หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 741 สถานการณ์คับขัน
บทที่ 741 สถานการณ์คับขัน
ตีสี่ครึ่ง ทั้งเมืองยังคงหลับใหล
บนทางหลวงกว้างขวางเทียบชายทะเล รถที่แล่นผ่านไปมามีเพียงไม่กี่คัน
ลมทะเลพัดโชยผ่านหน้าต่างเข้ามา ทำให้ผมเซี่ยหลู่ที่นั่งอยู่ฝั่งผู้โดยสารปลิวสยาย
ทว่าโจวอี้บังคับพวงมาลัยโดยไม่หันมองเธอด้วยซ้ำ
สีหน้าเขาดูเคร่งเครียด ความอาฆาตติดอยู่ในใจ สายตาจ้องผ่านกระจกมองหลังก็เห็นรถสองคันขยับใกล้เข้ามาเตรียมลงมือทำร้าย ในขณะที่เซี่ยหลู่สวมหูฟังไร้สายด้วยแววตาเป็นประกาย
“หินบังทางหมดเลย ห่างจากเราไปแค่สองกิโลเอง” เธอเอ่ยขึ้น
“ดูเหมือนฝ่ายนั้นจะเตรียมตัวมาดีนะ คงคิดจับเต่าในไหน่ะสิ” โจวอี้เย้ยหยัน “ให้คนของคุณคอยจับตามองอยู่ห่าง ๆ ต่อไป อย่าให้เข้ามาใกล้โดยที่ผมไม่อนุญาต”
“ทำไมล่ะ?” เธอถามด้วยความงุนงง
“อีกฝ่ายรู้แล้วว่าผมมาจากสำนักโอสถแต่ยังกล้าลงมือ แสดงว่าคนที่ตามเราอยู่แข็งแกร่งมาก อย่างน้อยก็ต้องเป็นคนที่ฝึกยุทธ์”
“ถ้าผมเดาถูก คนของคุณก็คงจะถูกหมายหัวเหมือนกัน”
“นอกจากนี้พวกเขาก็อาจจะไม่ได้หวังสูตรยานั่นด้วย เพราะพวกเขาต้องรู้แน่ว่าอาจารย์ผมมาเอาไปแล้วเมื่อคืน”
โจวอี้ค่อย ๆ วิเคราะห์สถานการณ์ กองหินขวางทางข้างหน้าปรากฏให้เห็น
“หรือจะเป็นคนจากนิกายเร้นลับ?” เซี่ยหลู่ถาม
“ผมว่าไม่ใช่หรอก ไม่อย่างนั้นคงไม่ทำเรื่องซับซ้อนขนาดนี้ พวกเขาคงเข้ามาขวางทางเราตั้งแต่ที่มาถึงแล้ว”
“รู้ได้ยังไง?”
“ผมจำเสียงคนที่ประมูลแข่งกับผมได้ เฉินหย่งเทา ผู้อาวุโสของนิกายเร้นลับ อยู่ระดับผสานเต๋า” โจวอี้เอ่ยเสียงเข้ม
รถสองคันจอดสนิท
หลังจากโจวอี้และเซี่ยหลู่ลงจากรถ หม่าเทียนฝู ลูกหมาป่า และเผิงรุ่ยก็รีบเข้ามาหา พลางสังเกตการณ์รอบข้างอย่างระแวดระวัง
“กลัวอะไรกัน?” โจวอี้มองเด็กหนุ่มที่หันหลังมองรถสองคันด้านหลัง
“เปล่า” ลูกหมาป่าตอบเสียงเรียบ
“ต่อให้ไม่กลัว ฉันก็ขอสั่งเอาไว้ ต่อไปถ้าเจอศัตรูที่แข็งแกร่ง ให้นายกับเผิงรุ่ยรีบหนีเอาตัวรอดให้เร็วที่สุด ไปที่อื่นเพื่อรอฟังข่าวคราวจากเรา” โจวอี้บอก
ลูกหมาป่าไม่ตอบ
เขามั่นใจในความแข็งแกร่งของโจวอี้และมันทำให้เขาภักดีด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยตายมาก่อน โจวอี้เป็นคนมอบชีวิตใหม่ให้ ไม่ว่าศัตรูจะแข็งแกร่งแค่ไหน เขาก็จะไม่ทิ้งโจวอี้และหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว ต่อให้ต้องตายในการสู้ก็ตาม
“คุณโจว เจ้านายอยู่ที่ไหนผมก็อยู่ที่นั่น” เผิงรุ่ยบอก
ฟิ้ว! ฟิ้ว! ฟิ้ว!
คนกลุ่มหนึ่งพุ่งตัวมาจากสองข้างทาง ไม่ทันไรเขาก็ถูกคนทั้งห้ารุมล้อม
ตอนนี้เองที่อีกสามคนก้าวออกมาจากรถสองคันด้านหลัง พวกเขาเป็นชายชราอายุหกสิบกว่าปีในชุดเกราะสีดำพร้อมอาวุธคล้ายดาบในมือ คนพวกนี้สวมหน้ากากหัวกะโหลกสีดำ ท่าทางดูไม่ประสงค์ดี
“ท่าไม่ดีแล้วล่ะ” หม่าเทียนฝูกระซิบบอก
“ผมรู้แล้วครับ!” โจวอี้ใจหายวาบ เขาไม่ได้สนใจคนที่ตีวงล้อมตนเองอยู่ จากพลังปราณของฝ่ายตรงข้าม เขาดูออกว่าอีกฝ่ายไม่ได้เป็นแค่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไป แต่ยังอยู่ในระดับปรมาจารย์อีกด้วย
ทว่าสามคนที่ลงมาจากรถมีพลังปราณที่แข็งแกร่งกว่านั้น สองคนเป็นถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ ส่วนชายชราที่เดินนำมา โจวอี้ดูไม่ออกว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดไหน ซึ่งหมายความว่าต่อให้ไม่อยู่ในระดับผสานเต๋าก็อาจอยู่ในระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นสมบูรณ์พร้อม
โจวอี้หยิบโทรศัพท์ออกมาแนบหูก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “อาจารย์ ฝ่ายตรงข้ามพาคนระดับผสานเต๋ามาด้วย เราคงต้านไว้ได้แค่สิบนาที รีบหน่อยนะครับ”
เขาพูดจบก็เก็บโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋าและมองชายแก่ทั้งสามคน ฝ่ายนั้นได้ยินคำพูดของโจวอี้ชัดเจน พลังปราณของอีกฝ่ายจึงเล็งมาที่เขาทันที
ชายคนหนึ่งค่อย ๆ ชักดาบออกมา “โจวอี้จากสำนักโอสถ ศิษย์เอกของฉู่เทียนฮุ่ยใช่ไหม?”
“ใช่ คุณเป็นใคร?” โจวอี้กระชับไม้เท้าหัวมังกรในมือพลางเอ่ยถาม
“ไม่ต้องรู้ว่าพวกข้าเป็นใครหรอก แกต้องให้แก่นวิญญาณกับทุกอย่างที่มีมา ถึงจะรอดชีวิตไปได้ ไม่อย่างนั้นได้ถูกฝังที่นี่แน่” ชายแก่คนนั้นกล่าว
“ที่แท้ก็เป็นโจรดักปล้นนี่เอง คนระดับผสานเต๋าทำเรื่องสกปรกขนาดนี้ด้วยเหรอ” โจวอี้มองเหยียด
“ข้าจะนับถึงสาม” อีกฝ่ายตอกกลับ
“ไม่ต้องนับหรอก เมื่อกี้ก็น่าจะได้ยินแล้ว ถ้าอยากจะฆ่าเราก็มีเวลาแค่สิบนาที หากฆ่าได้ก็เอาของของเราไปเลย แต่ถ้าทำไม่สำเร็จภายในสิบนาทีก็มีแต่ความตายที่รออยู่” โจวอี้บอก
“ฆ่าพวกมันเลย!” ชายแก่ตะโกนลั่น
“เดี๋ยวก่อน มีบางอย่างจะบอกก่อน!” โจวอี้ตวาดกลับ
“จะพูดอะไรอีก”
“ศิษย์นิกายอสูรดำของแกกลับมาแล้วจริง ๆ สินะ” เขายกไม้เท้าขึ้นและระเบิดหัวเราะออกมา
“รู้ว่าเราเป็นใครได้ยังไง?” ชายแก่ผู้อยู่ระดับผสานเต๋าถึงกับตกใจ
“เพราะฉันเคยฆ่าศิษย์นิกายอสูรดำมาก่อนไง กลิ่นยังเหมือนเดิมเลยนี่” โจวอี้พูด “ถ้าอยากตายก็ลองฆ่าฉันสิ”
ทันใดนั้น ลำแสงหนึ่งพลันพุ่งมาจากยอดเขาทางเหนือ
ตู้ม!
พลุระเบิดกลางอากาศทันที สถานการณ์ไม่คาดฝันทำเอาสีหน้าของโจวอี้และคนอื่น ๆ รวมถึงนิกายอสูรดำเปลี่ยนไป ต่างหันมองไปทางยอดเขาทางเหนือ
ฟิ้ว! ฟิ้ว !ฟิ้ว!
สายฟ้านับสิบพุ่งไปทางยอดเขา
บ้างก็ทะยานขึ้นฟ้า บ้างก็พุ่งไปทางระเบิด และบ้างก็สะบัดไปมา
โจวอี้หันไปมองเซี่ยหลู่และถอนหายใจ เขาเดาได้ว่าเป็นฝีมือใคร ทั้งหมดเป็นลูกน้องของเซี่ยหลู่
ส่วนใหญ่เป็นผู้ควบคุมพลังธาตุทั้งนั้น
“ซุ่มโจมตีเหรอ?”
ชายชราเหวี่ยงดาบเข้าโจมตีโจวอี้และพรรคพวก คมดาบว่องไวราวสายฟ้า พริบตาเดียวก็เข้ามาประชิดตัวโจวอี้แล้ว
“สมกับที่อยู่ในระดับผสานเต๋า”
อีกสองคนเริ่มลงมือในจังหวะนี้เอง
เป็นโจวอี้กับหม่าเทียนฝู! คนหนึ่งควงไม้เท้า อีกคนชักดาบที่โจวอี้ซื้อจากตลาดมืดมาให้ใช้ชั่วคราว ทั้งสองโจมตีเต็มแรงโดยไม่คิดหวาดกลัว
ในขณะเดียวกันที่ด้านหลัง เซี่ยหลู่และอีกสามคนก็พุ่งไปหาปรมาจารย์หลายคนของนิกายอสูรดำ
เพียงแต่ศิษย์ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ของนิกายอสูรดำอีกสองคนที่เหลืออยู่นั้นเร็วกว่า ทั้งสองโผไปขวางหน้าเอาไว้ทันที
ตู้ม!
ทั้งสองฝ่ายเข้าปะทะกันในทันที
โจวอี้และหม่าเทียนฝูร่วมมือกัน ทว่าส่วนใหญ่ทำได้แค่ป้องกันพลังจากดาบของชายแก่ และถูกกระแทกออกมาทันที
“ผู้อาวุโสหม่า กัดฟันไว้”
เท้าโจวอี้ยังไม่ทันตั้งหลักดีก็ถูกโจมตีซ้ำเสียงดังสนั่น เขาถูกชายแก่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์ที่อยู่ซ้ายมือของเซี่ยหลู่เล่นงานเข้าจนได้
ตอนนี้เองที่เขางัดพลังอักขระทั้งสามมาใช้ ทั้ง ‘ยากเข็ญ’ ‘กำจัด’ และ ‘เพิ่ม’
อักขระ ‘ยากเข็ญ’ สร้างพื้นที่หนองน้ำที่มีแรงยับยั้งมหาศาล
อักขระ ‘กำจัด’ ทำให้การโจมตีของคู่ต่อสู้อ่อนกำลังและจางหายไป
ส่วนอักขระ ‘เพิ่ม’ เสริมสร้างความแข็งแกร่งและพลังการโจมตี
พลังปราณของโจวอี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตอนนี้ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย ไม้เท้าหัวมังกรที่ดูเฉื่อยชากลับเร็วจนถึงขีดสุด แรงปะทะรวมกันพุ่งเข้าใส่ฝ่ายตรงข้าม
ตู้ม!
ชายแก่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์เบิกตาค้าง แววตาเต็มไปด้วยความตกตะลึง แรงปะทะทำให้ดาบในมือกระเด็นลอยไป ถึงกับทำให้เจ็ดทวารแตกซ่านจากการโจมตีของไม้เท้าหัวมังกร
อักขระ ‘เพิ่ม’
โจวอี้สบโอกาสนี้ใช้อักขระ ‘เพิ่ม’ โดยตั้งใจที่จะฆ่าอีกฝ่าย ความรู้สึกบางอย่างปะทุจากในอก มันคือความโกรธที่ซ่อนอยู่ในใจ มันเป็นกลายพลังส่วนหนึ่งที่ผสานกับพลังดวงดาวส่งไปยังไม้เท้าของเขา ทำให้พลังจู่โจมที่พุ่งไปยังฝ่ายตรงข้ามเพิ่มขึ้นในทันที
“เร็วไปไหมเนี่ย?”
“อายุน้อยแค่นี้จะแข็งแกร่งขนาดนี้ได้ยังไง?”
ความคิดนี้ผุดขึ้นในหัวของชายแก่ระดับบรรพจารย์ยุทธ์เมื่อถูกไม้เท้าหัวมังกรโจมตีเข้าที่ศีรษะ ส่งผลให้ร่างของเขากระเด็นออกไป