หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 914 เกิดขึ้นได้ยังไง?
ณ แนวป้องกันชั้นที่สี่
ภายในพื้นที่ใจกลางของอาคารทรงโบราณ ฉู่เทียนฮุ่ยจ้องมองซือหลางด้วยสีหน้าบูดบึ้ง เธอไม่อาจข่มความไม่สบอารมณ์เอาไว้ได้
ศิษย์คนอื่น ๆ ของสำนักโอสถที่อยู่ในห้องต่างนิ่งเงียบและหวาดกลัว ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เพราะกลัวว่าจะทำให้ฉู่เทียนฮุ่ยโกรธ
“นานเท่าไหร่แล้ว?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามพลางกัดฟันกรอด
“ก็เกือบจะอาทิตย์แล้ว” ซือหลางตอบขณะยิ้มเจื่อน
“ท่านเสียสติไปแล้วเหรอ? ฉันไม่เชื่อว่าท่านจะไม่เคยได้ยินเรื่องของโจวอี้ ตอนนี้สนามรบจองจำวิญญาณถูกพวกต่างดาวยึดครองไปแล้ว เข้าไปที่นั่นก็เสี่ยงตาย ท่านอยากเห็นเขาไปตายเหรอ?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามด้วยท่าทีเกรี้ยวกราด
“ข้าบอกแล้วไงว่ามันอยู่นอกเหนืออำนาจการตัดสินใจของข้า ถึงแม้ข้าจะดูแลภาพรวมที่นี่ แต่ทั้งจ้านหลิงอวิ๋น เหลียงเหล่ย และเวิงหลิวกุ้ยต่างก็เห็นด้วย โจวอี้เองก็ยืนกรานที่จะไป แล้วจะให้ข้าทำยังไง มัดเขาไว้ที่นี่แล้วรอให้เธอมาอย่างนั้นเหรอ?” ซือหลางบอกอย่างช่วยไม่ได้
ฉู่เทียนฮุ่ยหงุดหงิดมาก ทว่าเธอไม่อาจทำสิ่งใดได้
ตอนนี้โจวอี้แข็งแกร่งขึ้นก็จริง แต่ชายหนุ่มก็ยังไม่สำเร็จยุทธ์ระดับผสานเต๋า การไปเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวระดับพลศึกก็ยังพอมีโอกาสชนะ แต่หากไปสู้กับผู้แข็งแกร่งระดับจอมพล คงมีแต่ตายกับตาย!
อีกทั้งจำนวนมนุษย์ต่างดาวในสนามรบจองจำวิญญาณยังมีหลายพันตน รวมถึงสัตว์คู่หูและสัตว์ล่าสังหารอีกเป็นหมื่นตัว ต่อให้มีผู้แข็งแกร่งระดับจอมพลตามจ้านหลิงอวิ๋นไปเสริมกำลัง ในการเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวจำนวนเท่านี้ ก็ยังเกรงว่าคงจะไม่มีใครปกป้องโจวอี้ได้
แล้วจะทำอย่างไร?
หรือควรส่งใครบางคนไปช่วย?
ฉู่เทียนฮุ่ยครุ่นคิด มีหลายคำถามเหลือเกินที่ยากจะหาคำตอบ
เป็นต้นว่า…
แล้วจะช่วยอย่างไร?
จะไปช่วยที่ไหน?
สนามรบจองจำวิญญาณมีพื้นที่กว้างขวาง ต่อให้เธอพาคนไปที่นั่นด้วยตัวเอง กว่าจะหาโจวอี้พบคงได้เจอกับฝูงมนุษย์ต่างดาวก่อน!
“เจ้าเด็กนี่ ไม่รู้จักรักษาชีวิตเอาซะเลย” เธอบอกขณะกัดฟันกรอด
ในขณะนั้นเอง…
คนผู้หนึ่งพลันพุ่งทะยานมาจากด้านนอก
เมื่อหญิงสาวเห็นผู้มาเยือน เธอก็ถึงกับอึ้งไป ก่อนจะขมวดคิ้วและถามเสียงเข้ม “มาที่นี่ทำไม? ใครอนุญาตให้มา?”
“เจ้าสำนักคะ ฉันมีข้อมูลสำคัญมาแจ้งให้ทราบค่ะ” ฉู่ชุนกล่าวพลางแสดงความเคารพ
“ว่ามา!”
“ป้ายจารึกคุณูปการมีข้อมูลของศิษย์น้องโจวปรากฏขึ้นมาค่ะ เขา…” ฉู่ชุนตั้งท่าจะพูดต่อ แต่ก็ชะงักไป
“อย่ามัวยึกยัก พูดมา” ฉู่เทียนฮุ่ยขึ้นเสียงอย่างไม่สบอารมณ์
“บันทึกค่าผลสำเร็จการรบของศิษย์น้องโจวผิดปกติค่ะ ตอนแรกเขามีแค่ 0.2 แต้ม แต่ว่าที่ฉันมาแจ้งก็เพราะว่าค่าผลสำเร็จการรบของเขาพุ่งไปถึง 56.4 แต้ม หมายความว่าเขาได้เพิ่ม 56.2 แต้มจากการต่อสู้กับพวกต่างดาวในครั้งที่สองค่ะ” ฉู่ชุนบอกพลางยิ้มแหย
“ว่าไงนะ!”
ฉู่เทียนฮุ่ยอึ้งไปอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
ซือหลางเองก็อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงเช่นกัน สายตาจ้องมองฉู่เทียนฮุ่ยอย่างงุนงงและพูดไม่ออก
ศิษย์สำนักโอสถหลายคนยิ่งอาการหนัก พวกเขาเบิกตากว้างคล้ายพยายามตั้งสติว่าฝันไปหรือว่าหูฝาดไปหรือไม่
ต่อสู้เพียงครั้งเดียว… ได้ค่าผลสำเร็จการรบไปถึง 56.2 เชียวหรือ?
นี่มันเรื่องล้อเล่นแห่งปีหรืออย่างไร
การต่อสู้ระหว่างผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกกับมนุษย์ต่างดาวที่ผ่านมานั้น นอกจากคนที่อยู่ระดับเทพแปลง… ซึ่งเทียบได้กับระดับจ้าวสงคราม มีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถทำแต้มค่าผลสำเร็จการรบได้มากถึงขนาดนี้
โจวอี้ทำอย่างนั้นหรือ?
เขาทำได้อย่างไร?
เจ้าตัวยังไม่ถึงระดับจอมพลเลยด้วยซ้ำ!
“เจ้าสำนักคะ ทุกอย่างที่ฉันเล่าเป็นเรื่องจริงนะคะ ฉันไปตรวจดูที่ป้ายจารึกคุณูปการด้วยตัวเอง ข้อมูลแสดงว่าค่าผลสำเร็จการรบของศิษย์น้องโจวมี 56.4 แต้มจริง ๆ ค่ะ ฉันถึงได้รีบมารายงานสถานการณ์ไงคะ” ฉู่ชุนบอกด้วยรอยยิ้มลำบากใจ
“แล้วข้อมูลของคนอื่นมีการเปลี่ยนแปลงมากขนาดนี้ไหม?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามหลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง
“ที่ผ่านมาเราไม่ค่อยมีการต่อสู้ครั้งใหญ่กับพวกต่างดาว ค่าผลสำเร็จการรบของทุกคนก็เลยไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ แต่ว่า… แต้มของผู้แข็งแกร่งจากสำนักโอสถกลุ่มหนึ่งเพิ่มขึ้นมาค่ะ” ฉู่ชุนรายงาน
“เพิ่มขึ้นเท่าไหร่? แล้วของใครบ้าง?” ฉู่เทียนฮุ่ยรีบถาม
“อาจารย์ลุงจ้านหลิงอวิ๋น ผู้อาวุโสเหลียงเหล่ย ผู้อาวุโสเวิงหลิวกุ้ย ผู้อาวุโสหม่านเทียนหลง ผู้อาวุโสหลินเยียนจื่อ และคนอื่น ๆ รวมทั้งหมด 13 คนมีแต้มเพิ่มขึ้นคนละ 4 หรือไม่ก็ 4.1 แต้มค่ะ” เธอตอบ
“มันคือการแบ่งค่าผลสำเร็จการรบเท่า ๆ กัน” ซือหลางบอกเสียงเข้ม
“ก็น่าจะเป็นอย่างนั้น ทั้ง 13 คนมีแต้มเพิ่มขึ้นคนละ 4 แต้ม รวมกันแล้วมากกว่า 50 แต้ม โจวอี้เองก็ได้มากกว่า 50 แต้มเหมือนกัน… พวกเขาน่าจะเผชิญหน้ากับกองกำลังนับร้อยนายของพวกต่างดาว” ฉู่เทียนฮุ่ยเอ่ยด้วยสีหน้าไม่สบายใจ
“นอกจากกองกำลังนับร้อยนาย พวกเขาก็น่าจะฆ่าสัตว์คู่หูและสัตว์ล่าสังหารไปด้วย” ซือหลางเอ่ยสำทับ
“ว่าแต่… มันจะเป็นไปได้ยังไง?” ฉู่เทียนฮุ่ยพึมพำ
พวกเขาทั้ง 14 คนรวมถึงโจวอี้มีค่าผลสำเร็จการรบเพิ่มขึ้น ซึ่งเท่ากับจำนวนคนที่สำนักโอสถส่งไป หมายความว่าพวกเขากวาดล้างกองกำลังร้อยนายของมนุษย์ต่างดาวได้โดยไม่มีใครตายในสมรภูมิ! เนื่องจากคนที่เสียชีวิตในสนามรบจะถูกเอารายชื่อออกจากป้ายจารึกคุณูปการ
“ไม่น่าเชื่อเลย”
“เหลื่อเชื่อสุด ๆ”
“น่ากลัวเกินไปแล้ว พวกเขาทำได้ยังไงกัน?”
“สำนักโอสถของฉันแข็งแกร่งมาก”
“…”
ศิษย์คนอื่น ๆ ของสำนักโอสถพากันพึมพำออกมา
ฉู่เทียนฮุ่ยพลันนึกบางอย่างได้ เธอมองฉู่ชุนและถาม “มีคนรู้เรื่องค่าผลสำเร็จการรบที่เพิ่มขึ้นพรวดพราดของโจวอี้กี่คน”
“เจ้าสำนัก ผู้ฝึกยุทธ์ในเขตที่อยู่อาศัยของสำนักเราส่วนใหญ่รู้กันหมดค่ะ ถึงยังไงมันก็เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็มีหลายคนคอยสังเกตการณ์ที่ป้ายจารึกคุณูปการอยู่ตลอด ปิดบังเรื่องนี้ไม่ได้หรอกค่ะ” อีกฝ่ายตอบพร้อมรอยยิ้มเจื่อน
“ปิดบังเหรอ ทำไมต้องปิดบังด้วย?” เธอถามก่อนจะเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้โจวอี้อยู่ข้างนอก คนก็กังขาในใจ ไม้เด่นในป่าใหญ่ ย่อมถูกลมพัดหักโค่นได้ง่าย*[1] …แต่ว่าที่นี่คือที่ไหน? ถ้าเราต้องปิดบังหลบซ่อนในอาณาเขตของเราแล้วจะมีประโยชน์อะไร”
“ใช่แล้ว ยิ่งโดดเด่นในโลกตงเทียนเท่าไหร่ ก็ยิ่งได้รับความสนใจจากผู้แข็งแกร่งในกองกำลังต่าง ๆ ครั้งนี้เราเป็นเพื่อนร่วมต่อสู้แนวหน้ากัน ยิ่งโจวอี้แข็งแกร่ง พวกเขาก็ยิ่งดีใจที่ได้เห็นแบบนั้น ถึงยังไงถ้าคนของเราแข็งแกร่งและสามารถฆ่ามนุษย์ต่างดาวได้มากขึ้น พวกเขาก็ยิ่งมีหวังที่จะรอดชีวิตมากขึ้น” ซือหลางหัวเราะร่า
“ท่านอย่าเพิ่งหัวเราะเลย เสี่ยวอี้เขา… ยังติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณอยู่เลยนะคะ!” ฉู่เทียนฮุ่ยท้วงอย่างไม่สบอารมณ์
“เอ่อ…”
รอยยิ้มของซือหลางชะงักไป แอบนึกเสียดายที่น่าจะรั้งไม่ให้โจวอี้ออกไปช่วยคนอื่นให้มากกว่านี้
“ข้าไปสนามรบจองจำวิญญาณด้วยตัวเองดีไหม?” เขาถามอย่างลังเล
“ไม่ได้ค่ะ ท่านต้องอยู่ที่นี่” เธอยืนกรานเสียงแข็ง
“แล้วจะทำยังไงล่ะ?”
“ปล่อยเขาไปค่ะ! มีจ้านหลิงอวิ๋นกับผู้อาวุโสเหลียงอยู่ บางทีโจวอี้คงไม่…” เธอไม่พูดต่อ แต่กลับมองหน้าฉู่ชุนและสั่งว่า “เธอกลับไปให้คนจับตามองป้ายจารึกคุณูปการเอาไว้ ถ้าข้อมูลของโจวอี้ผิดปกติ ให้รีบส่งคนมารายงานฉันทันที”
“รับทราบค่ะ ฉันจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้” อีกฝ่ายตอบพลางประสานกำปั้น
ในขณะเดียวกัน เรื่องการมาถึงโลกตงเทียนของโจวอี้ได้แพร่สะพัดไปในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ ศิษย์ทั้งสำนักโอสถรู้ว่าตอนแรกโจวอี้นั้นมีค่าผลสำเร็จการรบ 0.2 แต้ม
อัจฉริยะของสำนักโอสถหลายคนที่คุ้มกันแนวป้องกันชั้นที่สี่ต่างให้สมญานามโจวอี้ว่า ‘อัจฉริยะกำราบอสูรคู่’ ซึ่งหมายความว่าสามารถฆ่าได้ทั้งสัตว์ล่าสังหารและมนุษย์ต่างดาว
นอกจากนี้ หลายคนที่เคยขึ้นชื่อว่าเป็นยอดอัจฉริยะของสำนักโอสถก็แอบหมายมั่นอยู่ในใจว่าจะต้องแข่งกับโจวอี้ให้ได้ เพื่อเปรียบเทียบว่าใครจะสามารถฆ่ามนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหาร รวมถึงได้แต้มค่าผลสำเร็จการรบมากกว่ากัน!
เพราะการฆ่าศัตรู และค่าผลสำเร็จการรบ เป็นสิ่งเดียวที่พิสูจน์ว่าใครมีฝีมือดีกว่ากัน!
[1] ไม้เด่นในป่าใหญ่ ย่อมถูกลมพัดหักโค่นได้ง่าย เป็นสำนวนหมายถึง ผู้มีความสามารถโดดเด่นมากเกินหน้าเกินตามักจะมีผู้คิดอิจฉาริษยา