หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 115 กลับจวน
115 กลับจวน
โบราณว่าไว้ว่า “ยามสุขสันต์ มักลืมเลือนวันคืน” ช่วงเวลาแห่งความ สุขนั้นสั้นนัก เพียงพริบตาเดียว ห้าวันก็ล่วงเลยไปแล้ว จ้าวเข่อหรันพานัก อยู่ที่วัดว่านอันครบห้าวันเต็ม ถึงเวลาต้องกลับจวนไท่ซือเสียที
เช้าตรู่วันนั้น รถม้าจอดรออยู่นอกประตูวัด ล้อไม้เงียบงันใต้หมอก บางยามอรุณ ช็อกูล มองหญิงสาวที่กําลังจะจากไป ความไม่เต็มใจอัดแน่น อยู่ในอก แต่เขาก็รู้ดี หากนางยังไม่กลับ ย่อมก่อให้เกิดค่าครหาได้ หน้า ประตูวัดว่านอ้น ลมต้นฤดูพัดแผ่ว
“เจ้าเด็กน้อย ข้าไม่อยากแยกจากเจ้าเลยจริง ๆ”
เสียงเขาอ่อนลงอย่างคนงอแง จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา แววตาอ่อน
โยน
นะ”
“ชวี่ ข้าอยู่ที่นี่ถึงห้าวันแล้ว หากยังไม่กลับ เกรงว่าผู้คนจะสงสัยเข้า
เยา งนางเข้ามาแนบอก กลิ่นไม้จันทน์อ่อน ๆ จากตัวเขาลอยมากระ ทบปลายจมูก
“ข้ารู้…รู้ว่าต้องปล่อยเจ้ากลับไป แต่ก็ยังไม่อยากปล่อยอยู่ดี”
เสียงกระชิบแผ่วเบาข้างใบหู ทําให้นางยกแขนโอบตอบ
“ความสัมพันธ์ของเรายังต้องปิดบัง ต่อให้ไม่อยากจาก ก็ต้องจาก แต่ภายหน้า…เรายังมีวันคืนอีกยาวไกลมิใช่หรือ”
แขนเขากระชับขึ้นอีกนิด
“เชื่อข้า อีกไม่นาน ข้าจะทูลขอพระราชทานสมรสจากเสด็จพ่อ ให้เรา
ได้อยู่ร่วมกันอย่างเปิดเผย
นางหัวเราะเบา
“แต่ข้ายังไม่ถึงวัยปักปิ่น ต่อให้มีพระราชทาน ก็ยังแต่งมิได้อยู่ดี”
เขาปล่อยนางออกเล็กน้อย แล้วบีบปลายจมูกนางอย่างหยอกล้อ
“เจ้าช่างทําลายอารมณ์จริง ๆ เอาเถิด ถึงยังแต่งไม่ได้ ข้าก็อยากให้ ฐานะถูกก้าหนดไว้ก่อน อย่างน้อยจะได้ไม่มีใครกล้าแย่งเจ้าไป”
จ้าวเข่อหรันส่ายหน้า ยิ้มทั้งเอ็นดูทั้งขบขัน
“ท่านคิดว่าข้าเป็นดอกไม้ล้ําค่าเพียงใดกัน ข้าใช่ว่าจะงดงามเลิศล้ํา มี
ผู้ใดจะแย่ง”
“เช่นนั้นยิ่งดี”
เขายิ้มอย่างพึงใจ
“มีเพียงข้าที่มองเห็นค่าของเจ้า คนอื่นจะได้ไม่ทันรู้ตัว
นางได้แต่ส่ายหน้าอย่างหมดคําพูด มองดูท้องฟ้าเริ่มสว่าง เขาจึงจ้า
ต้องปล่อย
“ไปเถิด อย่าให้สายกว่านี้เลย”
แม้หัวใจรั้งรอ แต่เขาก็รู้ ห้าวันคือขีดจํากัด หากซื้อไว้ จะกลายเป็น ภัยต่อนาง ในสายตาอาลัยของเขา จ้าวเข่อหรันก้าวขึ้นรถม้า มุ่งหน้ากลับ จวนให อ ภายในรถม้า นางเอ่ยถามขึ้นอย่างกะทันหัน
“ช่วงที่ข้าไม่อยู่ มีเรื่องใดเกิดขึ้นบ้างหรือ
ฉินเชียง งนั่งร่วมรถม้า มีสีหน้าลําาบากใจ คล้ายอยากพูดแต่ไม่กล้า จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้ว
“เกิดเรื่องใหญ่ในจวนหรือ กระทบถึงชุนฮุยหยวนหรือไม่”
ฉินเชียงรีบส่ายหน้า
“คุณหนูวางใจ ข้าอยู่ที่สํานักงานใหญ่ของตําหนักเหยียนหลัว มิได้ กลับจวน แต่ไม่มีข่าวจากชื่อเสียง น่าจะไม่มีเรื่องใหญ่”
“เช่นนั้นเรื่องใดเล่า ทําหน้าเคร่งเครียดนัก”
ฉินเชียงลังเล ก่อนกล่าวเบา ๆ
“ในเมืองหลวง…เกิดเรื่องใหญ่ เกี่ยวกับคุณหนูรอง”
ดวงตาจ้าวเข่อหรันวาบขึ้น
“จ้าวเย่อเหรินอีกแล้วหรือ”
“เป็นเรื่องการหมั้นหมายกับหลินชื่อจื่อแห่งจงอี้โหวเจ้าค่ะ มีข่าวลือ
ว่าเขาหลงหญิงคณิกา ถึงขั้นตําหนิคุณหนูรองต่อหน้าผู้คน และทําให้นาง
บาดเจ็บ”
จ้าวเข่อหรันชะงักครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มบาง
“เก็ตเมื่อใด นางบาดเจ็บจริงหรือ”
“รายละเอียดไม่แน่ชัดเจ้าค่ะ แต่สถานการณ์เช่นนี้…เกรงว่าการหมั้น
หมายจะล่ม”
นางหัวเราะแผ่ว
“นั่นมิใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการหรอกหรือ”
ฉันเชียงงุนงง “หมายความว่า…”
มิใช่จ้าวเย่อเหรินวางแผนหรอก แต่เป็นบิดามารดาของบ้าต่างหาก” แล้วนางเล่าทุกอย่างที่เคยสืบได้ ความทะเยอทะยาน ความละโมบ และการยอมทําทุกอย่างเพื่อยกบุตรีคนเล็กขึ้นสู่ที่สูง ฉันเชียงฟังแล้วถึงกับ
นิ่งงัน
“นายท่านกับฮูหยินของคุณหนู…ช่าง…”
คําพูดติดอยู่ในคอ จ้าวเข่อหรันยิ้มเย็น
“คําว่า “ยอดเยี่ยมเกินทน คงเหมาะที่สุด”
เสียงหัวเราะกลั้นไม่อยู่ดังขึ้นในรถม้า แต่เสียงหัวเราะนั้น แฝงความ ขมขื่นบางเบา หัวใจที่เคยเรียกร้องความรักจากบิดามารดา…ถูกกาลเวลาขัด เกลาจนแข็งกระด้าง ชาติที่แล้ว นางถูกพวกเขาบีบจนสิ้นใจ ชาตินี้ พวกเขา ยังใช้มีดเล่มเดิม กรีดซ้ําไม่หยุด นางหลับตาลงอย่างเหนื่อยล้า หัวใจคนก็มี
ขีดจํากัด
เมื่อรถม้าถึงจวนใท่ อ นางมิได้ไปค้านับบิดามารดาในทันที กลับเข้า ชุนฮุยหยวนก่อน ภายในห้องลับ มีเพียง อเชียง ฉินเชียง และนาง
“เรื่องจ้าวเข่อเหรีน บัดนี้เป็นอย่างไรแล้ว”
นางถาม
“ยังไม่ถอนหมั้นเจ้าค่ะ แต่จงอี้โหวพาบุตรมาขอขมาหลายครั้ง ทว่า นายท่านและคุณหนูรองไม่ยอมพบ ดูท่าคงจบสิ้นแน่”
“นางมีส่วนรู้เห็นหรือไม่
“มีเจ้าค่ะ วันเกิดเหตุ นางออกจากจวนโดยไร้กําหนดการ หลังมีผู้ส่ง
สารลับ”
อสรพิษ”
รอย”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา
“ดูท่าครั้งนี้ ครอบครัวข้าคงมีร่วมมือกันอย่างแนบแน่นเชียวล่ะ”
ฉินเชียงพ่นลมหายใจ
“ชื่อจื่อหลิน หร่านผู้นั้นสมควรแล้ว ทอดทิ้งคุณหนูไปเลือกหญิงใจ
ชือเชียงรีบสะกิดเตือน จ้าวเข่อหรันกลับหัวเราะ
“ไม่เป็นไร ข้าเข้าใจ”
“แล้วเข่อหรันบาดเจ็บจริงหรือไม่”
อเชียงพยักหน้า
“มีเลือดไหลเจ้าค่ะ ดูน่ากลัว แต่แท้จริงเพียงถลอกเล็กน้อย มีทั้ง
จ้าวเข่อหรันยิ้มเย็น
“นางรักใบหน้าตนยิ่งชีพ จะยอมให้มีตําหนิได้อย่างไร แล้วเรื่องร่อง
รอยเบื้องหลัง…”
คมมิต
หลัง”
นางเอ่ยต่อ “ปิดมิดชิดหรือไม่”
“ทําอย่างลับที่สุด แต่หากสืบลิก อาจพบเงื่อนงําเจ้าค่ะ” จ้าวเข่อหรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวอย่างแผ่วเบา แต่เฉียบคมดุจ
“ลบร่องรอยใหญ่ทั้งหมด ทว่าเหลือเสี้ยวเล็ก ๆ ไว้…พอให้สืบพบภาย
อเชียงชะงัก
“คุณหนูจะทําสิ่งใดหรือเจ้าคะ”
ริมฝีปากเย่อหรันโค้งเป็นรอยยิ้มงาม แต่เย็นจัด
“ข้าเพียงอยากเห็นว่า หลังถอนหมั้นแล้ว หากจงอี้โหวรู้ความจริง ว่า
ผู้บงการคือใคร…สีหน้าพวกเขาจะเป็นเช่นไร
ฉันเชียงตาเป็นประกาย
“หมายความว่า….” “ปล่อยให้สมหวังก่อน แล้วค่อยเปิดม่าน
เสียงหัวเราะแผ่วดังในห้อง จากนั้น เย่อหรันถามถึงอีกเรื่อง
“ครรภ์หลิว เหนียงเป็นอย่างไรบ้าง”
“รักษาไม่อยู่เจ้าค่ะ ภายในเดือนนี้ต้องแท้งแน่”
จ้าวเข่อหรันขมวดคิ้ว
“นางคงไม่ยอมรับชะตาเฉย ๆ แน่ นางต้องหาคนรับเคราะห์แทน”
ชื่อเสียงก้มศีรษะ
ๆ
“เป้าหมายของนางคือชุนอี้เหนียงเจ้าค่ะ”
ดวงตานางเย็นวาน
นางคิดโยนบาปใส่ชุน เหนียงหรือ”
“หลิวอี้เหนียงเชิญชุน เหนียงไปพบหลายครั้งเจ้าค่ะ แม้อีกฝ่ายหลบ
เสี่ยงก็ตาม”
จ้าวเข่อหรันพิมพ์
“ในจวนนี้ ผู้ให้กําเนิดบุตรชายมีเพียงชุนอี้เหนียง นางย่อมเป็น หนามในอก”
ความเงียบปกคลุม เกมในเรือนหลังมิใช่เพียงชิงดีชิงเด่น แต่คือการ เชือดเฉือนด้วยรอยยิ้ม ทุกย่างก้าว คือกับดัก จ้าวเข่อหรันลืมตาขึ้นช้า ๆ แววตานั้นสงบงาม หากแต่ลึกลงไป…เย็นเยียบราวคมดาบ “ดูท่า….กลับจวนครั้งนี้ จะไม่เงียบสงบเสียแล้ว”