หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 715 เปลี่ยนท่าที
บทที่ 715 เปลี่ยนท่าที
ความโกรธในใจเฉินเหว่ยเย่จางลงไปมาก เขามองโจวอี้และพยักหน้าเงียบ ๆ
เขาเคยได้ยินชื่อเสียงของศิษย์สำนักโอสถซึ่งค่อนข้างเป็นไปในทางที่ดี เพียงแต่นึกไม่ถึงว่าเจ้าลูกชายนอกคอกของตนจะได้มาข้องเกี่ยวกับศิษย์สำนักโอสถ นอกจากนั้นยังเป็นศิษย์ที่ค่อนข้างน่าสนใจด้วย
เขาจะไม่รู้นิสัยลูกชายได้อย่างไร ไปทำอีท่าไหนถึงได้ไปยุ่งเกี่ยวกันได้ก็ไม่รู้
“ผมรู้เรื่องนิสัยคนของสำนักโอสถมาบ้าง พวกเขาไม่ได้เป็นคนเลวร้ายจริง ๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหลายคนฝึกวิชาแพทย์เพื่อช่วยผู้คน ถ้า…ถ้าคุณชอบเตาหลอมนี้จริง ๆ ผมจะยกให้” เฉินเหว่ยเย่เอ่ยอย่างขึงขัง
“ไม่มีการยกให้ ไม่มีการให้ของตอบแทน ต้องจ่ายเงินเท่านั้นครับ” โจวอี้พูดพลางชี้ไปทางเฉินเฉินและกล่าวต่อไปว่า “เขาอยากนับถือผมเป็นอาจารย์ แต่ผมรับเขาเป็นศิษย์ไม่ได้จริง ๆ ถ้าคุณยอมขายเตาหลอมนี้ให้ ผมจะสอนวิชาให้เขาและยกโอสถคุณภาพสูงให้คุณด้วย”
“หืม…”
เฉินเหว่ยเย่ค่อนข้างแปลกใจมากทีเดียว เขาไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์แต่ก็รู้จักอยู่หลายคน ทั้งหมดเป็นบอดี้การ์ดที่ค่าตัวแพง ย่อมรู้การฝึกวิชาและรู้ว่าโอสถหมายถึงอะไร
จริงเหรอ?
ต่อให้ตระกูลของเฉินเหว่ยเย่ร่ำรวยเป็นหมื่นล้าน ตอนนี้เขาก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้
ตุ้บ!
เฉินเฉินก้าวไปข้างหน้าก่อนจะคุกเข่าตรงหน้าผู้เป็นพ่อ โขกหัวสามครั้งและค้างอยู่อย่างนั้นก่อนจะเงยหน้าขึ้น “พ่อครับ ตั้งแต่เล็กจนโต ผมเคยไม่รู้ความและทำให้พ่อเดือดร้อน แต่ตอนนี้ผมเห็นพลังของวรยุทธ์และอยากฝึกจริง ๆ พ่ออย่าคิดเงินอาจารย์หรืออะไรเลยนะ ผมสัญญาว่าต่อไปจะไม่ก่อเรื่องอีก ถ้าพ่อไม่ชอบขี้หน้าผม ให้ผมออกจากเมืองเยี่ยเฉิงไปฝึกวิชากับเขาก็ได้ครับ”
“แก…”
เฉินเหว่ยเย่พูดไม่ออก เขารู้จักลูกชายดี แม้จะเป็นลูกเศรษฐีไม่เอาอ่าวและนอกคอก แต่ก็ไม่ใช่คนเลวร้าย วีรกรรมแสบสันก่อนหน้านี้สามารถถูกลบล้างได้ เมื่อก่อนเขาเคยตีลูกชายนับครั้งไม่ถ้วน แม้ว่าภายนอกอีกฝ่ายจะร้องขอความเมตตา แต่ความรักอิสระของเจ้าตัวก็ไม่หายไปแม้แต่น้อย
ตอนนี้อีกฝ่ายกลับเป็นฝ่ายคุกเข่าขอร้องตรงหน้าเขา ฝึกยุทธ์มันดีขนาดนั้นเชียวหรือ อยากฝึกขนาดนั้นเลยหรือ?
เฉินเหว่ยเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ในใจอยากปฏิเสธโดยสัญชาตญาณ แต่พลันนึกถึงตอนที่โจวอี้ใช้พลังวิเศษเพื่อห้ามเขา มันเป็นวรยุทธ์เหมือนกันหรือเปล่านะ?
สำนักโอสถ…
เฉินเหว่ยเย่ลังเลอยู่ครู่หนึ่งและมองโจวอี้ขณะถามขึ้นว่า “คุณโจว คุณจะไม่ยอมรับลูกชายผมเป็นศิษย์จริงเหรอ?”
“ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากหรอกนะครับ แต่ผมทำไม่ได้เพราะสถานะของผมในสำนักโอสถ ถ้ายอมรับเขาเป็นศิษย์ ไม่ใช่แค่อาจารย์ผมเท่านั้น แต่บรรพบุรุษของสำนักอาจไม่ไว้ชีวิตผมก็ได้”
โจวอี้บอกพร้อมรอยยิ้มลำบากใจ
“ทำไมล่ะ?” อีกฝ่ายนิ่วหน้าถาม
“เพราะอาจารย์ของผมเป็นเจ้าสำนักโอสถ ศิษย์ของผมในอนาคตก็คงต้องเป็นแบบเดียวกัน ในเมื่อคุณรู้เรื่องสำนักโอสถแล้วก็น่าจะรู้ว่ามันหมายความว่ายังไง”
เจ้าสำนักโอสถเหรอ?
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เฉินเหว่ยเย่ก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึก
เขารู้ รู้ดีเสียยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น ชายหนุ่มตรงหน้าเป็นศิษย์ของเจ้าสำนักโอสถจริง ๆ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ตำแหน่งนี้น่าหวาดหวั่นมาก
“ท่านอาจารย์ พูดเรื่องอะไรกัน เตาหลอมนั้นเป็นของสำหรับพิธีไหว้ครูแล้ว!” เฉินเฉินตะโกนขึ้น
“เฉินเฉิน ฉันต้องบอกต่อหน้าพ่อนายนะว่ารับนายเป็นศิษย์ไม่ได้ แต่ถ้านายอยากฝึกวรยุทธ์จริง ๆ ฉันส่งนายไปยังที่ฝึกได้นะ ขอแค่ตั้งใจจริง ต่อไปต้องแข็งแกร่งได้แน่” โจวอี้บอกเสียงเข้ม
“เหาะจากหลังคาบ้านไปกำแพงได้หรือเปล่า? เดินบนน้ำเหมือนพื้นได้หรือเปล่า? สู้กลางอากาศได้หรือเปล่า?” เฉินเฉินถามเป็นชุด
“แน่นอนสิ!” โจวอี้ยืนกราน
“จริงเหรอ? ไม่ได้โกหกผมใช่ไหม?” อีกฝ่ายถามพลางจ้องเขม็ง
“ไม่ได้โกหกจริง ๆ!”
“งั้น…ก็ได้ครับ! แต่ผมเรียกคุณว่าอาจารย์ตั้งหลายครั้ง คุณจะไม่ให้อะไรผมหน่อยเหรอครับ?” เฉินเฉินโพล่งถาม
“…”
นี่ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความหน้าไม่อายอย่างชัดเจน
โจวอี้ครุ่นคิด เฉินเหว่ยเย่ผู้เป็นพ่อยืนอยู่ตรงหน้า เขาหยิบขวดออกมาจากกระเป๋าและยื่นให้เฉินเฉิน “ด้านในมีโอสถอยู่สิบเม็ด ห้ามเอาออกมาใช้ก่อนจะเริ่มฝึกวิชา ไม่อย่างนั้นร่างกายปกติจะทนรับผลของโอสถไม่ได้”
“ขอบคุณท่านอาจารย์… ขอบคุณครับ”
เฉินเฉินอุทานด้วยความตกใจพลางพลิกขวดเล่นไปมา ในขณะที่เฉินเหว่ยเย่มองขวดในมือลูกชาย แววตาดูอิจฉาตาร้อน
โอสถนี้ถึงขั้นสามารถทำให้ร่างกายรับไม่ไหวได้ เช่นนั้นต้องเป็นของดีแน่นอน!
ถ้าได้รับการฝึกวิชาแล้วกินโอสถนี้จะแข็งแกร่งขึ้นหรือไม่?
“คุณโจว ผมฝึกวิชาบ้างได้ไหม?” เฉินเหว่ยเย่ถามด้วยรอยยิ้มลำบากใจ
“ยังเป็นไปได้ครับ แต่คุณอายุมากเกินกว่าจะฝึกวิชาขั้นสูงแล้ว แต่ถ้าคุณตั้งใจฝึกทุกวันโดยมีทรัพยากรพวกนี้เข้าช่วย ต่อไปอาจบรรลุระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์ก็ได้” โจวอี้ตอบ
ระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์เหรอ?
พระเจ้า!
เป็นไปได้ที่เขาจะบรรลุระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์ด้วยเหรอ?
มีแค่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์ที่แข็งแกร่งที่สุดที่เขาเคยจ้างในราคาแพงระยับ!
เฉินเหว่ยเย่เห็นความแข็งแกร่งของผู้ฝึกยุทธ์ระดับผู้เชี่ยวชาญยุทธ์มาแล้ว เพียงครึ่งนาทีก็เอาชนะคนได้หลายสิบคน
สามารถเหาะเหินเดินอากาศไปตามหลังคาบ้านและกำแพงได้
ต่อไปในอนาคตก็คงจะ…
เขาประสานมือและก้มหัวให้โจวอี้พร้อมกล่าวว่า “คุณโจว ผมเคยคิดว่าลูกชายเป็นพวกแกะดำของตระกูล ชีวิตนี้ไร้ประโยชน์ แต่ใครจะคิดว่าจะทำความดีความชอบน่ายินดีแบบนี้ ยินดีต้อนรับสู่บ้านของเรานะครับ ผมมีสมบัติในคลังเยอะแยะ คุณเลือกได้อีกเลยครับ ขอแค่คุณชอบ ผมจะยกให้คุณ”
โจวอี้หัวเราะกระอักกระอ่วน เขาพบว่าการให้ของขวัญอาจเป็นกรรมพันธุ์ที่สืบทอดกันมา ไม่แปลกที่เฉินเฉินลากเขามาและพยายามยัดเยียดของให้เขา ทั้งพ่อและลูกไม่ต่างกันเลยสักนิด
“ผมไม่เลือกอะไรทั้งนั้นแหละ อันที่จริงผมไม่ได้สนใจโบราณวัตถุอะไรหรอก แค่เตาหลอมนี้ก็เพียงพอแล้ว”
“เถ้าแก่เฉิน ผมสอนวิชาพวกคุณสองพ่อลูกได้ แลกเปลี่ยนกับเตาหลอมนี้ แต่วิชาที่ผมสอนนั้นห้ามไปถ่ายทอดต่อให้คนอื่นเด็ดขาด”
“ได้เลย ขอบคุณคุณโจวมาก” เฉินเหว่ยเย่ประสานมืออีกครั้ง สีหน้าเต็มไปด้วยแววตื่นเต้น
“แล้วผมก็จะให้โอกาสซื้อโอสถจากผมในอนาคตด้วยครับ” โจวอี้กล่าว
“ผมขอซื้อมากกว่านี้ได้ไหมครับ ผมรู้จักผู้ฝึกยุทธ์อยู่บ้าง ถ้าอยากคบหากับพวกเขาน่าจะต้องมีผลประโยชน์ให้พวกเขาบ้าง” เฉินเหว่ยเย่ถามขณะส่งยิ้มเจื่อน
“ได้สิ!” โจวอี้พยักหน้ารับ
เดิมทีเขาตั้งใจจะขายโอสถอยู่แล้ว จึงไม่มีปัญหาที่จะขายมันให้เถ้าแก่ใหญ่ผู้นี้
นอกจากนี้อีกฝ่ายยังรู้จักผู้ฝึกยุทธ์ไม่เยอะ ต่อให้ฟุ่มเฟือยแค่ไหนก็คงไม่ต้องใช้โอสถมากนัก