หมอเทวดาขอกลับมาเป็นป๊ะป๋า - บทที่ 924 ระบำบนปลายดาบ
โจวอี้เผชิญหน้ากับศัตรูโดยที่ไม่มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมพลอยู่ด้วย
คราวนี้เขาโชคดีที่ฝ่ายตรงข้ามไม่ได้มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมพล ระดับสูงสุดอยู่แค่ระดับพลศึกขั้นปลายเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงฆ่าพวกมนุษย์ต่างดาวและสัตว์ล่าสังหารไปได้ เพียงแค่ต้องใช้เวลามากกว่าเดิมเล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากคู่ปรับอีกสองตนยอมแพ้และตั้งท่าจะหนี โจวอี้ก็ไม่ยอมปล่อยให้พวกมันลอยนวล แต่กลับตามไล่ล่าไปไกลราว ๆ เจ็ดถึงแปดกิโลเมตร ก่อนจะสังหารอีกฝ่ายได้ในที่สุด
หลังจากนั้น เขาไม่เพียงกลับมาหาศพมนุษย์ต่างดาวทั้งแปดศพที่ฆ่าไปก่อนหน้านี้เพื่อเอาเลือดเท่านั้น แต่สัตว์ล่าสังหารก็ไม่อาจรอดไปได้เช่นกัน หลังจากที่ศพมนุษย์ต่างดาวถูกฝัง สัตว์ล่าสังหารก็ถูกเก็บเอาไว้ในเรือเงา เขาเข้าไปยังเขตของกองกำลังสิบนายที่พบก่อนหน้านี้เพื่อกลับไปไล่ล่าพวกมัน
ปฏิบัติการของเขาเป็นไปอย่างราบรื่น เขากำจัดกองกำลังสิบนายของพวกต่างดาวไปแปดกลุ่มภายในวันเดียว พร้อมทั้งสัตว์คู่หูและสัตว์ล่าสังหารที่ตายอย่างน่าอนาถด้วยน้ำมือของเขา
ครึ่งเดือนต่อมา เขาใช้วิธีการเดียวกันในการกวาดล้างกองกำลังสิบนายของมนุษย์ต่างดาว
ตอนนี้แต้มคุณูปการของเขาทะลุ 150 แต้มไปแล้ว
ภายในป่าบนเขา
“จิ๊บ ๆ จิ๊บ ๆ…”
เสียงร้องของนกนานาชนิดดังขึ้น กองกำลังสิบนายของพวกต่างดาวสามกลุ่มมุ่งหน้าไปหาโจวอี้จากสามทิศทาง
ณ ที่พักของสำนักโอสถ
บริเวณหน้าป้ายจารึกคุณูปการ ฉู่เทียนฮุ่ยนิ่งค้างขณะมองแต้มคุณูปการของโจวอี้ที่ส่องแสงสีแดงสว่างวาบ ฉู่ชุนและฉู่เซี่ยยืนข้างกันอยู่ด้านหลังเธอ รวมถึงผู้ฝึกยุทธ์จากกองกำลังต่าง ๆ หลายคนที่มีสีหน้าตกตะลึง
“เร็วมาก! แค่ไม่กี่เดือน แต้มคุณูปการของเขากลับเพิ่มขึ้นจาก 0 เป็น 150 แต้มอย่างนั้นเหรอ!”
“เร็วมากจริง ๆ เขาไปเจออะไรมากันแน่ ทำไมถึงได้ฆ่าพวกมนุษย์ต่างดาวกับสัตว์ล่าสังหารได้เยอะขนาดนั้น แต้มคุณูปการทุกแต้มล้วนแลกมาด้วยเลือดทั้งนั้น”
“เขายังไม่ถึงระดับจอมพลเลยไม่ใช่เหรอ? ฆ่าพวกต่างดาวได้เยอะขนาดนี้น่าทึ่งมาก”
“ยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งในหมู่คนที่อยู่ต่ำกว่าระดับผสานเต๋านี่ไม่ทำให้ผิดหวังจริง ๆ”
“ยอดเยี่ยมมาก!”
ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนต่างวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้กัน
ทว่าฉู่ชุนกลับเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง “เจ้าสำนักคะ ฉันสังเกตมาเกือบเดือนแล้ว แล้วก็พบว่ามีปัญหาค่ะ”
“มีอะไร?”
“ทุกครั้งที่แต้มคุณูปการของศิษย์น้องโจวเพิ่มขึ้น แต้มของอาจารย์ลุงจ้านกับผู้อาวุโสเหลียงและผู้อาวุโสเวิงก็จะเพิ่มขึ้นด้วย แต่ว่าช่วงนี้ เวลาที่แต้มของทั้งสามคนนั้นขึ้นมา แต้มของศิษย์น้องโจวกลับไม่ขึ้นค่ะ” ฉู่ชุนกล่าว
“หมายความว่าพวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกันอย่างนั้นเหรอ?” ฉู่เทียนฮุ่ยถามด้วยท่าทีเคร่งเครียด
“น่าจะเป็นอย่างนั้นค่ะ! ถ้าพวกเขาอยู่สู้กับพวกต่างดาวด้วยกัน ต่อให้ไม่มีใครได้แต้ม ส่วนใหญ่ก็ต้องแบ่งเท่า ๆ กัน แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เหมือนกับว่าพวกเขาแยกกันไปไล่ล่าศัตรูเลยค่ะ” ฉู่ชุนยิ้มเจื่อน
ฉู่เทียนฮุ่ยเงียบไป
คำอธิบายนี้ฟังดูสมเหตุสมผล
ทันใดนั้น! เธอก็นึกเป็นห่วงโจวอี้มากกว่าเดิม
“ได้ข่าวคราวจากแนวป้องกันชั้นที่สี่บ้างหรือเปล่า?” เธอถาม
“ยังไม่ได้ข่าวเลยค่ะ ทั้งสามกลุ่มที่ส่งออกไปกู้ภัยที่สนามรบจองจำวิญญาณ กลุ่มที่ผู้อาวุโสจิ่นช่างนำออกไปกลับมาทางแม่น้ำเฟิงเป่าอีกฟาก พวกเขาออกไปสิบเอ็ดคนและตายไปห้าคน แต่ช่วยคนกลับมาได้มากกว่าสามสิบคนค่ะ” ฉู่ชุนรายงาน
“พวกเขาได้ข่าวของโจวอี้บ้างหรือเปล่า?”
“ไม่เลยค่ะ!”
ฉู่เทียนฮุ่ยเงียบไปอีกครั้ง
เวลาผ่านพ้นไปนาน ก่อนที่ใครบางคนจะเหาะมาจากระยะไกล
“เจ้าสำนักครับ มีข่าวใหญ่ครับ” ผู้มาเยือนเป็นชายวัยกลางคน ตอนนี้ท่าทีของเจ้าตัวดูวิตกเป็นอย่างมาก
“ข่าวอะไร?”
“หลังจากศิษย์พี่จิ่นช่างกลับมาจากการช่วยคน มีผู้ฝึกยุทธ์มากกว่ายี่สิบคนจากสำนักต่าง ๆ รอดกลับมาได้ พวกเขารู้เรื่องสำคัญมาว่าพวกมนุษย์ต่างดาวเพิ่มกำลังคน ตอนนี้จำนวนพวกมันในสนามรบจองจำวิญญาณมีอย่างน้อยเป็นเท่าตัวครับ” ชายวัยกลางคนรายงาน
“ว่าไงนะ!” เธอเบิกตากว้าง
“ข่าวน่าจะไม่คลาดเคลื่อนครับ เป็นข่าวจากผู้ฝึกยุทธ์ระดับผสานตะ… ระดับจอมพลของคณะกรรมการกำกับดูแลเถิงหลง เขารู้มาจากพวกมนุษย์ต่างดาวที่คุยกันตอนที่เขาแอบไปสอดแนมครับ”
“แย่แล้ว!” สีหน้าของฉู่เทียนฮุ่ยฉายแววกลัดกลุ้ม
เดิมทีจำนวนมนุษย์ต่างดาวที่รุกรานโลกตงเทียนก็มีอยู่หลายพันตน ถ้าเพิ่มกำลังคนเป็นเท่าตัว คงกลายเป็นจำนวนที่มหาศาลแน่นอน
หากข่าวนี้เป็นเรื่องจริง จำนวนมนุษย์ต่างดาวจะยิ่งมีมากขึ้น และสถานการณ์จะยิ่งเลวร้าย
ความบุ่มบ่ามก่อตัวขึ้นในใจเธอ คิดอยากจะไปช่วยโจวอี้ด้วยตัวเองที่สนามรบจองจำวิญญาณ
ทว่าเธอรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้
ริมแม่น้ำเชี่ยวกราก ณ สนามรบจองจำวิญญาณ
หลี่ชิงเฉิง เยว่หลี่จงเซียง และจางไห่โม่กำลังต่อสู้กับกองกำลังสิบนายของพวกต่างดาว หลี่ชิงเฉิงสำเร็จยุทธ์ระดับจอมพลเมื่อไม่กี่วันก่อน ทำให้การต่อสู้เป็นไปอย่างง่ายดาย
ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปเพียงเจ็ดถึงแปดกิโลเมตร โจวอี้ที่ร่างอาบเลือดกำลังหนีหัวซุกหัวซุน
สองวันก่อน เขาตกอยู่ในวงล้อมของกองกำลังสิบนายของพวกต่างดาวสามกลุ่ม ท่ามกลางพวกมัน มีผู้ฝึกยุทธ์ระดับจอมพลอยู่สองตน
ทว่าเขาก็เอาตัวรอดออกมาได้
เขาใช้พลังทั้งหมดของตนเองเพื่อฝ่าวงล้อมออกมา ทำให้บาดเจ็บสาหัส แต่หนีมาได้สองวัน ดันได้เผชิญหน้ากับกองกำลังสิบนายอีกสองกลุ่ม ทำให้ตอนนี้มีพวกมันตามไล่ล่าเขามากกว่าสี่สิบตน ทั้งยังมีสัตว์ล่าสังหารอีกหลายร้อยตัว
ยามนี้เขาบอบช้ำจนอวัยวะภายในได้รับการกระทบกระเทือน ทำให้รู้สึกเจ็บปวดราวกับถูกมีดแทงทุก ๆ ลมหายใจ
เพียงแต่เขาไม่อาจหยุดได้ เนื่องจากรู้ดีว่าหากตกอยู่ในวงล้อมอีกครั้งคงจะหลบหนีออกมาได้ยาก
หนี หนี และหนีต่อไป!
เขาถึงขั้นวางแผนจะหนีไปทางใต้ ขอเพียงไปถึงแม่น้ำเฟิงเป่าก็จะใช้เรือเงาเปิดทางข้ามแม่น้ำไปยังฐานที่มั่นของผู้ฝึกยุทธ์มนุษย์โลกได้
ทันใดนั้นเอง เขาก็รับรู้ได้ถึงปราณที่ล้นทะลัก
“มีการต่อสู้กันห่างออกไปไม่กี่กิโลฯทางตะวันตกเฉียงใต้”
“ต้องรีบไป”
โจวอี้ตัดสินไปมุ่งหน้าไปทางนั้นทันที
ไม่นานนัก เขาก็มาอยู่ห่างจากแม่น้ำใหญ่สายหนึ่งไม่ถึงกิโลเมตร และเห็นทั้งสองฝ่ายที่กำลังต่อสู้กันได้อย่างชัดเจน
‘เป็นพวกเขาเองเหรอ?’
‘หลี่ชิงเฉิง เยว่หลี่จงเซียง กับจางไห่โม่ พวกเขาไม่ได้แค่มาที่โลกตงเทียน แต่ยังติดอยู่ในสนามรบจองจำวิญญาณด้วย’
‘เยี่ยมเลย! พวกเขาน่าจะแข็งแกร่งขึ้น ถึงได้อยู่รอดมาจนถึงตอนนี้’
โจวอี้คิดในใจและรีบพุ่งตัวไปยิ่งกว่าเดิม
ในขณะเดียวกันนั้น ทั้งสามที่เพิ่งจัดการมนุษย์ต่างดาวส่วนใหญ่ได้ก็เห็นโจวอี้แล้วเช่นกัน
ในใจพวกเขามีเพียงความอึ้ง ถึงอย่างไรพวกเขาก็เคยคิดว่าจะได้เจอโจวอี้ที่ไหนสักแห่ง แต่นึกไม่ถึงว่าจะได้มาพบกันในสนามรบจองจำวิญญาณแห่งนี้
“เยี่ยมเลย!”
เยว่หลี่จงเซียงฟันมนุษย์ต่างดาวตัวหนึ่ง รอยยิ้มบาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าเปื้อนเลือดของเขา
ทว่าในชั่วขณะต่อมา รอยยิ้มนั้นก็แข็งค้างไป
เขาเห็นมนุษย์ต่างดาวนับไม่ถ้วน และฝูงสัตว์ล่าสังหารที่ไล่ตามโจวอี้มา ทำเอาหลุดปากเอ่ยว่า “เหยียบขี้หมาแหย่รังผึ้งมาหรือไง ทำไมเขาถึงได้มาพร้อมกับพวกมนุษย์ต่างดาวกับฝูงสัตว์ล่าสังหารเป็นโขยงอย่างนี้ล่ะ!?”
[1] ระบำบนปลายดาบ หมายถึง การเสี่ยงทำเรื่องที่อันตราย