หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 133 ผูกไมตรี
133 ผูกไมตรี
เมื่อได้ยินจ้าวเข่อหรันเรียกชื่อตน หลินซิ่ว วก็เบิกบานยิ่งนัก นางยิ้ม
หวานเอ่ยขั้นว่า
“จริงสิ ข้ายังมิได้แสดงความยินดีกับเจ้าด้วยเลย บัดนี้เจ้ากลายเป็น
ถึง “เหวินจวิ้นจี่” แล้วนะ”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง ดวงตาอ่อนโยนดงแสงจันทร์
“ขอบใจเจ้าเถิด แท้จริงแล้วตําแหน่งจวิ้นจี่ก็เป็นเพียงนามเรียกขาน หาได้มีสิ่งใดควรยึดติดไม่
แต่น้อย”
“เป็นเช่นนั้นหรือ?”
หลินซิ่วซิ่วหัวเราะเบา ๆ
“เจ้าช่างใจกว้างนัก ต่อให้ได้รับการสถาปนาก็ยังมิได้หยิ่งผยองแม้
สิ่งใดต่อ
คําชมเชยนั้นมิได้ก่อคลื่นใดในใจจ้าวเข่อหรัน นางเพียงยิ้มรับ มีกล่าว
“ว่าแต่เจ้า มาที่ร้านเงินเป่าใจเพื่อเลือกเครื่องประดับหรือ?”
หลินซิ่วซิ่วถามอย่างร่าเริง
“ก็เพียงแวะมาโดยบังเอิญ เห็นออกมาแล้วก็คิดจะลองดูว่ามีสิ่งใดถูก
ใจหรือไม่เท่านั้น”
“ช่างประจวบเหมาะนัก!”
หลินซิ่วซิ่วคว้ามือนางแล้วลากเข้าไปด้านใน
“วันนี้ข้าก็มากับสหายผ้าเช็ดหน้า เจ้าเข้ามาสิ ข้าจะแนะนําให้รู้จัก
ความสนิทสนมแบบไม่ถือตัวของหลินซิ่ว วทําให้จ้าวเข่อหรันปฏิเสธ
มิได้ จ๋าต้องปล่อยให้นางลากเข้าไปในร้าน ฉินเชียงผู้ติดตามก็ได้แต่เดินตาม ไปอย่างจนใจ เมื่อก้าวเข้าไปด้านใน หญิงสาวในชุดชมพูผู้กําลังเลือกเครื่อง ประดับอยู่ก่อนแล้ว หยุนอีอี ก็เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอด
“ ว ว เจ้าเป็นอะไรไป อยู่ดี ๆ ก็ทิ้งข้าไว้คนเดียวแล้ววิ่งออกไปเสีย
หลินซิ่ว วหัวเราะแห้ง ๆ ปล่อยมือจ้าวเข่อหรัน แล้วเดินไปกุมมือ สหาย พลางออดอ้อนประหนึ่งลูกแมว 0
“ขอโทษนะอีอี ข้าเห็นคนรู้จักก็เลยเผลอวิ่งออกไป อย่าโกรธเลยนะ”
ท่าทีออดอ้อนนั้นทําให้หยุนอีอีโกรธไม่ลง นางใช้นิ้วแตะหน้า
ผากหลินซิ่วซิ่วเบา ๆ
“เจ้าก็เป็นเสียเช่นนี้ แล้วผู้ใดจะโกรธเจ้าไหว
หลิน ว ว มแฉ่ง ก่อนแนะนําอย่างกระตือรือร้น
“อีอี นี่คือจ้าวเข่อหรัน บุตรสาวคนโตสายหลักของท่านใท่อจ้าว และ เป็นหลานสาวคนโตของท่านเจิ้นเป่ยโหว
แล้วหันมาแนะนํากลับ
“เข่อหรัน นี่คือสหายผ้าเช็ดหน้าของข้า เราเติบโตมาด้วยกัน นาง
ชื่อหยุนอีอี บิดาเป็นท่านเสนาบดีหยุน”
จ้าวเข่อหรันยิ้มพริ้ม ก้มศีรษะเล็กน้อย
“คุณหนูหยุน ยินดีที่ได้รู้จัก”
หยุนอีอีมองนางพินิจ สีหน้าเหมือนกําลังรื้อฟื้นความทรงจํา
“จ้าวเข่อหรัน….ชื่อนี้คุ้นหูนัก
หลิน ว วหัวเราะ
“เจ้าลืมแล้วหรือ? งานเลี้ยงไหว้พระจันทร์ครั้งก่อน ฮ่องเต้ทรงชื่น
ชมเข่อหรันนักหนา แล้วยังทรงแต่งตั้งเป็น จวิ้นจู่ ด้วย”
“อ้อ! เป็นเจ้าจริงด้วย!” หยุนอีอีตบมือเบา ๆ
“อ้าว่าคุ้นหูอยู่แล้ว แปลกจริง เหมือนจะเคยพบหน้ากันด้วย แต่ข้า
นึกไม่ออก”…..
จ้าวเข่อหรันยิ้มละมุน ใจลึก ๆ รู้ดีว่าหยุนอีอีลืมเหตุการณ์บนถนนวัน นั้นเสียแล้ว วันที่นางแย่งปืนผีเสื้อจากตนอย่างถือดี โชคดีที่ภาย
หลังชื่อ ชวี่มอบให้ตนอีกชิ้นหนึ่งเหมือนกัน ทว่าครั้งนี้ หยุนอีอีดูแตกต่าง
จากวันนั้นโดยสิ้นเชิง มิใช่เด็กสาวเอาแต่ใจ หากเป็นดั่งดอกเหมยข้างบ้าน น่ารัก สดใส ไร้พิษสง
“อย่าครุ่นคิดเลย” จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา
“บางทีหน้าข้าอาจธรรมดาเกินไป จึงดูคล้ายผู้คนทั่วไป
“ไม่ใช่แน่”
หยุนอีอียังขมวดคิ้ว แต่สุดท้ายก็ยอมแพ้ หลิน ว ว ายแขนอีอี
“จะคิดให้ปวดหัวไปไย ตอนนี้เราก็เป็นสหายกันแล้ว เรื่องเก่าจะ
สําคัญอะไร”
หยุนอีอีพยักหน้า ยิ้มจริงใจ
“ยินดีที่ได้รู้จักเจ้า”
จ้าวเข่อหรันแปลกใจเล็กน้อย ภาพจ้าเก่ากับหญิงสาวตรงหน้าช่าง
แตกต่างราวฟ้ากับดิน แต่นางก็มีแสดงสิ่งใดออกมา เพียงตอบกลับอย่าง สุภาพ ในยามนั้น เถ้าแก่ร้านเงินเป่าไล่เห็นคุณหนูผู้หนึ่งแต่งกายสูงศักดิ์เข้า
มา ก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“คุณหนูท่านนี้ดูไม่คุ้นหน้า เป็นครั้งแรกที่มาหรือขอรับ”
จ้าวเข่อหรันตอบอย่างสงบ
“เคยมาหลายครา เพียงแต่อยู่ไม่นาน ท่านอาจจําไม่ได้”
หลินชิว วรีบเสริม
“เถ้าแก่ ท่านคงมิรู้กระมัง นี่คือเหวินจวิ้นจี่ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งเอง
เชียวนะ” ..
แววตาเถ้าแก่พลันวาบด้วยประกายเคารพ
“ที่แท้คือเหวินจวิ้นจี่ เชิญนั่งเถิด ข้าจะให้คนนําเครื่องประดับมาให้
เลือกสรร”
ไม่นาน ทั้งสามก็นั่งลง ดื่มชา พลางสนทนาอย่างออกรส
หลิน ว วเอ่ยยั้น
น
“เข่อหรัน เจ้าได้รับพระราชโองการให้เข้าร่วมงานคัดเลือกพระชายา หรือไม่? ข้ากับอีอีจะต้องเข้าวังพรุ่งนี้แล้ว”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“ข้าก็ได้รับเช่นกัน คาดว่าคุณหนูตระกูลใหญ่ในเมืองหลวงคงได้กัน
ทั่วหน้า ครั้งนี้ต้องคัดเลือกพระชายาให้รัชทายาทและองค์ชายอีกหลายพระ องค์ จะเงียบเหงาได้อย่างไร”
หลิน ว วตบมือ
“ดีจริง! เช่นนั้นเราจะได้อยู่ด้วยกันอีก”
หยุนอีอีกลอกตาอย่างไม่รักษามาต
“เจ้าคิดเพียงเรื่องครึกครื้นหรือ? คนมากเท่าไร คู่แข่งยิ่งมากเท่า
นั้น!”
จ้าวเย่อหวั่นหัวเราะเบา
“พวกเจ้าสองคนนี่ช่างน่าสนุกนัก”
หลังพูดคุยกันอย่างออกรส หยุนอีอีก็เอนเข้ามากระชับเสียงลับ
“เย่อหรัน ในใจเจ้ามีผู้ใดแล้วหรือ? หมายถึงองค์ชายที่เจ้าชอบน่ะ”
จ้าวเข่อหรันสะดุ้ง
“เจ้านี่ถามได้ตรงนัก!”
“ก็ล้วนเป็นหญิงสาว จะเป็นไปไย” หยุนอีอียักคิ้ว
“ข้าบอกก่อนก็ได้ ข้าชอบองค์ชายสี่ ชื่ออี้ ตั้งแต่เด็กแล้ว ข้าตั้งสัตย์ ไว้ว่า ชาตินี้จะมีแต่งผู้ใดนอกจากเขา”
ชื่อฮือถูอี้ทําให้จ้าวเข่อหรันนึกถึงภาพในอดีตอย่างเลือนราง นางยิ้ม
บางปิดบังความคิดในใจ
เองได้”
“ข้าไม่มีผู้ใดเป็นพิเศษ อีกอย่าง เรื่องเช่นนี้สุดท้ายก็ใช่ว่าเราจะตัดสิน
“ช่างเถิด” ส
หยุนอีอีพูดอย่างเสียดายเล็กน้อย จ้าวเข่อหรันหันไปถามหลิน ว ว
“แล้วเจ้าล่ะ”
ใบหน้าหลินซิ่วซิ่วแดงเรื่อ ก้มหน้าไม่ตอบ
หยุนอีอีทนไม่ไหว
นางชอบองค์ชายสาม ฮือ ชวี่!”
คําว่า ชื่อ ชวี่ ทําให้ฉันเชียงที่ยืนอยู่ด้านหลังสะดุ้ง จ้าวเข่อหรันหาได้ ตกใจไม่ นางรู้ดีตั้งแต่งานเลี้ยงอายุท่านยายแล้ว เพียงแต่คิดว่าเป็นแค่ความ หลงใหลชั่วครู่ นางยิ้มละมุน
เช่นกัน”
“เรื่องเช่นนี้มิใช่เรื่องน่าอาย พวกองค์ชายคงกําลังวิจารณ์พวกเราอยู่
บรรยากาศจึงผ่อนคลายลง ทั้งสามหัวเราะสนทนาต่ออย่างสนิทใจ
หลังเลือกเครื่องประดับ หลินซิ่วชั่วกับหยุนอีอีได้ของติดมือหลายชิ้น ส่วน จ้าวเข่อหรันมิได้เลือกสิ่งใด นางมิได้ขาดแคลน เครื่องประดับพระราชทานก็
มากพอแล้ว อีกทั้งของจากฮือ ชวี่ก็มิใช่น้อย
เมื่อถึงเวลาจากลา ทั้งสามยังอาลัยอาวรณ์ สัญญากันว่าจะพบกันอีก
ในวัง ระหว่างทางกลับ ฉินเชียงเอ่ยยิ้ม ๆ
“คุณหนู วันนี้ดูท่านจะอารมณ์ดีนัก”
“ใช่” จ้าวเข่อหรันตอบด้วยแววตาอ่อนโยน “ข้าไม่เคยมีสหายสนิทเช่นนี้มาก่อน”
ฉันเชียงลังเลก่อนถาม
“แต่คุณหนู หลินซิ่ว วก็ชอบองค์ชายสาม ท่านไม่หึงหรือ”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง สงบนิ่งด้งสายนํ้า
“หึงไปไย หากในใจเขามีข้า ผู้ใดจะเป็นภัยได้ ซิ่วซิ่วเป็นคนจิตใจดี ต่อให้รู้ความจริง นางก็คงอวยพรให้เรา”
คําพูดนั้นอ่อนโยน ทว่าโชคชะตากลับเย็นชา ในวันหน้า เมื่อความรัก เข้ามาแทรกกลางใมตรี หัวใจที่เคยบริสุทธิ์ก็อาจแปรเปลี่ยนได้ เพราะความ รักนั้น งดงาม…แต่ก็โหดร้ายยิ่งกว่าสิ่งใด 1