หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 716 คนบนเขามีแผนแยบยลของตัวเอง
บทที่ 716 คนบนเขามีแผนแยบยลของตัวเอง
ณ คฤหาสน์บนยอดเขา อู๋ซินเยว่และเซี่ยหลู่ลงมาจากชั้นสองและเห็นโจวอี้หายไปจากห้องครัว หลังจากถามไถ่ก็ได้ความว่าเขาออกไปกับเฉินเฉิน
“เจ้านาย คุณโจวทำยาบำรุงเตรียมเอาไว้ล่วงหน้าค่ะ เขาบอกว่าจะกลับมาทำอาหารก่อนเที่ยง” จินหมินบอกด้วยรอยยิ้ม
“อื้ม!” อู๋ซินเยว่ยิ้มจาง ๆ
ในขณะที่เซี่ยหลู่ยกยิ้มมุมปากก่อนจะพูดขึ้นว่า “ซินเยว่ ดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะดูแลเธอจนเป็นนิสัยแล้วนะ บางทีเขาอาจเห็นเธอเป็นเด็กเล็กก็ได้ บอกว่าจะกลับมาทำอาหารให้เองด้วย คงกลัวว่าอาหารการกินของเธอจะไม่ดี!”
“หลู่หลู่ เธอนี่ขี้หึงจัง” อู๋ซินเยว่ยิ้ม
“ใครหึง ฉันเปล่า!” เซี่ยหลู่หันหน้าหนีไปอีกทาง
“ก็ได้ ฉันยังไม่รู้จักเธอดีสินะ”
เธอยิ้มขณะส่ายหน้าและพลันนึกบางอย่างขึ้นได้ รอยยิ้มบนใบหน้าจึงหุบลงทันที เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็ถามขึ้นว่า “เขาได้พูดอะไรก่อนออกไปหรือเปล่า?”
“ไม่รู้สิ!” เซี่ยหลู่ส่ายหน้า
“เจ้านาย ฉันพอรู้อยู่บ้างค่ะ” จินหมินพูดขึ้น
“เขาบอกว่าอะไร?” เธอถาม
“เขาบอกว่าสี่ห้าวันนี้จะสอนคนครัวทำอาหารและยาบำรุงค่ะ ให้คนครัวเรียนภายในช่วงนี้ด้วย” จินหมินบอก
สี่ห้าวันหรือ?
อู๋ซินเยว่พยักหน้าเงียบ ๆ
อันที่จริงเธอไม่คาดหวังว่าโจวอี้จะอยู่ที่นี่นานนัก ทว่าเวลาเพียงสี่ห้าวันก็ยังทำให้ผิดหวังอยู่บ้าง
เซี่ยหลู่มองท่าทีของอีกฝ่ายแล้วก็พอจะคาดเดาความคิดได้ จึงนึกขึ้นได้และยิ้มออกมา “อย่าว่าแต่สี่ห้าวันเลย ฉันรับรองว่าเจ็ดแปดวันเขาก็ไปจากเมืองเยี่ยเฉิงไม่ได้หรอก”
“ทำไมล่ะ?”
“เซียนบนเขามีแผนการ แล้วฉันก็มีวิธีทำให้เขาอยู่นานกว่านี้ด้วย” เซี่ยหลู่หัวเราะคิกคัก
“หลู่หลู่ ถ้าเขาอยากกลับก็ปล่อยให้เขากลับไปเถอะ! เรื่องในอนาคตของฉันกับเขาเป็นไปไม่ได้ พอลูกเราคลอดออกมา เราก็อยู่ด้วยกันอย่างเปิดเผยไม่ได้ แยกกันอยู่แบบนี้ฉันว่าก็ดีแล้ว” อู๋ซินเยว่กล่าว
“ไม่เอาน่า ฉันจะบอกให้เขาอยู่กับเธอให้มากขึ้น อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ จะไม่นึกชอบได้ยังไง คราวหน้าค่อยถึงตาฉัน” เซี่ยหลู่ยิ้ม
ตาของเธอเหรอ?
อู๋ซินเยว่จ้องหน้าอีกฝ่ายด้วยความงุนงง รู้สึกอยากต่อว่าขึ้นมาทันที
ยัยผู้หญิงก๋ากั่นคนนี้… หน้าไม่อายจริง ๆ ทำไมถึงพูดให้อับอายอย่างกับเธอไปแย่งผู้ชายต่อหน้าต่อตาแบบนี้
“คุณหนูเซี่ย พูดแบบนั้นได้ยังไงกันคะ” จินหมินท้วงถามแทนอู๋ซินเยว่
“อีกแปดวันก็จะถึงวันประมูลในตลาดมืดของเมืองเยี่ยเฉิงแล้ว ว่ากันว่าเป็นงานใหญ่และมีของดีเยอะแยะ ทั้งหมดเป็นสมบัติจากสำนักยุทธ์ต่าง ๆ ฉันเชื่อว่าตอนนี้คงมีของหลายอย่างมาจากทั่วประเทศแน่”
เซี่ยหลู่บอกด้วยท่าทีเจ้าเล่ห์
“ฉันเองก็รู้เรื่องนั้น เธอจะบอกว่า…” อู๋ซินเยว่ดูละล้าละลัง
“ใช่แล้ว ถ้าโจวอี้อยากเข้าร่วมงานประมูลนี้ก็ต้องอยู่ที่เมืองเยี่ยเฉิง เพื่อประหยัดเวลาไปกลับระหว่างจินหลิงกับเยี่ยเฉิง” เซี่ยหลู่กล่าว
อู๋ซินเยว่เงียบไป ใจจริงเธออยากให้โจวอี้อยู่ที่นี่นานกว่านี้
เสียงหัวใจลูกชายเต้นแรงอยู่ในท้อง ถ้าโจวอี้คอยพูดคุยอยู่ข้าง ๆ เธอเชื่อว่าลูกชายคงได้ยิน
ณ คฤหาสน์ตระกูลเฉิน โจวอี้ที่ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากพ่อลูกตระกูลเฉินรีบขึ้นรถหรู ก่อนจะมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์บนยอดเขาของอู๋ซินเยว่
หลังจากนั้นที่ประตูทางเข้า เฉินเหว่ยเย่เอื้อมมือออกไปดึงหูลูกชาย คำดุด่าดังขึ้นหลังจากที่รอยยิ้มหุบลง
“เจ้าลูกกระต่าย ปีกกล้าขาแข็งนักนะ! โชคดีที่คราวนี้เป็นคุณโจว ถ้าเป็นพวกต้มตุ๋นหรือคนโลภ สมบัติของฉันไม่ได้หมดคลังเลยหรือไง?”
“พ่อ ปล่อยนะ เจ็บ!”
เฉินเฉินโอดครวญด้วยความเจ็บปวดขณะพยายามดิ้นหนีและลูบหูตนเอง
“ลูกชายพ่อไม่ใช่คนโง่ ถ้าไม่ใช่เพื่อที่จะฝึกวรยุทธ์ที่น่าสนใจมาก แล้วจะเอาคนนอกกลับมาด้วยเหรอครับ”
“ยังจะพูดแบบนี้อีก เชื่อไหมว่าฉันจะหักขาแกให้ดู” เฉินเหว่ยเย่เอ่ยเสียงแข็ง
“ผมไม่กล้าแล้ว จะไม่พาใครกลับมาด้วยอีกเด็ดขาดเลย” เฉินเฉินแข็งใจบอก
“คิดจะฝึกวรยุทธ์จริงเหรอ? ทนลำบากได้หรือไง?” ผู้เป็นพ่อถามอย่างไม่แน่ใจนัก
“ครับ!” เฉินเฉินยืนกรานหนักแน่น ในหัวย้อนนึกถึงการต่อสู้กลางท้องทะเล
“น่าเสียดาย! ผมขอร้องเขาแทบตาย แต่เขาไม่ยอมรับเป็นศิษย์ พ่อ เจ้าสำนักโอสถเป็นยังไงเหรอ? ทำไมถึงรับผมเป็นศิษย์ไม่ได้?” เขาถามด้วยความสงสัย
“สำนักโอสถเป็นหนึ่งในแปดนิกายใหญ่ของโลกผู้ฝึกยุทธ์ โดดเด่นเรื่องการหลอมโอสถ แต่ก็มีผู้ฝึกยุทธ์เก่ง ๆ ในสำนักอยู่มาก โจวอี้ไม่อยากยอมรับแกเป็นศิษย์แต่ฉันก็เข้าใจได้ ไม่อย่างนั้นแกได้เหลิงและกลายเป็นกระทิงคลั่งชื่อดังไปทั่วประเทศแน่” เฉินเหว่ยเย่กล่าวพลางยิ้มเจื่อน
“หมายความว่ายังไง? ผมไม่เข้าใจครับ” เฉินเฉินถามด้วยความฉงนใจ
“โจวอี้เป็นศิษย์สายตรงของเจ้าสำนักโอสถ มีโอกาสสูงที่เขาต้องสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก ถ้าเขาได้เป็นเจ้าสำนัก แล้วแกเป็นศิษย์ของเขา แกก็อาจได้เป็นเจ้าสำนักโอสถต่อจากเขา” เฉินเหว่ยเย่อธิบาย
“อะไรกันเนี่ย มิน่าล่ะ…” เฉินเฉินหลุดอุทานก่อนจะพูดด้วยความอิจฉา “ถ้าผมได้เป็นศิษย์ของเขาจริง ๆ ละก็ แม้แต่เทพธิดาอู๋ยังกลายเป็นผู้หญิงของเขา ผมว่าเขาคงเป็นคนที่เก่งที่สุดในโลกแน่”
“ใครคือเทพธิดาอู๋?” คนพ่อถามด้วยท่าทีสงสัย
“อู๋ซินเยว่ไง!”
“แล้วเป็นใครล่ะ?”
“อู๋ซินเยว่ไงครับ ใครจะเป็นเทพธิดาในสายตาผมได้อีกล่ะ”
เฉินเฉินพูดจบก็นึกถึงเซี่ยหลู่ขึ้นมา ก่อนจะส่ายหน้าและพูดขึ้นว่า “น่าเสียดายที่มีอาจารย์หญิงอีกคน ถ้าเธอรวยได้ครึ่งของอู๋ซินเยว่ก็อาจเป็นเทพธิดาของผมก็ได้ ถึงยังไงทั้งรูปร่างหน้าตาและนิสัยใจคอก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าอู๋ซินเยว่เลย”
“ใครอีกล่ะนั่น?” เฉินเหว่ยเย่ทำหน้างุนงงอีกครั้ง
“ผมก็ไม่รู้จักดีนักหรอกครับ รู้แค่ชื่อว่าเซี่ยหลู่ ดูอย่างกับนางมารที่ทำให้ทั้งประเทศและผู้คนเดือดร้อน” เฉินเฉินเล่า
“ว่าไงนะ! เซี่ย…เซี่ยหลู่เหรอ? เธอก็เป็นผู้หญิงของโจวอี้ด้วยเหรอ?”
ตอนนี้เฉินเหว่ยเย่เบิกตากว้างยิ่งกว่าไข่ห่าน คลื่นระลอกใหญ่ในใจพลันปั่นป่วน
“พ่อ ไม่เห็นต้องตกใจขนาดนั้นเลย ยังไงพ่อก็เป็นเศรษฐีหมื่นล้านเหมือนกันนี่!” เฉินเฉินเม้มปากก่อนจะถามต่อไปว่า “พ่อเคยได้ยินเรื่องเซี่ยหลู่มาก่อนเหรอ?”
“เจ้าโง่! ใครเป็นคนเล่นงานเด็กตระกูลอวี้จนขาเป๋อยู่ที่เซินเจิ้นล่ะ” เฉินเหว่ยเย่ข่มความตกตะลึงและต่อว่าลูกชาย
“ก็ต้องเป็นสาวสวยคนนั้นที่เซินเจิ้นไง… เดี๋ยวนะ เธอก็ดูเหมือนจะชื่อว่าเซี่ยหลู่เหมือนกันนี่ เป็นคนเดียวกันเหรอ?” เฉินเฉินดูงุนงง
อาจารย์หญิงเซี่ยหลู่คนนั้น คนที่เป็นหายนะของประเทศและผู้คน…เอาแล้วไง!
ชัดเสียยิ่งกว่าชัด!
พูดคุยอยู่กับเซี่ยหลู่ตั้งนาน แต่กลับจำเธอไม่ได้สักนิด
ไม่น่าล่ะ…ไม่น่าล่ะเธอถึงได้แข็งแกร่งนักตอนที่ลงมือโจมตี
เฉินเฉินเผลอแตะต้นขาพลางนึกถึงเพื่อนที่เติบโตด้วยกันมา อีกฝ่ายเป็นลูกเศรษฐีไม่เอาอ่าวไม่ต่างจากเขานัก
จุดจบในการถูกเซี่ยหลู่หักขาทำให้เขาเสียวสันหลังวาบ
ไม่มีทาง!
ต่อให้โจวอี้ไม่อยากยอมรับเขาเป็นศิษย์ก็ห้ามขัดใจเซี่ยหลู่เด็ดขาด
ต่อไปเมื่อเห็นเซี่ยหลู่ก็ต้องเรียกเธอว่าอาจารย์หญิง เพราะดูเหมือนว่าเธอจะชอบให้เรียกแบบนั้น
หมายเหตุ: คนบนเขา ในที่นี้หมายถึงเซียนบนภูเขา