หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 129 พบหน้าจ้าวเข่อเหรินโดยบังเอิญ
129 พบหน้าจ้าวเข่อเหรินโดยบังเอิญ
ยามเช้า หลังรับประทานอาหารเสร็จได้ไม่นาน ก็มีบ่าวจากเรือนเงี่
ยอ หยวนมาที่ชุนฮุยหยวน แจ้งข่าวว่า หลิว เหนียงฟื้นแล้ว นายท่านให้คุณ หนูใหญ่ไปที่เรือนนั้น เมื่อได้ยินข่าวนั้น จ้าวเข่อหรัน สีหน้าไม่ไหวถึงแม้แต่ น้อย นางเพียงเอ่ยเสียงเรียบ
“รู้แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้ เจ้าถอยไปก่อนเถิด”
บ่าวคนนั้นค้อมกายถอยออกไปอย่างเงียบงัน ทันทีที่คนส่งข่าวจาก
ไป แม่นมเยว่ก็เอ่ยขึ้นด้วยความกังวล
หรือ?”
“คุณหนู หลิว เหนียงฟื้นแล้ว ท่านคิดจะทําอย่างไรเจ้าคะ?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ราวกับเรื่องนี้มิได้เกี่ยวพันชีวิตตน
“ทําอย่างไรหรือ? ในเมื่อนางฟื้นแล้ว ก็ควรคืนความบริสุทธิ์ให้ข้า มิใช่
แม้คําพูดจะสงบนิ่ง แต่แม่นมเยว่ กลับไม่อาจวางใจได้
“บ่าวรู้ว่าคุณหนูไม่ได้ทําสิ่งใด แต่ตอนนั้นหลิว เหนียงเห็นเหตุการณ์ หรือไม่ ใครจะรู้ได้เล่า? อีกทั้งนางกับฮูหยินก็ไม่ลงรอยกัน หากนางระบาย โทสะใส่คุณหนู แล้วโยนความผิดมาให้ท่านเล่า จะทําอย่างไร?”
แรง เปี่ยมห่วงใยนั้น ทําให้หัวใจ จ้าวเข่อหรัน อุ่นวาบ นางรู้ดี แม่ นมเยว่ เห็นนางดั่งบุตรในอก จึงหวาดกลัวแทนเช่นนี้ ตรงกันข้าม… มารดา แท้ ๆ ของตน กลับนิ่งเงียบดุจสายน้ําแข็ง แม้เมื่อวานถูกใส่ร้ายต่อหน้า ก็หา ได้เอ่ยวาจาปกป้องแม้คําเดียว ทั้งที่แตกหักกันแล้ว… แต่นางก็ยังเป็นลูกมี ใช่หรือ? อย่างไรก็ดี จ้าวเข่อหรันเพียงทอดถอนใจเงียบ ๆ นางรู้จักหัวใจ ยองมารดาตนดีเกินกว่าจะหวังสิ่งใด จึงไม่จําเป็นต้องยึดติดให้บาดลึกยิ่ง
กว่าเดิม
ก่อนยิ้ม
“คุณหนู… คุณหนู?”
แม่นมเยว่เรียกช้าเมื่อเห็นนางเหม่อลอย จ้าวเข่อหรันสะดุ้งเล็กน้อย
“ไม่มีอะไรหรอก อย่ากังวลนัก ข้าไม่เป็นไร”
แม่นมเยว่แม้ยังไม่คลายห่วง แต่ก็ฝืนยิ้มตอบ
“เช่นนั้นเรารีบไปกันเถิดเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันมองรอยยิ้มฝันนั้นแล้วรู้ดี ว่าความกังวลยังฝังแน่นอยู่
ในใจคนตรงหน้า นางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนเอ่ย
“วันนี้ให้ฉินเซียงกับฮือเชียงตามข้าไปก็พอ แม่นมเยวกับหลงเอ๋อร์อยู่
เฝ้าชนฮุยหยวนเถิด”
“ไม่ได้เจ้าค่ะ!” แม่นมเยว่รีบค้าน
“บ่าวจะไปกับคุณหนูด้วย บ่าววางใจไม่ลง”
หลงเอ๋อร์เองก็รีบสมทบ
“ใช่เจ้าค่ะคุณหนู บ่าวสัญญาจะไม่พูดมาก ขอเพียงให้ตามไปด้วย” จ้าวเข่อหรันย่อมรู้ว่าทั้งสองหวังเพียงยืนข้างนาง ต่อให้ช่วยอะไรไม่
ได้ ก็ยังอยากเป็นกําลังใจ ทว่านางมีแผนของตน นางไม่มีวันตกหลุมพราง แน่ หากพาพวกเขาไปมากเกิน อาจกลายเป็นจุดอ่อนเสียเอง นางจึงยิ้ม
ปลอบ
“ข้าเป็นถึง จวิ้นจู่ แล้ว ท่านพ่อมิอาจทําอะไรข้าได้ง่าย ๆ อีกทั้งข้า เพียงใปฟังคําอธิบาย อย่าทําราวกับข้ากําลังไปสารภาพผิดเลย
แม่นมเยวรีบเอ่ยห้าม
“อย่าเอ่ยค้าอัปมงคลเช่นนั้นอีกนะเจ้าคะ!”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา ๆ ก่อนยอมตาม ๆ
“เอาละ เอาละ ข้าไม่พูดแล้ว พวกเจ้ารอข้าอยู่ที่นี่เถิด เมื่อวานฉันเชี ยงกับ อเชียงอยู่กับข้า หากมีสิ่งใดผิดพลาด พวกนางย่อมเป็นพยานได้” ครั้นเห็นว่านางมีเหตุผล แม่นมเยว่จึงจ๋าต้องยอม แม้ใจยังระแวง
“ถ้าเกิดเรื่องใด ต้องส่งข่าวกลับมาทันทีนะเจ้าคะ และจ๋าไว้ อย่าขัดใจ นายท่าน อย่าเอ่ยวาจาหุนหัน
เสียงกําชับนั้นยืดยาวไม่รู้จบ จ้าวเข่อหวั่นฟังด้วยหัวใจอบอุ่น ก่อน
เอ่ยหยอก
หากยังชักช้าอีก เดี๋ยวคนจะหาว่าข้ากลัวจนไม่กล้าไปแล้ว”
ในที่สุดนางจึงออกเดินทาง เมื่อมาถึงหน้าเรือนเจียอวี่หยวน กลับ
พบคนที่นาง “ไม่อยากพบ” ที่สุด จ้าวเข่อเหริน สองพี่น้องสบตากัน รอยยิ้ม บางปรากฎบนใบหน้า ราวกับไม่เคยแตกหัก ภาพภายนอกคือสายใยพี่น้อง แต่ใต้รอยยิ้มคือคมมีดซ่อนเร้น จ้าวเข่อเหรินเห็นสีหน้าสงบนิ่งของพี่สาว แล้วรู้สึกขัดเคือง เหตุใด… ทั้งที่อีกฝ่ายกําลังตกเป็นผู้ต้องสงสัย กลับยังยืน ได้สง่างามเช่นนี้?
“พี่หญิง มาถึงเร็วจริงนะเจ้าคะ”
นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน จ้าวเข่อหรันยิ้มตอบอย่างสุภาพ
“เรื่องนี้เกี่ยวกับชื่อเสียงของข้า ข้าย่อมต้องรีบมาแต่เช้า มิใช่หรือ?”
“ชื่อเสียงหรือ?” จ้าวเย่อเหรินยิ้มคล้ายแย้มพราย
“แม้พี่จะคิดว่าตนบริสุทธิ์ แต่หากหลิว เหนียงไม่คิดเช่นนั้นเล่า?”
จ้าวเข่อหรันยังคงเรียบเฉย
“ข้าไม่เคยทําร้ายนาง เหตุใดนางจะต้องใส่ร้ายข้า?”
คําตอบนั้นยิ่งทําให้จ้าวเย่อเหรินหงุดหงิด
“หากเรื่องนี้ตกอยู่บนศีรษะพี่จริง ๆ คงไม่งดงามนักหรอกนะเจ้าคะ”
จ้าวเข่อหรันแย้มยิ้ม ก่อนเชือดเฉือนอย่างแนบเนียน
หรือเจ้าคิดว่าท่านพ่อจะไม่แยกแยะผิดถูก? หรือในสายตาเจ้า ท่าน
พ่อคือผู้ลําเอียง ไร้เหตุผล?”
จ้าวเย่อเหรินหน้า ต รีบแก้ตัว
“ข้าไม่เคยพูดเช่นนั้น!”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะแผ่ว
“เหตุใดจึงรีบร้อนเช่นนี้เล่า ถูกใจความจริงหรือ?”
เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ จ้าวเย่อเหรินก็ฉีกหน้ากากออก
“เลิกเล่นลิ้นเสียที ที่นี่ไม่มีคนนอก เจ้าทําเรื่องเองยังจะลากช้าลง
อีกหรือ? อย่าหวังเลย!”
จ้าวเข่อหรันตอบด้วยแววตาเย็นชา
“ไม่ใช่ทุกคนจะต่ําาช้าเหมือนเจ้า ข้าไม่คิดดึงใครลงเหว แต่เจ้าก็ควร
ระวังกรรมที่ตนก่อไว้
วาจาไม่หยาบคาย ทว่าแหลมคมราวเข็ม จ้าวเย่อเหรินกัดฟัน
“ดูแลตัวเองก่อนเถิด!”
จ้าวเข่อหรันยิ้มละมุน
“อีกไม่นานก็ถึงงานคัดเลือกพระชายาแล้ว เจ้าควรทุ่มเทเตรียมตัว มี
ใ มัวหมกมุ่นกับข้า
เพียงได้ยินค้าว่า “งานคัดเลือก” ใบหน้าจ้าวเย่อเหรินก็เปล่งประกาย องค์รัชทายาทเคยเอ่ยความในใจต่อนางแล้ว อีกทั้งนางไร้พันธะหมั้นหมาย
ความฝันตําแหน่งไท่จื่อเฟยอยู่แค่เอื้อม
“พี่ไม่ต้องกังวล ข้ามีความสามารถพอ”
จ้าวเย่อหรันตอบเรียบ
“ข้าไม่ยึดติด สิ่งใดได้มาก็เป็นวาสนา ไม่ได้ก็เป็นชะตา อีกอย่าง…
การแต่งงานของย้ามีฮ่องเต้ทรงตัดสิน
วาจานั้นเหมือนลมหนาวพัดเฉือน จ้าวเข่อเหรินหน้าบึ้ง จ้าวเข่อหรัน
ยังกล่าวไม่หยุด
“แต่จะว่าไป เราคงเทียบมิได้กับท่านพี่เหมี่ยว บ้านนางสูงศักดิ์ ความสามารถโดดเด่น ครั้งนี้ตําแหน่งไท่จื่อเฟย คงหนีไม่พ้นนางกระมัง” คําพูดนั้นราวหยดหมึกดําในถ้วยน้ําใส จ้าวเข่อเหรื่นขมวดคิ้ว
“ใครว่าเล่า! นางมีดีแค่ชาติตระกูล!”
ในดวงตานาง ความหวาดระแวงก่อตัวชัดเจน จ้าวเข่อหรันเพียงยิ้ม บาง เมล็ดแห่งความระแวงได้ถูกหว่านลงแล้ว จากนี้ไป… หาก ฉินอี้เหมี่ยว กับจ้าวเข่อเหรินต้องเผชิญหน้ากัน คงเป็นภาพที่งดงามดั่งดอกไม้เบ่งบาน ท่ามกลางพายุ จ้าวเข่อเหรินไม่อยากสนทนาต่อ รีบก้าวนําเข้าเรือน
ทิ้งไว้เพียงสายลมเย็น และรอยยิ้มบางที่แฝงคมมีดของจ้าวเข่อหรัน ศึกครั้งนี้ ยังไม่เริ่ม แต่กลิ่นคาวเลือดแห่งการชิงชัย ได้ลอยคลุ้งในอากาศ
แล้ว