หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 132 ฝังเมล็ดแห่งเภทภัย พบพานหลินซิ่วซิ่วโดย
132 ฝังเมล็ดแห่งเภทภัย พบพานหลินซิ่วซิ่วโดย
บังเอิญ
ไม่นานหลังเหตุการณ์อื้อฉาว จ้าวชงก็ประกาศต่อหน้าคนทั้งจวนว่า จ้าวอิงป่วยหนัก จําต้องไปจําศีลอยู่ที่ศาลบรรพชน และกําหนดเดินทางคือ วันรุ่งขึ้นโดยไม่อาจผัดผ่อน อีกทั้งยังประกาศชัด ตั้งแต่นี้ไป จวนไท่ซื้อไม่มี “คุณหนูสาม” อีกต่อไป
คําประกาศเย็นเยียบราวสายลมหนาวพัดผ่านโถงใหญ่ ผู้คนแม้ไม่รู้ ต้นสายปลายเหตุทั้งหมด แต่ก็พอเดาได้ว่าเรื่องนี้มิใช่เล็กน้อย จ้าวอิงถูกกัก ยังอยู่ในห้อง ตะโกนจนเสียงแหบแห้งก็ไร้คนเหลียวแล อยากทุบ อยากฟัง อยากกรีดร้องระบายความคับแค้น แต่กําแพงสี่ด้านกลับสะท้อนเสียงนาง
กลับคืนเท่านั้น
ด้านนอก จางอี้เหนียงผู้เป็นมารดาถูกกันไว้หน้าประตู ทําได้เพียง กุมมือแน่น น้ําตาไหลอาบแก้ม ไม่รู้จะยื่นมือช่วยบุตรสาวอย่างไรดี ค่ําคืน นั้น ในจวนไท่ซือมีหลายชีวิตไร้นิทรา แต่เวลาไม่เคยรอใคร
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังอาหารเช้า จ้าวเข่อหรันพาฉันเชียงออกจากเรือน วันนี้นางตั้งใจจะออกไปเดินเล่น เพราะพรุ่งนี้ต้องเข้าเฝ้าในวังแล้ว อยากสูด
อากาศภายนอกให้เต็มปอดก่อนก้าวเข้าสู่โลกที่ทุกย่างก้าวล้วนต้องระวัง ทว่าโลกใบนี้ช่างแคบนัก “ศัตรูย่อมพบกันในทางคับแคบ” คําโบราณว่าไว้ไม่
ผิด
เมื่อเดินถึงประตูใหญ่ นางก็เห็นจาง เหนียง และจ้าวอิงซึ่งกําลังจะ ถูกส่งตัวไปศาลบรรพชนยืนอยู่ตรงนั้น จ้าวเข่อหวั่นอยากแสร้งทําเป็นมอง ไม่เห็น ทว่าโชคชะตาไม่ฟังคําาอธิษฐาน เพราะจ้าวอิงเห็นนางแล้ว หลังเหตุ การณ์เมื่อวาน ความแค้นในอกจ้าวอิงอัดแน่นจนแทบระเบิด
เช้าวันนี้ยังถูกเร่งรัดให้ขึ้นรถม้าไปศาลบรรพชน สถานที่ที่ผู้คนเรียก
ขานว่า “ที่สงบ” แต่แท้จริงคือคุกเงียบไร้แสงตะวัน ยิ่งถูกลบชื่อจาก จวนไท่ อ เท่ากับ ดหนทางกลับคืนในภายภาคหน้า ความหวาดกลัวผสม โทสะ ทําให้นางดิ้นรนไม่ยอมขึ้นรถ แล้วนางก็เห็นต้นเหตุของทุกสิ่ง จ้าวเข่อหรันเดินผ่านมาอย่างสง่างาม
หรือ!”
“จ้าวเข่อหรัน! นั่งหญิงต่ําทราม! ยังกล้าโผล่หน้ามาให้ข้าเห็นอีก
เสียงกรีดร้องดังลั่น แต่ร่างนางถูกหญิงรับใช้สองคนจับแขนไว้แน่น จ้าวเข่อหรันปรายตามอง พลันยกมือสั่งเบา ๆ
“ปล่อยนาง ข้ามีค่าจะพูด” บ่าวหญิงรับใช้ลังเล
“คุณหนูใหญ่ นายท่านสั่งห้ามผู้ใดสนทนากับนาง…”
สีหน้าจ้าวเข่อหรันเย็นเฉียบ
“ข้าเพียงพูดไม่กี่นํา หากมีโทษ ข้ารับเอง”
แววตานางนิ่งขรัม อ่านๆจบางอย่างแผ่ านจนบ่าวรับใช้รู้สึกหายใจ ติดขัด คิดในใจว่าอย่างไรเสียคุณหนูใหญ่ก็เป็นถึง จวิ้นจี่ แล้ว หากขัดคําสั่ง คงไม่เป็นผลดี ฉันเชียงก้าวเข้ามา ยีนถุงเงินให้คนละก้อน เสียงเหรียญกระ ทบกันแผ่วเบาแต่หนักแน่นพอจะซื้อความเงียบ สองบ่าวรับใช้ถอยออกไป ทันทีที่เป็นอิสระ จ้าวอิงพุ่งเข้าใส่ แต่ถูกฉันเชียงจับแขนไขว้หลังอย่างรวด
เร็ว
“ปล่อยข้า! นั่งหญิงชั่ว! ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า!”
จ้าวเข่อหวั่นก้าวเข้าไป ตบหน้าจ้าวถึงฉาดใหญ่ เสียงดังชัดเจนราว ดมแส้ฟาดลงบนผิวเนื้อ รอยแดงปรากฏเด่นชัด
“เจ้ากล้าตบข้า?!” จ้าวอิงเบิกตากว้าง
“ข้าตบเจ้า แล้วอย่างไร?”
เสียงจ้าวเข่อหรันนุ่ม แต่คมกริบ
“ข้าอยากตบเจ้ามานานแล้ว”
“ทั้งหมดเพราะเจ้า! ถ้าเจ้าไม่ปฏิเสธ ข้าจะต้องทําเช่นนี้หรือ!”
“ข้ามีเหตุใดต้องช่วยเจ้า?”
รอยยิ้มบางผุดขึ้นบนริมฝีปากนาง
“ครั้งก่อนข้าช่วยเจ้าเลี่ยงเคราะห์จากจ้าวเย่อเหริน ผลคืออะไร? คํา
ตอบคือมีดในมือเจ้าหันมาหาข้า”
จ้าวอิงนั่งไปครู่หนึ่ง แต่ยังแข็งคอ
“ถ้าเจ้าไม่ปฏิเสธ ข้าก็ไม่ต้องวางแผนร้าย!”
“เจ้าโง่ แต่ทะเยอทะยานเกินตัว”
เสียงจ้าวเข่อหรันเย็นเยียบ
“ไม่รู้ชั่งน้ําหนักตนเอง ยังคิดกวนกระแสน้ําให้ขุ่น ผลจึงเป็นเช่นวัน
ถ้อยคําาไม่หยาบ แต่เชือดเฉือนล็ก จ้าวอิงกัดฟัน
“วันนี้ข้าแพ้เพราะโชคไม่เข้าข้าง เจ้าอย่าได้ใจ!
จ้าวเย่อหรันหัวเราะเบา
“ต่างกันตรงที่ข้าฉลาดกว่า”
นางโน้มตัวกระชิบข้างหูอีกฝ่าย
“อย่าลืม แม้เจ้าถูกส่งไปศาลบรรพชน แต่มารดาเจ้ายังอยู่ในจวน หากนางพลาดพลั้งสักอย่าง เจ้าคิดว่าชะตาจะเป็นเช่นไร?”
ดวงตาจ้าวอิงสั่นไหว
“อย่ามาท้าทายข้า
จ้าวเข่อหรันกระชับ “ข้าหาได้จริง”
ความโกรธแค้นในอกจ้าวอิงปะทุ แต่ต้องกลืนกลับลงคอ วันนี้นางไม่
มีสิทธิ์แม้แต่จะตะโกน
“พานางไปเถิด”
จ้าวเข่อหรันกล่าวเรียบเฉย “นางจะไม่ดื้ออีกแล้ว”
รถม้าเคลื่อนออก เสียงล้อบดกับพื้นหินดังครืดคราด ดวงตาจ้าวอิง เต็มไปด้วยคําสาบานเงียบงัน หลังจากนั้น จ้าวเข่อหรันออกเดินเล่นใน ตลาด แท้จริงของที่ต้องเตรียมสําหรับเข้าวิ่งมีครบแล้ว ฮือ ชวี่จัดการให้ หมด แม้แต่เงินใช้จ่ายก็เตรียมตั๋วใบเล็ก ๆ รวมกันกว่าห้าหมื่นตําลึง
ๆ
ในวัง…ทุกอย่างต้องอาศัยเงิน จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ๆ เงินอาจดูหยาบ คาย แต่คือภาษาที่คนในวังเข้าใจดีที่สุด นางยอมรับของขวัญ จากฮือถู วี่อย่างเปิดใจ เพราะเมื่อใจมอบให้กันแล้ว การรับไมตรีก็คือการ ตอบรับความจริงใจ เดินไปเรื่อย ๆ ฉันเชียงเอ่ยถาม
“คุณหนู เราจะไปที่ใดกันแน่เจ้าคะ?”
“ไม่มีที่หมาย
จ้าวเข่อหรันหัวเราะ สุดท้ายจึงตกลงไป “ร้านเงินเป่าใจ” และที่นั่น
เอง นางพบคนคุ้นหน้า หญิงชุดชมพูงามหยาดเยิ้ม กับหญิงชุดเหลืองสดใส ยังไม่ทันนึกออก หญิงชุดเหลืองก็ยิ้มกว้างเดินเข้ามา
“คุณหนูจ้าว บังเอิญเหลือเกิน!”
ฉินเขียงกระชิบข้างหู
“นางคือหลิน ว ว บุตรีแม่ทัพใหญ่หลินเวย ส่วนคนชุดชมพู คือหยุนอีอี บุตรีอัครมหาเสนาบดีหยุน หลานสาวของพระสนม
เอกหยุนกุ้ยเฟย”
จ้าวเข่อหรันยิ้มอ่อน
“คุณหนูหลิน บังเอิญจริง ๆ”
หลินซิ่ว วจับมือนางด้วยความตื่นเต้น
“ตั้งแต่งานฉลองวันเกิดฮูหยินผู้เฒ่านั้น ข้ายังอยากคุยกับท่านอีก
บทกวีของท่านยอดเยี่ยมเหลือเกิน!”
จ้าวเข่อหรันหัวเราะนุ่มนวล
“ช่วงนี้เรื่องราวมากมาย จึงไม่ค่อยได้ออกมา”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าเรียกท่านว่าเข่อหรันได้หรือไม่? ท่านก็เรียกข้า
ว่า ว วเถิด”
“ซิ่วซิ่ว” หลินซิ่วซิ่วยิ้มกว้าง
“ข้ายังมิได้แสดงความยินดี ท่านเป็น จวิ้นจี่ แล้วนะ!”
ลมอ่อนพัดชายแขนเสื้อพลิ้วไหว ในตลาดอีกทิก หมากกระดานใหม่ กําลังถูกวางลงอย่างเงียบงัน และเมล็ดแห่งเภทภัย….ได้ถูกฝังไว้แล้วโดยไม่มี
ผู้ใดรู้ตัว