หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 749 ข้อมูลสำคัญ
ความเฉลียวฉลาดของถังชงไม่ได้มีมากนัก บางครั้งเขายังถูกเรียกว่า ‘คนซื่อบื้อ’ เมื่อทำเรื่องต่าง ๆ ทว่าตอนนี้เขาออกจากโลกที่สวยงามมาเผชิญหน้ากับความยากลำบากและทุกข์ทรมานที่นี่ ทำให้เรียนรู้ที่จะคิดหน้าคิดหลังให้รอบคอบ
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงพบว่าผลจากการฝึกฝนในช่วงนี้สำคัญขึ้นมา สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือความทรหดของร่างกายที่พัฒนาขึ้นมาก ยิ่งไปกว่านั้น! เขายังได้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้มามากมาย บางครั้งตอนเขาที่เหนื่อยล้าและทรมานก็จะจินตนาการถึงวันที่ตนเองจะได้ออกจากนรกขุมนี้และสามารถฆ่าทุกคนข้างนอกด้วยหมัดของตนเองได้
ส่วนเรื่องของฮัวเยว่ถิง แม้เขาจะถูกปฏิเสธ แต่ในใจเขาก็ยังไม่ยอมแพ้กับความสัมพันธ์ครั้งนี้ เขาจะต้องไปปรากฏตัวด้วยความภาคภูมิต่อหน้าเธอให้ได้ และบอกเธอว่าเขาเองก็เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเช่นกัน
ทว่า…ถังชงมองโจวอี้และเผยรอยยิ้มสดใสบนใบหน้า
ต่อให้ไม่ได้ออกไปก็ยังดีที่มีวันหยุด!
การอยู่ในนรกทั้งเป็นนั้น ต่อให้เพลิดเพลินกับการพักผ่อนเพียงวันเดียวก็นับว่าเป็นฝันอันแสนหวานแล้ว!
“ผมจะไปเก็บของเดี๋ยวนี้เลย” ถังชงเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“อืม! ตามฉันมาแล้วกัน” โจวอี้โบกมือ เขามองถังชงที่รีบวิ่งไป ก่อนจะหันไปยิ้มให้เหมิงเทียนอ้าวพลางพูดว่า “เจ้าหมอนั่นไม่เอาอ่าวต้องเคี่ยวกรำให้ดี ต่อไปไม่ต้องฝึกยุทธ์มากก็คงบรรลุระดับกึ่งปรมาจารย์ได้”
“มันก็ไม่น่าเป็นปัญหาหรอก ต่อให้เขาอยากโกงหรือเล่นแง่ที่นี่ก็คงทำไม่ได้ อีกอย่างเจ้านายมีทรัพยากรการฝึกเยอะขนาดนั้น ต่อให้เหลวเป็นโคลนตม ผมก็ปั้นให้เขาเป็นกระเบื้องเคลือบชั้นดีได้” เหมิงเทียนอ้าวหัวเราะ
“มันก็น่าจะลำบากอยู่ พรุ่งนี้โทรหาเฉิงฮ่าวก็แล้วกัน อย่าลืมมาที่บ้านฉันให้บรรยากาศครื้นเครงด้วย” โจวอี้ยิ้ม
“ไม่มีปัญหาครับ” อีกฝ่ายบอกด้วยท่าทีอารมณ์ดี เขาได้รับคำเชิญไปงานวันเกิดของเจ้าหญิงน้อยเหมียวเหมี่ยวทั้งที บ่งบอกว่าโจวอี้ยอมรับในตัวเขา ทำให้เขารู้สึกปลาบปลื้มใจไม่น้อย
“การค้นหาเด็กไร้บ้านจะล้มเลิกไปไม่ได้ การสร้างโกดังก็ต้องเร่งมือ ต่อไปต้องพยายามเปลี่ยนโกดังนี้เป็นค่ายฝึกให้ได้” โจวอี้บอก
“ไม่ต้องเป็นห่วง! เฉิงฮ่าว จี้หมิงเจิ้น และตัวผมจะทำตามคำสั่งและจัดการทุกอย่างที่ต้องทำให้สำเร็จให้ได้” เหมิงเทียนอ้าวหัวเราะ
“อืม ฉันวางใจการทำงานของพวกนายนะ แต่…”
“แต่อะไรครับ?”
“การฝึกของนายยังต่ำเกินไป ฉันหวังว่านายจะบรรลุระดับบรรพจารย์ยุทธ์ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ถึงยังไงก็มีแต่การไต่เต้าไปถึงระดับนั้นที่จะทำให้นายได้ชื่อว่าเป็นผู้แข็งแกร่ง” โจวอี้บอก
“ครับ” เหมิงเทียนอ้าวพยักหน้ารับ ไม่นานมานี้เขาได้ข่าวว่าโจวอี้ถูกโจมตีที่เมืองเยี่ยเฉิง และเกือบตายด้วยน้ำมือของพวกนิกายอสูรดำระดับผสานเต๋า ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังฆ่าคนระดับบรรพจารย์ยุทธ์ของฝ่ายนั้นได้ในเวลาอันสั้น
เหมิงเทียนอ้าวรู้ว่าความแข็งแกร่งของโจวอี้เพิ่มขึ้นมาก ความก้าวหน้าถือว่าน่าทึ่งมากทีเดียว ดังนั้น เขาจึงเข้าใจเรื่องหนึ่งขึ้นมา
หากการฝึกของเขาทิ้งห่างกับโจวอี้ไปมากกว่านี้ ต่อไปเขาจะช่วยอีกฝ่ายทำงานได้เพียงงานที่ไม่สำคัญ ถึงขั้นอาจดูตัดออกจากกลุ่มคนตำแหน่งสูง
กริ๊ง!
เสียงโทรศัพท์ในกระเป๋าโจวอี้ดังขึ้น
เขาล้วงหยิบเอาโทรศัพท์มือถือออกมา เมื่อเห็นว่าสายโทรเข้าเป็นเบอร์ไม่คุ้นเคย ทั้งยังเป็นสายทางไกลจากต่างประเทศ เขาก็ขมวดคิ้วก่อนจะกดรับสาย
“ใครครับ?”
“เจ้านาย ผมเอง” เสียงทุ้มดังลอดจากปลายสาย
เสียงนี้?
โจวอี้เบิกตากว้างทันทีและถามขึ้น “หูจื้อจวินเหรอ?”
“ใช่ครับ ผมเอง ผมโทรมารายงานทันทีที่ติดต่อได้เลยครับ เจ้านาย ผมจัดการตามที่สั่งเรียบร้อยแล้วครับ” หูจื้อจวินรายงานเสียงเบา
“ค่ายฝึกของนิกายอสูรดำในต่างประเทศอยู่ที่ไหน?” โจวอี้รีบถาม
“อยู่บนเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิกครับ เดี๋ยวผมจะส่งพิกัดไปให้ทันทีเลย”
“โอเค เยี่ยมมาก รอฉันพาคนไปถึงค่ายนั้น แล้วจะให้รางวัลนายอย่างงาม ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องทรัพยากรการฝึกไปตลอดชีวิตเลย แล้วถ้าคุณสมบัติของนายถึง ฉันจะทำให้นายกลายเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ด้วย” โจวอี้ให้สัญญา
“ขอบคุณครับ เจ้านาย” หูจื้อจวินบอกด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
“รายงานสถานการณ์ของค่ายลับนั้นมาที”
“เดี๋ยวผมส่งพิกัดให้แล้วจะเล่าให้ฟังครับ ตอนนี้ผมแอบโทรมาหา อาจจะพูดมากไม่ได้ครับ” หูจื้อจวินกระซิบบอก
“อืม ก็ได้”
ไม่นานโจวอี้ก็ได้พิกัดตำแหน่งจากอีกฝ่าย จากนั้นหูจื้อจวินได้รายงานสถานการณ์ในค่ายฝึกลับของนิกายอสูรดำให้เขาฟังคร่าว ๆ
ข้อมูลสำคัญสองอย่างที่ได้รับมาคือ นิกายอสูรดำรวบรวมเด็กหัวกะทิมากกว่าสองพันคนจากทั่วโลก มีตั้งแต่อายุห้าถึงสิบขวบ และยังมีผู้แข็งแกร่งระดับผสานเต๋าอยู่ประจำการที่เกาะด้วย
การพูดคุยสิ้นสุดลง
ค่ายฝึกลับของนิกายอสูรดำต้องถูกกวาดล้างให้สิ้นซาก แต่พรุ่งนี้เป็นวันเกิดของลูกสาวเขา เขาจึงไม่สามารถไปไหนได้ ทำได้แค่รอออกเดินทางในวันมะรืนเท่านั้น
บ่ายวันต่อมา
วันนี้โจวอี้ไม่ได้ไปรับลูกสาวที่โรงเรียนอนุบาล เพราะเขาโทรไปชวนหลี่เล่ยเล่ยมาร่วมงานวันเกิดลูกสาวด้วย อีกฝ่ายกับคุณครูอีกคนของลูกสาวจึงจะพากลับมาด้วยกัน
วันนี้บ้านตระกูลโจวมีการตกแต่งอย่างเต็มที่ ริบบิ้นสีสันสดใสปลิวไสว ลูกโป่งลอยดูน่าตื่นตาตื่นใจ ทั้งบ้านเต็มไปด้วยของตกแต่งมากมายราวกับอยู่ในเทพนิยาย อู๋ฉีหาง หวังเจิ้งเหว่ย หยางจื่อต้ง และครอบครัวของพวกเขามาถึงก่อนและพูดคุยกันอย่างออกรส
“โอ้ ผมไม่ได้มาสายใช่ไหมเนี่ย” ใครบางคนก้าวเข้ามาในสนามหญ้า ทุกสายตาหันไปมองเขาทันที
“มาได้ยังไงล่ะเนี่ย?” โจวอี้เห็นแขกผู้มาเยือนก็พลันยกยิ้มถาม
“พูดเป็นเล่นไปได้ วันเกิดหลานสาวที่รักทั้งที จะไม่มาได้ยังไง ทำไม? นายไม่ต้อนรับหรือไง?” หวงไห่เทาเดินมาหาโจวอี้ก่อนจะจิ้มนิ้วกับอกชายหนุ่ม
“ปกตินายน่าจะต้องโทรมาชวนฉันไม่ใช่เหรอ แต่ไม่โทรมาแบบนี้ โดนหมากินสมองเข้าไปแล้วหรือไง”
“ไสหัวไปเลย” โจวอี้ต่อว่าทั้งที่ยังยิ้มอยู่
“ฮ่า ๆ พอดีฉันเป็นผู้ใหญ่พอจะใจกว้างน่ะ ไม่เป็นเหมือนนายหรอก ว่าแต่หลานสาวที่รักของฉันอยู่ไหนล่ะ?” หวงไห่เทาแสยะยิ้ม
“ยังไม่เลิกเรียน”
“แล้วฉันจะช่วยอะไรได้บ้างล่ะ?”
“ไปแทะเมล็ดแตงเล่นเลยไป”
“ก็ได้!”
การมาถึงของหวงไห่เทาไม่ได้ทำให้ครอบครัวของอู๋ฉีหางแปลกใจนัก พวกเขารู้ว่าโจวอี้สนิทกับหวงไห่เทาจึงเข้าไปทักทายอีกฝ่าย
ณ โรงเรียนอนุบาล
ฉู่ซือซือมองหลี่เล่ยเล่ยด้วยท่าทีกังวลและลังเล “ฉันไปได้จริง ๆ เหรอ?”
“ได้สิ! แม่ของเหมียวเหมี่ยวโทรมาชวนฉันให้พาเธอไปด้วยกัน ช่วงนี้ฉันก็เห็นว่าเธอไปกินข้าวที่บ้านเหมียวเหมี่ยวอยู่บ้างไม่ใช่เหรอ อาหารฝีมือคุณโจวอร่อยมากเลย วันนี้ลาภปากเราแล้วล่ะ” หลี่เล่ยเล่ยหัวเราะ
“คุณโจวเหรอ ฉันไม่เคยกินอาหารฝีมือคุณโวจวมาก่อนสักหน่อย!” ฉู่ซือซือบอก
“ยังไม่เคยเหรอ อ๋อ ใช่แล้ว ช่วงนี้คุณโจวไม่อยู่บ้านนี่เนอะ งั้นไม่เป็นไร ฉันมั่นใจว่าวันนี้เธอจะได้กินมื้อใหญ่เลยล่ะ ไปกันเถอะ! ใกล้เวลาเลิกเรียนแล้ว ไปรับเหมียวเหมี่ยวกับเสี่ยวรุ่ยแล้วรีบไปกัน” หลี่เล่ยเล่ยกล่าว
“อื้ม!” ฉู่ซือซือพยักหน้ารับ