หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 109 ยาสลายวาสนา
109 ยาสลายวาสนา
หลังจากทักทายกันพอเป็นพิธีแล้ว ทุกคนต่างแยกย้ายกลับสู่เรือน ของตระกูล ตลอดทั้งวันวุ่นวายไม่หยุดพัก แต่ละคนเหน็ดเหนื่อยจนหมด เรี่ยวแรง พอกลับถึงเรือน ต่างก็แยกย้ายเข้าห้องของตน ไม่มีใครมีกะจิตกะ ใจแม้แต่จะจับกลุ่มนินทากันต่อ แม้ทุกคนยังไม่ล่วงรู้ว่า จ้าวเข่อหรัน ได้รับ พระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “จวิ้น” แล้ว
ทว่าสิ่งหนึ่งกลับสะดุดตาอย่างยิ่ง สัมภาระที่นางนํากลับมา มากกว่า ตอนออกเดินทางอย่างเห็นได้ชัด อย่างน้อยก็เพิ่มขึ้นถึงห้าหีบ ไม่มีผู้ใดรู้ว่า ในวังเกิดสิ่งใดขึ้น แต่ก็ไม่มีใครกล้าซักถามตรง ๆ ทําได้เพียงเก็บความสงสัย ไว้ในอก แล้วกลืนมันลงไปเงียบ ๆ ข้าวของทั้งหมดถูกลําเลียงกลับเข้า ฮุนฮุยหยวน เรียบร้อยแล้ว
ฮ่องเต้ ไทเฮา แม้กระทั่งฮองเฮา ผู้ซึ่งเห็นหน้านางแล้วแทบอยาก เบือนสายตาหนี ก็ยังพระราชทานของรางวัลมาไม่น้อย จ้าวเข่อหรันนักขัน
อยู่ในใจ คนในวัง ช่างชํานาญนัก ต่อให้ในใจไม่พอใจเพียงใด ก็ยังยิ้มอ่อน โยนได้ราวกับไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แถมยังยื่นของรางวัลมาให้อีกด้วย จะชอบ หรือเกลียดอย่างไร นางก็รับไว้หมด ของฟรี… ผู้ใดจะปฏิเสธได้เล่า
ยิ่งเมื่อเห็นสายตาอิจฉาริษยาของ จ้าวเย่อเหริน แล้ว ยิ่งทําให้นางรู้ กว่า การรับของเหล่านี้ช่างถูกต้องยิ่งนัก ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ ฮุนฮุยหยวน ก็ เห็น แม่นมเยว่ กับ ฉินเซียง ยืนรออยู่หน้าประตู พอเห็นนาง แม่นมเยว่ก็ รีบรุดเข้ามาแทบจะคว้าตัวไว้
“คุณหนูใหญ่ ที่จวนโหวเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ทุกอย่างเรียบร้อยดี หรือไม่ มีผู้ใดกลั่นแกล้งหรือไม่ เหน็ดเหนื่อยหรือเปล่า นั่งรถม้ามาไกลเพียง
นั้น”
นะ”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ อย่างเอ็นดู
“แม่นมเยว่ ข้ากลับมาแล้ว หากจะถามก็ถามทีละเรื่องเถิด”
นางเหลือบมองประตูเรือน พลางกล่าวยิ้ม ๆ
“หรือพวกเราจะยืนคุยกันอยู่หน้าประตูเช่นนี้ต่อไป ข้าเหนื่อยแล้ว
แม่นมเยว่สะดุ้ง รีบตบหน้าผากตนเบา ๆ
“ดูความจ๋าบ่าวสี รีบ ๆ เข้าห้องเถิดเจ้าค่ะคุณหนู”
ความจู้จี้ปนห่วงใยของนาง ทําให้หัวใจจ้าวเข่อหวั่นอุ่นวาบขึ้นมาเล็ก น้อย คราวก่อน ๆ ที่ไปจวนโหว นางมักพาแม่นมเยว่ไปด้วยเสมอ ครั้งนี้นับ เป็นข้อยกเว้น หลายวันมานี้…นางคิดถึงเสียงบ่นจู้จี้นั้นไม่น้อย
พอกลับถึงห้อง จ้าวเบ่อหรันก็เอ่ยบ่นทันทีว่าหิวแล้ว แม่นมเยว่รีบวิ่ง ไปครัวเตรียมของว่าง นางเห็นอีกฝ่ายเหนื่อยเกินไป จึงให้ หลงเอ๋อร์ ไป ช่วย ไม่นาน ภายในห้องก็เหลือเพียง จ้าวเข่อหรัน ฉันเชียง และ ชื่อเชี ยง จ้าวเข่อหรันยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ แววตาที่เคยอ่อนโยนพลันเย็นลง
ๆ
“เอาล่ะ พูดมาเถิด สิ่งที่สืบได้เป็นอย่างไร”
ตั้งแต่ก้าวเข้าประตู นางก็เห็นฉันเชียงส่งสายตาให้แล้ว จึงจงใจให้ผู้ อื่นออกไปเสียก่อน บางเรื่อง ไม่จําเป็นต้องให้ผู้ที่ไม่เข้าใจเรื่องการเมืองใน จวนรับรู้ ฉันเชียงคุกเข่าลงอย่างเคารพ ก่อนกล่าวเสียงต่ําา
“คุณหนู…ครรภ์ของ อนุหลิว มีปัญหาจริงเจ้าค่ะ และปัญหานั้น… ไม่
ใชเล็กน้อย”
จ้าวเข่อหรันมิได้แปลกใจนัก เรื่องนี้นางสงสัยมานานแล้ว แต่
ประโยคถัดมา กลับทําให้นางต้องชะงักไปชั่วครู่
“เรื่องนี้… เกี่ยวข้องกับนายท่านด้วยเจ้าค่ะ”
“ท่านพ่อหรือ?”
นางขมวดคิ้ว
“แล้วที่เจ้ากล่าวถึง ‘ยาต้องห้าม’ นั้นคืออะไร มันมีอยู่จริงหรือ ที่ทํา ให้คนชิ่งแทบไม่มีโอกาสตั้งครรภ์… กลับมีบุตรได้”
ฉันเชียงสายหน้าเบา ๆ
“หากเป็นการรักษาคนที่เป็นหมันให้กลับมามีลูกได้ ต่อให้เป็นหมอ
เทวดาก็มิอาจทําได้เจ้าค่ะ”
นางอธิบายยืดยาวถึงกรณีของ อนุชน ที่คลอดก่อนกําหนด สูญเสีย บุตรสาว สุขภาพทรุดโทรมซ้ําซ้อน จนไม่อาจตั้งครรภ์ได้อีก จากนั้นจึงวก กลับมาที่อนุหลว
“พื้นฐานร่างกายของอนุหลิวยังพอใช้ได้ แม้กินยาคุมกําเนิดมานาน จนมดลูกเสียหายอยู่บ้าง แต่ยังพอมีโอกาส… เพียงแต่น้อยยิ่งนัก แทบจะ เป็นไปไม่ได้
รู้จักมันดี
จ้าวเย่อหรันพยักหน้า
“เพราะเช่นนั้น จึงเสี่ยงใช้ยาต้องห้ามหรือ”
“เจ้าค่ะ”
“ยานั้นชื่ออะไร”
ฉินเชียงมองนาง ก่อนเอ่ยช้า ๆ
“ชื่อว่า อวี้จื่อสาน”
ชือเสียงที่เงียบมาตลอด พลันเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาวาบขึ้นราวกับ
“มันทําให้ตั้งครรภ์ได้จริงหรือ”
จ้าวเย่อหรันถาม ฉันเชียงยิ้มบาง
“คุณหนู… ตอนนี้อนหลิวก็ตั้งครรภ์แล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ”
นางอธิบายต่อ อวี้จื่อสาน ต่อให้ร่างกายอ่อนแอเพียงใด หากชาย
หญิงกินพร้อมกัน ก็สามารถมีบุตรได้ แต่
“ผลข้างเคียงเล่า
“หลังจากนั้น ทั้งชายและหญิงจะสูญเสียความสามารถในการมีบุตร
ตลอดชีวิต”
ภายในห้องเงียบงัน จ้าวเข่อหร้นวางถ้วยชาลงช้า ๆ
“เจ้าหมายความว่า… คนที่กินยานั้น มิใช่อนุหลิวเพียงคนเดียว”
นินเชียงพยักหน้า
“หากมีเพียงฝ่ายหญิงกิน จะไม่เกิดผลใดเลยเจ้าค่ะ”
หัวใจของนางพลันหนักอึ้ง
“ท่านพ่อ… ก็กินด้วยหรือ”
“ตามหลักแล้ว ต้องเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นเย็นเยียบ
ๆ
“อนุหลิว…. ช่างกล้าหาญนัก”
บุรุษผู้ใดจะยอมกินยาที่ทําให้ตนสิ้นสายสกุลเล่า คําตอบมีเพียงหนึ่ง เดียว เขาไม่รู้ ฉันเชียงกล่าวเสริมว่า ช่วงเวลาที่ตั้งครรภ์ นายท่านพักอยู่ เรือนอนหลิวตลอด อาหารทุกมื้ออยู่ในความดูแลของนาง การวางยา…. ง่าย ดายยิ่ง จ้าวเข่อหรันยิ้มเยาะ
“เพื่อบุตรเพียงคนเดียว ยอมตัดหนทางสืบสกุลของทั้งตนและสามี ช่างกล้าบ้าบิ่นเสียจริง”
แต่ อเชียงกลับเอ่ยขึ้นเสียงเบา
“เด็กคนนั้น…. อาจคลอดไม่รอดเจ้าค่ะ”
ทั้งสองหันมามองนางพร้อมกัน
“ในห้องอนุหลิวมีกลิ่น อ้ายเฉ่า แรงมาก นั่นเป็นสมุนไพรอุ่นครรภ์
ห้ามเลือด แปลว่าครรภ์ไม่มั่นคง”
จ้าวเข่อหรันนิ่งไปครู่หนึ่ง
“เจ้าหมายความว่า….
“อวี้จื่อสานทําให้ตั้งครรภ์ได้ แต่การรักษาครรภ์นั้นยากยิ่ง หากไม่มี
หมอเฝ้าอยู่ตลอด อาจแท้งได้ทุกเมื่อเจ้าค่ะ”
ภาพอนุหลิวแต่งหน้าซีด ๆ แต่ยังฝืนมายืนต้อนรับที่หน้าประตู ผุด
ขึ้นในใจทันที คนที่หวงลูกยิ่งชีวิต เหตุใดจึงไม่พักอยู่บนเตียง หรือว่า แผน การอีกชั้นหนึ่ง สีหน้าจ้าวเข่อหรันเปลี่ยนไปทันที
“ต่อไปนี้ หากพบอนุหลิว ให้หลีกเลี่ยงให้ไกล อย่าโต้เถียง อย่าปะทะ
หากเลี่ยงได้ ไม่ต้องพูดกับนางด้วยซ้ํา”
ๆ
สองสาวมองหน้ากันงงงัน นางกล่าวช้า ๆ น้ําเสียงหนักแน่น “ข้าสงสัยว่า… เด็กคนนี้อาจรักษาไม่อยู่ นางจึงจงใจออกมาเดินให้ผู้
คนเห็น วางตัวราวกับแข็งแรง เพื่อหาคนรับเคราะห์แทน”
อเชียงสูดลมหายใจ
“คุณหนูหมายความว่า นางตั้งใจหาแพะรับบาปหรือเจ้าคะ”
จ้าวเย่อหรันพยักหน้า
“หากเด็กตายเอง ย่อมต้องมีการตรวจสอบ ยาต้องห้ามอาจถูกขุด
คุ้ย แต่หากมี ผู้ทําให้แท้ง’ เรื่องก็จบสิ้น
นางยิ้มเย็น
“นางก็จะสะอาดราวดอกบัว”
ภายในห้องเงียบสนิท ลมเย็นพัดผ่านหน้าต่าง ม่านบางใหวแผ่ว
“หวังว่าข้าจะคิดมากไปเอง
นางพิมพ์า แต่ในใจกลับหนักอึ้ง บางครั้ง…. ผู้หญิงที่ดิ้นรนเพื่อจะ เป็นแม่ ก็พร้อมจะผลักผู้อื่นลงเหวทั้งเป็น และในจวนหลังนี้ ความรัก ความ ริษยา และความหวาดกลัว พันเกี่ยวกันแน่นหนาเสียจน….แทบทําให้ผู้คน
หายใจไม่ออก