หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 825 ช่างสวยอะไรอย่างนี้
บทที่ 825 ช่างสวยอะไรอย่างนี้
บนยอดเขาลูกที่หก
โจวอี้ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น แววตาเขาฉายประกายวูบไหวของเปลวไฟ รอยยิ้มกว้างปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา
เขาได้ธาตุมาเพิ่มอีกธาตุหนึ่งแล้ว
คราวนี้เป็นธาตุไฟ!
จนถึงตอนนี้ เขาสามารถรวบรวมธาตุทอง ไม้ น้ำ และไฟมาแล้ว เหลือเพียงธาตุดินซึ่งเป็นธาตุสุดท้าย เขาก็จะได้ครบทั้งห้าธาตุ
“เขาลูกที่เจ็ด…”
โจวอี้หยิบโอสถออกมาโยนเข้าปาก ก่อนจะเทพลังดาราเหลวตามลงไปสองหยด เขารีบซึมซับพลังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะมุ่งหน้าไปยังเขาลูกที่เจ็ด
ณ เชิงเขาลูกที่เจ็ด
หญิงชายคู่หนึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่สองข้างบันไดทั้งซ้ายขวา ปราณวิญญาณฟ้าดินจากทั่วทั้งสารทิศพุ่งมาหาพวกเขา
หลี่ชิงเฉิง!
เป็นครั้งแรกที่โจวอี้เห็นอัจฉริยะเลื่องชื่อในโลกผู้ฝึกยุทธ์
หน้าตาดีมาก
สวยราวกับไม่ใช่มนุษย์
โจวอี้ถามตนเองว่า ‘ฉันเคยเห็นสาวสวยมาก็เยอะ แต่ไม่มีใครสวยเท่าเธอเลย สวยชนิดที่ใช้คำว่าสวยมาบรรยายยังเป็นการสบประมาทเลย’
เขาละสายตาไปมองชายหนุ่มร่างกำยำล่ำสันอีกคนทางซ้าย และพบว่าพลังแผ่ซ่านออกมาจากเจ้าตัว
เยว่หลี่จงเซียง จากตำหนักถิงเฟิง
อัจฉริยะหัวกะทิที่ครองอันดับหนึ่งในทำเนียบวีรบุรุษ
อายุยี่สิบเก้าปีนี้ แต่ไปถึงระดับบรรพจารย์ยุทธ์ขั้นปลายแล้ว
เยว่หลี่จงเซียงที่นั่งอยู่พลันลืมตาขึ้น เมื่อเห็นโจวอี้ เขาก็ส่งสายตาเป็นมิตรและถามขึ้นว่า “ฉันหล่อล่ะสิ?”
“หล่อครับ แต่ก็น้อยกว่าผมนิดหนึ่ง” โจวอี้หัวเราะ
“มั่นใจจังเลยนะ” เยว่หลี่จงเซียงลุกขึ้นพร้อมพลังเต็มเปี่ยมที่ถาโถมมาหาโจวอี้
“เยว่หลี่จงเซียงจากตำหนักถิงเฟิงใช่ไหมครับ?” โจวอี้ถามเพื่อความแน่ใจ
“ใช่ ฉันเอง”
“อย่าเปลืองพลังเลยครับ ต่อให้คุณเป็นผู้แข็งแกร่งระดับบรรพจารย์ยุทธ์ แรงกดดันที่ส่งมาที่ผมก็ไม่มากไปกว่าที่เจอที่บันไดสวรรค์ที่หกหรอกครับ” โจวอี้เอ่ยอย่างภาคภูมิใจพลางโบกมือและพูดเสียงเรียบ “เก็บพลังไว้เตรียมรับมือกับความท้าทายของบันไดสวรรค์ที่เจ็ดบนเขาเถอะครับ!”
อีกฝ่ายชะงักไปและรีบถอนปราณกลับมา
ใช่แล้ว!
คนคนนี้พูดถูก
ต่อให้เขาพยายามข่มขู่โจวอี้ด้วยปราณมากเท่าไหร่ก็ไม่มากไปกว่าสิ่งที่พบเจอบนบันไดสวรรค์ที่หก
“นายเป็นใคร?”
“โจวอี้จากสำนักโอสถ”
“ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลย ดูเหมือนจะอัจฉริยะที่แอบฝึกวิชาในสำนักสินะ ไม่อย่างนั้นคงมาไม่ถึงที่นี่ได้” เยว่หลี่จงเซียงพยักหน้าก่อนจะลงไปนั่งขัดสมาธิเพื่อฟื้นฟูพลังที่เสียไปอีกครั้ง
นับตั้งแต่แรกจนถึงตอนนี้
หลี่ชิงเฉิงไม่แม้แต่จะลุกขึ้นหรือลืมตาขึ้นมาด้วยซ้ำ
ปราณเบาบางและสงบนิ่งเต็มเปี่ยมในร่างกายเธอ เธอฟื้นฟูพลังอยู่เงียบ ๆ ราวกับว่าต่อให้ฟ้าถล่มดินทลายก็ไม่สามารถดึงความสนใจจากเธอไปได้
โจวอี้เดินไปนั่งขัดสมาธิที่ด้านซ้ายของเยว่หลี่จงเซียง
เขาใช้พลังไปมากบนเขาลูกที่หก และต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูกำลัง
“ไม่ไปทางนั้นเหรอ?” เยว่หลี่จงเซียงเหลือบมองโจวอี้ที่อยู่ห่างไปเจ็ดแปดเมตรด้วยรอยยิ้ม
“ทำไมต้องไปทางนั้นด้วยครับ?” โจวอี้ถามกลับ
“ทุกคนก็ชอบสาวสวยทั้งนั้น ไม่อยากไปอยู่ใกล้ ๆ เธอเหรอ?” อีกฝ่ายพูดหยอก
“ผมเองก็ไม่ได้ขาดแคลนผู้หญิงนะ” โจวอี้ตอบเสียงเรียบ
เยว่หลี่จงเซียงเม้มปาก แววเย้ยหยันปรากฏให้เห็นในดวงตา
ไม่ขาดผู้หญิงหรือ?
มีผู้หญิงคนไหนเทียบกับหลี่ชิงเฉิงได้บ้าง?
ในฐานะชายชาตรีก็ควร ‘กินลูกเซียนท้อเพียงหนึ่งดีกว่าได้กินลูกแพร์สุกทั้งตะกร้า’ ไม่ใช่หรือ
เยว่หลี่จงเซียงรู้สึกไม่อยากนั่งหลับตาต่อ แต่กลับอยากสอนโจวอี้ให้รู้จักแยกแยะสาวงามกับผู้หญิงทั่วไปที่หาได้เกลื่อนกลาด
“น้องโจวสูบบุหรี่ไหม?” เขายื่นบุหรี่ให้พลางถามด้วยรอยยิ้ม
“สูบครับ”
“เอาสักตัวไหม?”
“ครับ ขอบคุณมาก” โจวอี้ยื่นมือไปรับบุหรี่ที่ลอยมาและคีบเอาไว้หว่างนิ้ว
ทันใดนั้น เปลวไฟเล็ก ๆ ก็ถูกจุดขึ้น
นี่มัน…
พลังหรือ?
ทักษะของธาตุไฟหรือ?
เยว่หลี่จงเซียงเห็นแล้วตาแทบถลน เขาไม่ได้อิจฉาที่โจวอี้มีทักษะธาตุไฟ แต่อิจฉาที่อีกฝ่ายเพียงดีดนิ้วก็เกิดเปลวไฟจุดบุหรี่ได้ มันเป็นภาพที่เท่สุด ๆ!
“อะแฮ่ม น้องโจวดูอายุยังน้อยอยู่เลย รู้ไหมว่าสาวงามหมายความว่าอะไร?” เขารู้สึกว่าโจวอี้เด่นเกินหน้าเกินตาตน จึงตัดสินใจใช้ประสบการณ์เข้าข่ม
“หมายความว่าอะไรเหรอครับ?” โจวอี้ยิ้ม
“ฮ่า ๆ ในเมื่ออยากรู้ ฉันก็จะสอนให้” เขาบอกด้วยความกระตือรือร้น
“ขอคำแนะนำด้วยครับ”
ห่างออกไปมากกว่ายี่สิบเมตร
หลี่ชิงเฉิงที่นั่งขัดสมาธิอยู่พลันลืมตาขึ้น ดวงตาคู่งามคล้ายกับมีดวงดาวเป็นประกาย เธอเหลือบมองเยว่หลี่จงเซียงและโจวอี้ที่อยู่ห่างออกไปก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง
ทว่าชั่วขณะนั้นกลับเตรียมเงี่ยหูฟังคารมคมคายของเยว่หลี่จงเซียง
“เรื่อง ‘คนสวย’ น่ะนะ…”
“อะไรคือความสวย? แน่นอนว่าหน้าตาต้องมาเป็นอันดับแรกอยู่แล้ว มีภาษิตว่า ‘จันทร์หลบโฉมสุดา มวลผกาละอายนาง’ หรือ ‘งามล่มเมือง’ เอาไว้ชมความสวยของผู้หญิงด้วย”
“แต่ถ้าพูดถึงรูปลักษณ์ก็ต้องโดดเด่นเป็นพิเศษ”
“รูปลักษณ์ของผู้หญิงน่ะ นอกจากหน้าตาแล้วก็ต้องหุ่นดีด้วย นิสัยใจคอก็ต้องดี รสนิยมการแต่งตัวก็ต้องดีเหมือนกัน….”
“พูดถึงเรื่องภายนอกแล้ว ฉันจะบอกเรื่องภายในให้ฟัง”
“ความงามจากภายในก็เป็นความสวยอีกแบบหนึ่ง”
“ผู้หญิงจิตใจดีก็ถือว่าสวย ยิ่งมีความรู้ ความสามารถ และบุคลิกดีด้วยแล้วก็ยิ่งสวยจากภายใน”
“มีแค่คนที่สวยทั้งภายนอกและภายในที่เรียกว่าสวยตรึงใจจริง ๆ ในบรรดาสาวสวยหลายล้านคนบนโลกนี้ คนที่จะมีคุณสมบัติที่ว่านี้ก็มีน้อยคนนะ”
เยว่หลี่จงเซียงพูดไปเรื่อย ๆ ในขณะที่โจวอี้คอยพยักหน้าเห็นด้วย ทำเอาคนพูดยิ่งชอบอกชอบใจ
ด้วยเหตุนี้จึงโยนคำถามให้โจวอี้ “แล้วแฟนของน้องโจวถือว่าสวยหรือเปล่าล่ะ?”
“ผมว่าก็น่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ!” โจวอี้ยิ้ม
“ที่บอกว่าน่าจะหมายความว่าไง? ไม่ได้สิ ห้ามใช้คำคลุมเครือแบบนั้นเพื่อเลี่ยงตอบนะ” เยว่หลี่จงเซียงกลอกตามองอย่างไม่สบอารมณ์
“ว่าแต่พี่เยว่หลี่มีแฟนไหมครับ?” โจวอี้ถามกลับ
“อะแฮ่ม ยังไม่มีหรอก” อีกฝ่ายหน้าเสียและขำกลบเกลื่อน
ถ้าอย่างนั้นก็เก่งแต่ทฤษฎีนี่นา!
โจวอี้ยิ้มพลางส่ายหน้า
“น้องโจวหมายความว่าไง ตอนนี้ฉันยังไม่มีเพราะมาตรฐานสูงเกินไปต่างหาก สาวสวยทั่วไปไม่เข้าตาฉันหรอก ต่อไปฉันต้องได้แต่งงานกับสาวสวยอยู่แล้วน่า” เยว่หลี่จงเซียงพูดพลางชำเลืองมองไปทางหลี่ชิงเฉิง
โจวอี้มองตามแล้วนึกสนุกขึ้นมา
ช่างกล้าพูด พ่อหนุ่มคนนี้คงตกหลุมรักหลี่ชิงเฉิงเข้าแล้ว!
“พี่เยว่หลี่ ผมเชื่อว่าคุณทำได้ครับ” เขาบอก
“น้องโจวเองก็ดูไม่เลวนะ เอาไว้โอกาสหน้าที่เราได้เจอกัน เดี๋ยวจะพาสาวสวยไปให้รู้จัก” อีกฝ่ายพูดอย่างอารมณ์ดี
“อย่าเลยครับ เดี๋ยวผมจะเดือดร้อนเอา” โจวอี้รีบโบกมือปฏิเสธ
แค่ตอนนี้… เขาก็มีเรื่องให้ปวดหัวมากพอแล้ว
ขืนมีอีก… เขาคงได้มีชีวิตวุ่นวาย!
เยว่หลี่จงเซียงมองค้อนและเอ่ยว่า “ถึงจะรู้ว่าควรแต่งงานแบบรักเดียวใจเดียว แต่ผู้ชายในโลกผู้ฝึกยุทธ์อย่างเราก็มีสามอนุสี่ภรรยาเป็นปกติ จะไปกลัวอะไร คนที่ฉันจะแนะนำให้น่ะนะ… ไม่ต้องห่วงเลย เดี๋ยวจะคัดแต่คนเด็ด ๆ มาให้”
โจวอี้พูดไม่ออก ตอนนี้เขามีผู้หญิงในทำเนียบสาวงามหลายคนแล้ว จึงไม่กล้าไปท้าทายพวกเธออีก
ฟิ้ว!
ทันใดนั้น ร่างหนึ่งก็โผล่มาอยู่ตรงหน้าโจวอี้
หลี่ชิงเฉิงในชุดสีขาวมองมาที่เขาด้วยสายตาหยาดเยิ้ม “โจวอี้จากสำนักโอสถใช่ไหมคะ?”
“ครับ!”
“เซี่ยหลู่ ปีศาจสาวคนนั้นเป็นผู้หญิงของคุณใช่ไหมคะ?”
“แค่ก ๆๆ…”