหรอ?” ถังหลินเฟิงถาม
“ใช่”
“ฉันจะจำชื่อนายไว้ แล้วก็อยากจะรู้ว่ายอดฝีมือของสำนักโอสถจะเก่งแค่ไหนด้วย” ถังหลินเฟิงเอ่ยเสียงเข้ม
“งั้นก็เลิกพูดจาเหลวไหล ลงมือซะสิ!” ความเป็นนักสู้ตีตื้นขึ้นมาในใจของโจวอี้ แม้เขาจะเห็นพลังการโจมตีของถังหลินเฟิงกับฉู่มู่เฟิงมาแล้วเมื่อสองชั่วโมงก่อน แต่ก็ไม่คิดประมาททั้งคู่
ในการต่อสู้ที่ดุเดือด การพลาดเพียงเล็กน้อยอาจนำไปสู่ความเสียหายหนักได้ ราคามหาศาลที่ต้องแลกมาคือการสละชีวิต
“ลุยเลย!”
“ลุยเลย!”
ฉู่มู่เฟิงและถังหลินเฟิงเงื้อดาบขึ้นโดยพร้อมเพรียงและโจมตีเข้าใส่โจวอี้
ห่างออกไปไกล
เฉินเฉินเตรียมพร้อมพุ่งเข้าไปคารวะแล้ว
ผลปรากฏว่าเขาเห็นทั้งสามโผล่มาบนผิวน้ำและเริ่มลงมือทันทีหลังจากพูดคุยกันเพียงไม่นาน เขาตื่นเต้นขึ้นมาในทันใด
“สองรุมหนึ่งเหรอ?”
“ผู้ชายคนนั้นเก่งขนาดนี้เลยเหรอ?”
“ถ้าเขาเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสองคนได้ ต่อให้ต้องเสียทุกอย่างหรือสู้ขาดใจ ฉันก็จะขอฝากตัวเป็นศิษย์ให้ได้ จะได้คอยติดตามเรียนรู้วิชาจากเขา”
สองมือของเฉินเฉินกระชับกล้องส่องทางไกล จ้องทั้งสามคนที่เข้าตะลุมบอนกัน
แม้จะใช้กล้องส่องทางไกล ความเร็วของทั้งสามก็ยังรวดเร็วจนภาพตรงหน้ามีแต่ดาบ เงาและอะไรอีกมากมาย