หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 125 คําขู่ของจ้าวอิง และการพบพานในสวน
125 คําขู่ของจ้าวอิง และการพบพานในสวน
เมื่อได้ยินคําของจ้าวอิง จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้มบาง ราวกับได้ฟังเรื่อง
ยบยันไร้สาระ
“น้องสามเองก็กล่าวแล้วมิใช่หรือ ว่าข้าเป็นเพียง จวิ้นจี่ ที่ฮ่องเต้ทรง
แต่งตั้ง”
นางยกถ้วยชา นจิบอย่างไม่รีบร้อน
“คําแหน่งนี้ก็แค่ชื่อเสียงบนกระดาษ มิได้มีอานาจในมือ ข้าจะไปช่วย
อันใดเจ้าได้”
จ้าวอิงร้อนใจจนแทบยืนไม่ติด
“แต่ท่านคือจวิ้นจี่! ได้รับการแต่งตั้งโดยพระโอษฐ์ฮ่องเต้ เหตุใดจะ
ช่วยข้าไม่ได้ แค่ตรัสคําเดียว ขอพระราชทานโอกาสให้ข้าเข้าร่วมงานคัดเลือก ชายาเท่านั้นเอง!”
จ้าวเข่อหรันเกือบหลุดหัวเราะ
“น้องสาม…เจ้าคิดว่าข้าเป็นผู้ใด ถึงจะเดินเข้าออกพระราชวังราวกับ ตลาดสดได้? ฮ่องเต้ประทับ ณ ที่ใด เจ้ารู้หรือไม่? ที่นั่นคือวังหลวง มิใช่โรง น้าชา เจ้าไม่หวงชีวิต ข้ายังหวงของข้าอยู่
คําพูดนุ่มนวล หาก แต่แฝงคมมีด จ้าวยีงหน้าร้อนผ่าว
“ท่านต้องมีทาง! แต่ไม่ยอมช่วยข้า!”
นางเชื่อมั่นอย่างดื้อรั้นว่าจ้าวเข่อหวั่นทําได้ เพียงไม่อยากทํา ความ คีตนั้นฝังลึกจนกลายเป็นความคับแค้น จ้าวเข่อหรันยกมือกดขมับอย่าง
อ่อนใจ
“เรื่องนี้คือพระราชโองการโดยตรง หากเจ้าไม่พอใจ ก็ไปทูลถาม
ฮ่องเต้เองเถิด อย่ามาหาข้า ข้าไม่มีอ้านาจใดทั้งสิ้น”
คําปฏิเสธหนักแน่นชัดถ้อย ไฟโทสะในดวงตาจ้าวอิงพลันลุกวาบ
“จ้าวเข่อหรัน หากเจ้ามิช่วย ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
จ้าวเข่อหรันเลิกคิ้ว ยิ้มอย่างเย็นชา
“โอ้? เจ้าจะ ไม่เกรงใจ’ ข้าอย่างไรเล่า
นางมิได้เกรงกลัวแม้แต่น้อย บัดนี้นางคือขึ้นขั้นหนึ่ง ผู้คนในจวน แม้เรียกว่านาง “คุณหนูใหญ่” หากในใจล้วนรู้ดีว่า นี่คือผู้ที่ได้รับพระราชทาน เกียรติยศโดยตรง จ้าวอิงกัดฟันแน่น
“หากเจ้าไม่ช่วย ข้าจะเปิดโปงเรื่องที่เจ้าสอนข้าใส่ร้ายจ้าวเข่อเหริน
ครั้งก่อน!”
คํา ถูกขว้างออกมาอย่างภาคภูมิ ราวกับถือไพ่เหนือกว่า แต่ จ้าวเข่อหรันกลับหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นอ่อนโยน ทว่าดูแคลน หลงเอ๋อร์ที่ ยืนอยู่ข้าง ๆ ทนไม่ไหว
“คุณหนูสาม! หากวันนั้นคุณหนูใหญ่ไม่ช่วย ท่านคงถูกลงโทษสถาน หนักแล้ว ใยจึงตอบแทนบุญคุณด้วยการกัดกลับเยี่ยงหมาป่าตาบอด!” คําด่ารุนแรงแต่ไม่หยาบ เหมือนเข็มทิ่มเนื้อ ฉันเชียงกับชื่อเชียงจึง เข้าใจทันที ว่าคุณหนูของตนเคยช่วยคนอกตัญญูเช่นนี้ไว้ แต่จ้าวอิงกลับตี ความสายตารังเกียจเหล่านั้นว่าเป็นสัญญาณยอมแพ้ นางยิ่งลําพอง “คิดให้ดี จ้าวเข่อหรัน!”
จ้าวเข่อหร้นวางถ้วยชาลงอย่างแช่มช้า
“ถ้าข้าไม่ตอบรับเล่า?”
“เจ้าไม่กลัวหรือ!”
“กลัว?” นางยิ้ม แล้วทําท่าเชื้อเชิญ
“เชิญ เจ้าอยากพูดก็พูด
จ้าวอิงชะงัก จ้าวเบ่อเร้นลุกขึ้น เดินเข้าหาช้า ๆ แววตาเปลี่ยนจาก
อ่อนโยนเป็นเยียบเย็น
“หลักฐานอยู่ที่ใด พยานอยู่ที่ใคร”
คําถามเดียว ทลายความมั่นใจทั้งปวง จ้าวอิงนิ่งงัน นางมาหาคน เดียว วันนั้นก็มีเพียงสาวใช้ของจ้าวเข่อหรัน จะมีใครยืนยันให้นางได้
จ้าวเข่อหรันยืนสูงกว่าเล็กน้อย สายตาคมกริบ
“เจ้าคิดจะโค่นข้า? อย่าฝันกลางวันเลย เจ้าเป็นเพียง ‘คุณหนูสาม ตามชื่อ แต่ในจวนนี้ มีแค่ ‘คุณหนูสามัญ’ หาใช่คุณหนูสามผู้มีเกียรติไม่ คําพูดเชือดเฉือนราวคมดาบ บรรยากาศรอบกายพลันหนัก ง
“ต่อให้เรื่องนั้นเป็นฝีมือข้าจริง แล้วอย่างไร?” นางยิ้มเหยียด
“บัดนี้ข้าเป็นจวิ้นจี่ พระราชสมรสของข้าต้องได้รับพระบรมรา ชานุญาต ต่อให้ท่านปู่ยังแทรกแซงมิได้ บิดามารดาจะทําอันใดข้าได้? แต่ เจ้าเล่า หากความจริงเปิดเผย คนที่สิ้นหนทางคือใคร”
ทุกถ้อยคําคือค้อนเหล็กกระหน่ําใจ
“หมากที่ไร้ประโยชน์…ย่อมถูกทิ้ง”
คําสุดท้ายเบาราวสายลม หากร้ายแรงยิ่งกว่าฟ้าผ่า จ้าวอิงหน้าซีด
แต่ความไม่ยอมแพ้ยังคงสุมแน่น
“อย่าได้ใจนัก! วันหนึ่งข้าจะทําให้เจ้าต้องเสียใจ!”
กล่าวจบก็สะบัดชายแขนจากไป ทิ้งไว้เพียงไอแค้น จ้าวเข่อหรับกต
ยมั่บ ถอนหายใจเบา
“หมาป่าตาบอด…ยังคิดว่าตนเป็นพญาราชสีห์”
นางเหนื่อยล้า แต่ใจหาได้สั่นคลอน คืนนั้นชื่อ ชวี่มาเยือน เห็นเพียง หญิงสาวหลับสนิท งามราวตอกไห่ถึงยามฤดูใบไม้ผลิ เขาประทับจุมพิตแผ่ว บนหน้าผากนาง ก่อนจากไปอย่างอาลัย รุ่งเช้า อากาศต้นฤดูใบไม้ร่วงเย็น สบาย จ้าวเข่อหรันอารมณ์ดีนัก ทั้งเพราะพระราชโองการ ทั้งเพราะได้สั่ง สอนคนไม่รู้ที่ต่ําที่สูงไปหนึ่ง นางจึงพาฉันเชียงกับชื่อเชียงไปเดินเล่นในสวน
จวนไท่ชีอ
ทว่า…โชคชะตากลับชอบเล่นตลก ผู้มาเดินสวนในวันเดียวกัน ยังมี อีกคนหนึ่ง นั่นคือหลิวอี้เหนียง ผู้กําลังตั้งครรภ์ที่ใกล้ถึงคราวแท้งเต็มที่
หลายวันมานี้ หลิว เหนียงทุกข์ใจดุจไฟเผา บุตรที่อุตส่าห์ได้มาด้วย ยาลูกหลาน กลับรักษาไว้ไม่ได้ ความเคียดแค้นจึงพุ่งเป้าไปยังฉันเชียงเหอ ฮูหยินเอกผู้เคยขัดขวางนาง นางคิดใส่ร้ายฮูหยิน แต่ฐานะอีกฝ่ายแข็งแกร่ง เกินไป จึงหันมาหมายหัวซุ่นอี้เหนียง ผู้ให้กําเนิดบุตรชายเพียงคนเดียวใน
จวน
“เหตุใดนางจึงมีทุกสิ่ง ส่วนข้าต้องสูญเสีย….”
ความอิจฉาแปรเปลี่ยนเป็นพิษ ทว่าชุน เหนียงป่วยบ้าง เลี้ยงพบ
หน้า บ้าง แผนใส่ร้ายจึงยังไม่ลงตัว ครรภ์ใกล้สิ้นหวัง แต่แพะรับบาปยังหา ไม่พบ หัวใจหลิวอี้เหนียงร้อนรนทุกลมหายใจ วันนี้นางจึงออกมาเดินสวน หวังคลายใจ แล้วก็พบจ้าวเข่อหรัน
“ข้าน้อยคารวะคุณหนูใหญ่”
แม้เรียกเช่นเดิม แต่ทุกคนรู้ดี นี่คือจวิ้นจี่ จ้าวเข่อหรันในใจร้องว่า
ช่วยแล้ว หญิงผู้นี้คือระเบิดเวลา แต่สีหน้านางยังยิ้มละไม
“ลูกเถิด เราเป็นครอบครัวเดียวกัน อีกทั้งท่านยังตั้งครรภ์”
ดวงตาหลิวอี้เหนียงวูบไหวชั่วขณะ มือแตะท้องอย่างฝืนยิ้ม
จ้าวเข่อหรันระวังทุกก้าว
“ยืนนานมีเป็นผลดี ไปนั่งศาลา กว่า”
เมื่อเดินถึงศาลา จ้าวเข่อหวั่นถึงกับยกมือกุมหน้าผาก วันนี้มันวัน
อะไร… ในศาลานั้น มีคนที่นางไม่อยากพบที่สุดนั่งอยู่แล้ว ชะตา….ช่างเล่น
ตลกเสียจริง