หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 725 สิ่งที่มีค่าที่สุด
บทที่ 725 สิ่งที่มีค่าที่สุด
หัวใจเขาแทบวาย!
การที่ผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ถูกจับมาขายที่นี่ ทำให้โจวอี้รู้ทันทีว่าต่อให้ศึกษายุทธภพมามาก สิ่งที่เขารู้ก็อาจเป็นเพียงยอดน้ำแข็ง มีเรื่องอันตรายอีกมากในโลกนี้ และพลังของเขาก็ไม่ได้ยิ่งใหญ่แม้แต้น้อย
เวลาล่วงเลยไป สองชั่วโมงผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว
ระหว่างนี้โจวอี้คุยกับหญิงสาวผิวขาวซีดและชายผมบลอนด์ไปพลาง ๆ เพื่อถามไถ่ประวัติของพวกเขาและความผิดที่ทำลงไป
ไป๋หลิง เป็นชื่อที่เพราะมาก
เดิมทีเธอเป็นเพียงเด็กสาวธรรมดา ตอนอายุได้สิบสามเคยไปเที่ยวยุโรปกับพ่อแม่ แล้วบังเอิญวิ่งชนแท่นบูชาและหมดสติไปกว่าสามเดือน
เมื่อฟื้นขึ้นมาก็พบว่าตนเองเปลี่ยนไปแล้ว ทั้งกลัวแสง กระหายเลือด มีเขี้ยว ทั้งยังมีปีกงอกออกมาจากแผ่นหลังอีกด้วย
เธอพบว่าตนเองกลายเป็นแวมไพร์ไปแล้ว
ใช่! เธอไม่เคยคิดฝันว่าแวมไพร์ในตำนานเรื่องเล่าจะมีอยู่จริงในโลกนี้ เคราะห์ร้ายที่เธอกลายเป็นหนึ่งในพวกมัน
ภายหลังจึงได้รู้ว่าพ่อแม่ของตนติดอยู่ที่ยุโรป ทั้งครอบครัวต้องแอบกลับมาจีนผ่านช่องทางพิเศษ
ห้าปีต่อมา พ่อแม่ช่วยให้เธอที่อยู่อย่างหวาดกลัวสามารถใช้ชีวิตผ่านพ้นไปในแต่ละวันได้
เดิมทีเธอคิดว่าตนเองจะอยู่แบบนี้ไปตลอดชีวิตได้ กระทั่งวันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์พรากชีวิตพ่อแม่เธอไป เธอจมดิ่งอยู่ในความโศกเศร้าและเจ็บปวด ในใจเต็มไปด้วยความคับแค้น
ตกดึก เธอแอบย่องเข้าบ้านคนขับรถคนนั้นที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุกับพ่อแม่ของเธอ ก่อนจะกัดพวกเขาทั้งหกทั้งเป็น และดูดเลือดจนหมดตัว หลังจากนั้นจึงถูกผู้ฝึกยุทธ์ของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงจับกุม
เธอกลายเป็นนักโทษแวมไพร์ และถูกส่งตัวมาขายที่ตลาดมืด ทว่าปีหนึ่งผ่านไปแล้วก็ยังไม่มีใครต้องการซื้อเธอ
ส่วนอีกคนคือเหลยหลง ชายร่างยักษ์ผมบลอนด์
เขาเป็นลูกครึ่งยุโรป แม้จะมีหน้าตาแบบชาวตะวันออก แต่ก็ยังได้เชื้อผมสีบลอนด์มา
เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ติดตามฝึกฝนวิชากับอาจารย์มาแปดปี ตอนอายุได้สิบหก อาจารย์เขาถูกศัตรูฆ่า เขากลายเป็นบุคคลไร้สังกัด หลังจากรอนแรมมาหลายปีก็ได้เปิดสำนักเล็ก ๆ ในเมืองเล็ก ๆ ทางเหนือ
กระทั่งเมื่อปีก่อน เขาบังเอิญได้พบกับคนที่ฆ่าอาจารย์ของตน ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่รอช้า ลงมือฆ่าศัตรูและลูกสมุนด้วยพละกำลังที่มี
ภายในไม่กี่วันก็ฆ่าไปถึงสิบเจ็ดคน
หกเดือนต่อมา เหลยหลงถูกคนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงตามไล่ล่า ในที่สุดก็เสียท่าให้กับผู้ฝึกยุทธ์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์จากฝ่ายนั้น และถูกตัดสินให้เป็นนักโทษ
ราคาค่าตัวของไป๋หลิงและเหลยหลงรวมกันสามพันแก่นวิญญาณ โจวอี้เตรียมจะซื้อตัวพวกเขากลับไปแล้ว
หลังจากรู้ความคิดเขา เซี่ยหลู่ก็เสนอตัวช่วยเขาออกแก่นวิญญาณให้แต่กลับถูกปฏิเสธ
เขายอมรับเงินจากผู้หญิงได้ แต่หากเป็นเงินก้อนโตเช่นนี้ก็ออกจะลำบากใจไปหน่อย
“น้องชาย อยากซื้อตัวนักโทษสองคนนี้แต่มีแก่นวิญญาณไม่พอเหรอ? พยายามต่อราคาอยู่หรือไง?” สาวสวยวัยกลางคนหันมาถามโจวอี้ด้วยรอยยิ้ม
“ผมสกุลโจว โจวอี้” เขาบอกพลางยื่นสมุดปกเขียวเล่มเล็กให้เธอ
“มีตำแหน่งใหญ่โตนี่นา!” เธอเปลี่ยนสีหน้าทันทีหลังจากที่ได้อ่านสมุดปกเขียว เมื่อคารวะโจวอี้แล้วก็เอ่ยต่อด้วยท่าทีอ่อนน้อม “ทางเราจะลดราคายี่สิบเปอร์เซ็นต์หากคนจากคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลงต้องการซื้อ ถ้าตอนนี้มีแก่นวิญญาณไม่พอก็ไม่เป็นไร เอาไว้ค่อยให้ก็ได้ค่ะ”
“คุณชื่ออะไรครับ?” โจวอี้ถาม
“สือเมิ่งฉินค่ะ”
“ครับ!”
เขาพยักหน้าและหยิบขวดโอสถออกจากกระเป๋าเสื้อ จากนั้นโอสถทลายขอบเขตระดับสวรรค์ออกมายื่นให้เธอ
“นี่เป็นโอสถทลายขอบเขตระดับสวรรค์ คุณประเมินราคาให้ผมหน่อยได้ไหมว่าตีเป็นแก่นวิญญาณได้เท่าไหร่?”
โอสถทลายขอบเขตระดับสวรรค์เหรอ?
สือเมิ่งฉินสูดหายใจเข้าลึก
เธอรู้จักโอสถนี้ดี ในสายตาของชาวบรรพจารย์ยุทธ์หลายคน โอสถระดับปฐพีนั้นล้ำค่า และโอสถระดับสวรรค์เป็นสิ่งที่พวกเขาใฝ่ฝัน
“คุณโจว อยากจะใช้ยานี้ซื้อนักโทษจริง ๆ เหรอคะ?” เธอถามเสียงเข้ม
“ใช่ ผมมีไม่พอจ่าย มีแค่โอสถพวกนี้ที่เหลือติดตัวอยู่” โจวอี้บอกพลางยิ้มเจื่อน
สือเมิ่งฉินตกตะลึงไปทันที
สำหรับเธอแล้วมันน่าจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในโลกไม่ใช่หรือ?
เธอผงะไปนานกว่าจะได้สติ จากนั้นจึงมองหน้าโจวอี้ด้วยความนับถือกว่าเดิม “จากที่มีบันทึกเอาไว้ มีการประมูลโอสถสวรรค์เมื่อไม่กี่ปีก่อน ปิดราคาไปที่ห้าพันสี่ร้อยแก่นวิญญาณ”
“โอสถนั้นเอาไว้พัฒนาการฝึกยุทธ์ แต่โอสถนี้ช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางจิตใจก็เลยมีมูลค่ามากกว่าที่ประมูลไปในตลาดมืดก่อนหน้านี้ค่ะ”
“แต่ฉันเองก็ไม่แน่ใจว่ามันขายได้เท่าไหร่นะคะ ถ้างั้นฉันจะให้ราคาหกพันแก่นวิญญาณก็แล้วกัน ตกลงไหมคะ?” เธอถามอย่างลังเลใจ
“ได้เลย” โจวอี้พยักหน้ารับด้วยความยินดี
ราคานี้เกินกว่าที่เขาคาดเอาไว้ อันที่จริงต่อให้อีกฝ่ายเสนอราคาให้ห้าพันแก่นวิญญาณ เขาก็ยังยอมรับอยู่ดี
“ถ้าตกลงตามนี้ งั้นราคารวมนักโทษสองคนก็เป็นสามพันแก่นวิญญาณ ลดยี่สิบปอร์เซ็นต์เป็นสองพันสี่ร้อยแก่นวิญญาณ ฉันให้ส่วนต่างคุณคืนสามพันหกร้อยแก่นวิญญาณได้ไหมคะ?” เธอถาม
“ไม่มีปัญหา!”
หลังจากนั้น ไป๋หลิงและเหลยหลงก็ถูกนำตัวออกมาจากกรงเหล็ก โซ่ที่ล่ามไว้ถูกปลดออก ผู้ช่วยของสือเมิ่งฉินรีบยกกระเป๋าสามใบมาวางไว้ตรงหน้าโจวอี้
“ผู้ดูแลสือ นี่แก่นวิญญาณสามพันหกร้อยแก่นครับ”
“อืม”
เธอรับคำพลางโบกมือให้อีกฝ่ายออกไป ก่อนจะหันไปหาโจวอี้และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “คุณโจวลองนับดูนะคะ ถ้าครบถ้วนก็ถือว่าการซื้อขายเป็นอันเสร็จสิ้นค่ะ”
“แล้วโซ่ที่ล่ามพวกเขาเอาไว้ล่ะครับ?” โจวอี้ท้วง
“ฉันจะรีบปลดออกเดี๋ยวนี้เลยค่ะ”
เธอยิ้มบาง ๆ แล้วหันไปมองไป๋หลิงและเหลยหลงที่ดูตื่นเต้น สองมือขยับว่องไวก่อนที่เครื่องพันธนาการบนตัวพวกเขาจะถูกปลดออกเสียงดัง
ไป๋หลิงร่ำไห้ด้วยความยินดี ในขณะที่เหลยหลงคุกเข่าตรงหน้าโจวอี้
ทั้งสองคุกเข่าตรงหน้าโจวอี้และให้คำสาบานว่าจะภักดี ท่ามกลางสายตาอิจฉาของนักโทษหลายคน
หลังจากที่โจวอี้พยุงพวกเขาลุกขึ้นก็ยิ้มและกล่าวว่า “ต่อไปนี้ถ้าติดตามผมก็ห้ามไปฆ่าหรือทำร้ายคนอื่นมั่วซั่วนะ กลับตัวกลับใจใหม่ เข้าใจไหม?!”
“ฉันจะเป็นคนดีได้เหรอคะ?” ไป๋หลิงพึมพำ
“ได้สิ ไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือแวมไพร์ ขอแค่มีเจตนาดีก็ไม่เป็นไรหรอก”
“ขอบคุณค่ะ ขอบคุณจริง ๆ ค่ะ ฉันจะเชื่อฟังคุณเป็นอย่างดีเลย” เธอเอ่ยขณะคำนับให้เขาสามครั้ง
ก่อนหน้านี้เด็กสาวหมดหวังไปเสียแล้ว ทว่าตอนนี้โจวอี้มอบความหวังให้เธอและไม่เหยียดหยามเพราะเธอเป็นแวมไพร์ จึงทำให้เธอซาบซึ้งเหลือเกิน
ตอนนี้เองที่ชายบึกบึนคนหนึ่งถือธนูพรวดพราดเข้ามา เขามาหาสือเมิ่งฉินและกระซิบบอก “ผู้ดูแลสือครับ นักโทษกลุ่มใหม่มาส่งแล้วครับ ให้เอาตัวเข้ามาเลยไหมครับ?”
“เอาเข้ามาเลย!”