หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 714 ถูกขวางทาง
บทที่ 714 ถูกขวางทาง
อักขระ ‘กำจัด’
โจวอี้ดูแปลกใจ เขานึกไม่ถึงว่าตนเองจะย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลา[1]
ตอนนี้เขาได้เตาหลอมสยบวิญญาณอันมีค่าเตาที่เจ็ด ซึ่งมีอักขระ ‘กำจัด’ อยู่ภายใน และภายในไม่กี่วินาทีก็ได้พลังศักดิ์สิทธิ์ในการ ‘กำจัดสรรพสิ่ง’
ในจังหวะนี้เอง เขารับรู้ได้ถึงพลังวิญญาณที่เพิ่มขึ้นมาก
โจวอี้หันไปมองเฉินเฉินและยิ้มในใจ ถ้าแค่มาดูสมบัติของพ่ออีกฝ่ายแล้วสะบัดก้นหนีไปก็ได้ มันก็คงจะไม่ทำให้เฉินเฉินได้ประโยชน์อะไร
ทว่าตอนนี้ กลับติดหนี้บุญคุณมหาศาล จะแค่สะบัดก้นหนีไปคงไม่ได้ แต่เพียงแค่อยู่ ๆ จะยอมรับอีกฝ่ายเป็นศิษย์ก็จะดูไม่สมเหตุสมผลเกินไป หรือต่อให้เขายอมรับแต่เกรงว่าอาจารย์และผู้อาวุโสของเขาคงจะไม่ตอบตกลง แม้แต่บรรพบุรุษสำนักโอสถยังอาจไม่เห็นด้วย
แล้วควรทำอย่างไรดี?
โจวอี้ครุ่นคิดอยู่ครึ่งนาทีก็เริ่มมีความคิดบรรเจิด
เฉินเฉินเกาหูและแก้ม เมื่อเห็นท่าทีผิดปกติของโจวอี้ก็โพล่งบอกทันทีว่า “อาจารย์ คุณสนใจเตาหลอมเล็ก ๆ พวกนี้เหรอ ถ้าชอบก็เอาไปได้เลยนะครับ”
“เอาสิ!” โจวอี้ค่อย ๆ พยักหน้า
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเฉินก็ลิงโลดขึ้นมา เขาไม่ได้กลัวโจวอี้เอาไป แต่กลัวจะไม่เอาไปต่างหาก
ทว่าแค่เตาหลอมเล็ก ๆ มีค่าน้อยเกินไป จะใช้เป็นเครื่องแสดงความเคารพท่านอาจารย์ได้อย่างไร
เฉินเฉินลังเล ก่อนจะวิ่งไปชี้บางอย่างในตู้กระจกที่อยู่ห่างไปเจ็ดแปดเมตรและตะโกนว่า “ท่านอาจารย์! นี่เป็นหินสีเลือดชั้นดีเลย พ่อผมซื้อมาจากเซี่ยงไฮ้เมื่อห้าปีก่อน ราคามากกว่าสองร้อยล้านหยวน ผมจะใช้มันเป็นค่าครูให้คุณ ต้องรับเอาไว้นะครับ!”
หินสีเลือดเหรอ?
โจวอี้ไม่ค่อยรู้จักสิ่งนี้ แต่ดูจากภายนอกนั้นพบว่าสีแดงเพลิงทั้งก้อนของมันสวยมาก เห็นได้ชัดว่าทำมาอย่างประณีตโดยช่างฝีมือ
“ฉันไม่อยากได้ แค่เตาหลอมอย่างเดียวก็พอแล้ว” โจวอี้เอ่ยเสียงเรียบ
“อาจารย์ เตาหลอมที่คุณเลือกมีค่าแค่ล้านสองล้านหยวน ถ้าคุณชอบ ผมจะซื้อให้อีกหลายสิบเตาเลย ตอนนี้เลือกอย่างอื่นที่แพง ๆ ด้วยเถอะครับ” เฉินเฉินบอก
“…”
โจวอี้จนปัญญากับอีกฝ่าย
จะกตัญญูเกินไปแล้ว… กตัญญูจนเขาไม่กล้าปฏิเสธไม่รับเป็นศิษย์
ไม่ได้ ๆ ในเมื่อได้เตาหลอมสยบวิญญาณมาแล้ว จะหวังอย่างอื่นที่นี่ไม่ได้อีก
ไปกันได้แล้ว!
ไปเดี๋ยวนี้เลย!
แค่ออกไปจากที่นี่ก็จะบอกเรื่องการตัดสินใจได้เต็มปาก
“ไปกันเถอะ! ฉันควรกลับไปทำอาหารได้แล้ว”
โจวอี้บอกขณะเดินออกไปข้างนอก
“เอาไปอีกสิครับ!” เฉินเฉินยังคงตะโกน
“พอแล้ว!”
“ผม…”
เฉินเฉินมองแผ่นหลังอีกฝ่ายแล้วนิ่งเงียบไปทันที
เขารู้ว่าตัวเองเป็นลูกเศรษฐี เป็นพวกนอกคอก เป็นคนชื่อเสียงฉาวโฉ่ของเมืองเยี่ยเฉิง ซึ่งเป็นที่ขบขันของชาวเมืองมากมาย
ทว่าเขาไม่คิดแยแส
เขาอยากใช้ชีวิตอิสระตามที่ตนเองต้องการ ในขณะเดียวกันหลายปีที่ผ่านมาเขาเองก็ได้พบผู้คนมากมายที่ไขว่คว้าชื่อเสียงเงินทอง โดยเฉพาะในสมัยนี้ซึ่งเป็นโลกทุนนิยม ถึงขั้นเริ่มใช้เงินเป็นเกณฑ์ในการตัดสินคน
ทว่าในตอนนี้!
เขามองโจวอี้ด้วยความรู้สึกชื่นชมและเคารพ
ใช่แล้ว! เคารพ
เขาเคยแค่นับถือโจวอี้ และหากจะเคารพก็คงไม่มากเกินไปนัก
ตอนนี้เมื่อโจวอี้เห็นสมบัติล้ำค่ามากมาย เจ้าตัวกลับไม่สนใจแต่อย่างใด ราวกับมีภูเขาทองตรงหน้าแต่กลับไม่แยแส
ทันใดนั้นเอง!
โจวอี้พลันชะงักฝีเท้า สีหน้าดูตกใจ
ชั่วขณะนั้นเขาเห็นชายวัยกลางคนก้าวเข้ามา และในมือถือ…พลั่วเหล็กเอาไว้
“แย่แล้ว! พ่อผมกลับมาแล้ว อาจารย์! หนีเร็ว!” เฉินเฉินวิ่งไปข้าง ๆ โจวอี้ เอื้อมมือคว้าแขนโจวอี้ตั้งท่าจะรั้งกลับไป เตรียมที่จะพาหลบหนีไปอีกทาง
โจวอี้ไม่ขยับและส่งสายตาคล้ายกับจะบอกว่าไม่ให้อีกฝ่ายต้องเป็นกังวล
“ไอ้ลูกเวร! ไอ้เด็กนอกคอก เฉินเฉิน แกหาเรื่องตายหรือไง ถ้าไม่ได้ฆ่าแกวันนี้ฉันยอมเปลี่ยนนามสกุลเลย แกมันหัวขโมย ออกไปจากที่นี่ซะ!”
เฉินเหว่ยเย่ร้องคำรามเกรี้ยวกราดขณะเดินปึงปังเข้ามา
“ผมไม่ใช่หัวขโมย แค่กำลังเลือกของขวัญเพื่อเป็นค่าครูให้ท่านอาจารย์!”
เฉินเฉินรีบหลบไปด้านหลังโจวอี้และตะโกนบอกด้วยสีหน้าดื้อดึง
“ค่าครูให้ปู่แกสิ!” เฉินเหว่ยเย่สาวเท้ามาหาโจวอี้ แต่ยังมีสติพอจะไม่โยนพลั่วเหล็กใส่โจวอี้
“เอาล่ะ ถ้าคุณอยากสั่งสอนลูกชายก็รอให้ผมไปก่อนค่อยอบรมสั่งสอนเขา!” โจวอี้ค่อย ๆ ยกมือขวาขึ้น พลังดวงดาวพลันโอบรัดรอบตัวเฉินเหว่ยเย่และยกร่างนั้นขึ้น ก่อนจะส่งร่างนั้นลอยห่างไปสามสี่เมตร
เกิดอะไรขึ้นกัน?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
ทันใดนั้น เฉินเหว่ยเย่พลันเบิกตากว้าง สีหน้าดูตกตะลึง เขาอยากจะดิ้นแต่พบว่าไร้เรี่ยวแรงและไม่สามารถขยับตัวได้ ทำได้เพียงมองชายหนุ่มปริศนาตรงหน้ากับลูกชายที่ชะโงกหน้าออกมาจากด้านหลัง
“เถ้าแก่เฉิน ถ้าผมให้คุณกลับมาขยับตัวได้ เราจะคุยกันดี ๆ ไหมครับ?” โจวอี้ถาม
“ได้สิ!”
โจวอี้จึงคลายพลังดวงดาวและมองอีกฝ่ายที่กลับมาเคลื่อนไหวได้ ก่อนจะเอ่ยอย่างใจเย็น “ขอแนะนำตัวเองนะครับ ผมสกุลโจว ชื่อโจวอี้ เป็นหมอที่โรงพยาบาลแพทย์แผนจีนจินหลิง แล้วก็ร่วมหุ้นทำธุรกิจกับเพื่อนด้วยครับ”
“เป็นผู้ฝึกยุทธ์เหรอ?” เฉินเหว่ยเย่มองอีกฝ่ายอย่างระแวดระวังขณะถาม
“ครับ!”
“อยู่สำนักไหน?” อีกฝ่ายถามขึ้นอีกครั้ง
“สำนักโอสถ!”
“สำนักโอสถเหรอ? มาจากแปดตระกูลใหญ่ของสำนักโอสถเหรอ?”
เฉินเหว่ยเย่มีสีหน้าเปลี่ยนไปทันทีและเงียบไปมากกว่าสิบวินาที ก่อนจะยกมือขึ้นชี้บางอย่างในคลังสมบัติของตน
“ถ้างั้นคุณโจวชอบชิ้นไหนก็เอาไปได้เลย แต่อย่าทำอันตรายลูกชายผมก็พอ”
“เข้าใจผิดแล้วครับ ผมไม่ได้ข่มขู่เฉินเฉิน แล้วก็ไม่ได้อยากขโมยของของคุณด้วย เขาชวนผมมาดูของเฉย ๆ แต่ผมสนใจแค่อย่างเดียว ก็คือเตาหลอมในมือผมนี้ หวังว่าคุณจะขายให้ผมได้ ส่วนราคาก็เสนอมาได้เลย แพงแค่ไหนผมก็จะโอนให้ทันที” โจวอี้บอก
“คุณ…”
“พ่อ! จะเรียกเงินจากอาจารย์ไม่ได้นะ มันเป็นของขวัญค่าครูที่ผมให้” เฉินเฉินกระโจนมาจากด้านหลังโจวอี้พร้อมตะโกนบอก
ทันใดนั้น! ดูเหมือนเขาจะนึกบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาจึงเบิกกว้างมองพ่อตนเองขณะโพล่งขึ้น
“พ่อ! พ่อก็รู้ว่ามีผู้ฝึกยุทธ์ในโลกนี้ด้วยเหรอ ทำไมไม่เคยบอกผมล่ะ!”
“บอกแกเหรอ? จะบอกให้แกฝึกมาฆ่าคนหรือไง” คนพ่อถามด้วยท่าทีหงุดหงิด
“ผม…”
โจวอี้ยกมือขึ้นขัดคำพูดของเฉินเฉินพลางมองเฉินเหว่ยเยว่และกล่าวว่า “เถ้าแก่เฉิน ในเมื่อคุณรู้เรื่องสำนักโอสถ ถ้างั้นก็น่าจะรู้ว่าในสำนักโอสถไม่มีคนเลว และไม่คิดปล้นใครเด็ดขาด ดังนั้นอย่าพูดอย่างนั้นเลยครับ”
[1] ย่ำจนรองเท้าเหล็กสึกไม่พบพาน ยามได้มากลับไม่เสียเวลาเลย หมายถึง พยายามหาแทบตายไม่เจอ พอเลิกหาเลิกสนใจ กลับได้มาง่าย ๆ แบบคาดไม่ถึง