หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 134 บทโหมโรงก่อนเข้าวัง ศึกแย่งรถม้า
134 บทโหมโรงก่อนเข้าวัง ศึกแย่งรถม้า
กาลเวลาผ่านไปรวดเร็วนัก พริบตาเดียวก็มาถึงวันต้องเข้าวังแล้ว รุ่ง อรุณวันนั้น ฟ้ายังไม่ทันสาง จวนไท่ชื่อก็สว่างไสวด้วยแสงโคม เสียงฝีเท้า บ่าวไพร่ขวักไขว่ใม่ขาดสาย มิใช่เพียงจวนแห่งนี้เท่านั้น แทบทุกตระกูลใหญ่ ในเมืองหลวงต่างอลหม่านกันทั่ว เพราะวันนี้คือวันเข้าเฝ้าเพื่อร่วมงานคัด เลือกชายา เรื่องใหญ่เพียงนี้ ใครเล่าจะไม่ใส่ใจ?
ตั้งแต่ฟ้ายังมืดสนิท จ้าวเข่อหรันก็ถูกปลุกให้ลุกจากที่นอน ผ่านการ อาบนํ้าชําาระกาย เปลี่ยนอาภรณ์ แต่งแต้มโฉมหน้าจนสมบูรณ์แบบ นางจึง ได้พักหายใจโล่งอกครู่หนึ่ง ทันทีที่นางเพิ่งวางตะเกียบจากมื้อเช้า เสียงฝี เท้าเร่งร้อนก็ดังขึ้น บ่าวชายมารายงานว่า นายท่านเรียกตัวไปที่โถงใหญ่ มี ถ้อยคําจะก๋า บก่อนออกเดินทาง
คิ้วเรียวงามของจ้าวเข่อหรันขมวดเล็กน้อย ในเวลาเช่นนี้ บิดายังมีสิ่ง ใดจะกล่าวอีกเล่า? แม้ในใจจะสงสัย นางก็ยังคงก้าวไปยังโถงใหญ่โดยมี ลังเล ทันทีที่ก้าวผ่านธรณีประตู นางเห็นจ้าวเข่อเหรินยืนอยู่ก่อนแล้ว อีก ทั้งจ้าวชงกับฉินเซียงเหอก็นั่งรออยู่
สายตาจ้าวชงทอดมามองนางอย่างเมตตา ส่วนฉินเซียงเหอกลับจีบ ชาอย่างเรียบเฉย ประหนึ่งผู้ที่เดินเข้ามามิใช่บุตรสาว หากเป็นเพียงคน แปลกหน้า ดวงตาของจ้าวเย่อเหรินเมื่อสบกับนาง กลับฉายแววริษยาร้อน แรง วันนี้จ้าวเข่อหรานงดงามเหนือผู้ใด
หลังอาบน้ําชําระกาย นางสวมอาภรณ์จวิ้นจี่ชั้นหนึ่ง ปักลายเมฆทอง ด้วยด้ายเงิน ประดับเครื่องราชทานจากเบื้องบน เครื่องเพชรพลอยสะท้อน แสงอรุณงามจับตา ความสง่างามนั้นมิใช่เพียงเปลือกนอก หากแผ่ออกจาก แก่นจิตใจ ราวดอกบัวที่เบ่งบานเหนือผิวน้ํา
แม้รูปโฉมจะมิได้เลิศล้ําเท่าจ้าวเข่อเหริน แต่รัศมีแห่งศักดิ์ศรีกลับสะ กดทุกสายตา เพราะในพระราชโองการระบุชัดเจน วันนี้นางเข้าวังในฐานะ ฉงเจิ้งเจิ้นกั๋วเหวินจวิ้นจู่ชั้นหนึ่ง มิใช่เพียงคุณหนูใหญ่แห่งจวนไท่ซือ ดัง นั้น การแต่งกายย่อมต้องสมพระเกียรติ จ้าวซึ่งกระแอมเบา ๆ
“เข่อหรัน เย่อเหริน วันนี้พวกเจ้าจะเข้าวัง พ่อมีถ้อยคําจะกําชับ สิ้นเสียง เขาส่งสัญญาณให้บ่าวคนหนึ่งนํากล่องไม้สองใบมา มอบให้ บุตรสาวทั้งคู่
“ในกล่องนี้มีตั๋วเงินหนึ่งหมื่นตําลึง ข้าแลกเป็นใบย่อยไว้แล้ว จะได้
สะดวกในการให้รางวัลคนในวัง”
ทั้งสองค้อมศีรษะพร้อมกัน
“ขอบพระคุณท่านพ่อเจ้าค่ะ”
จ้าวเข่อหรันมองกล่องในมือ พลางยิ้มบางในใจ วังหลวงก็เป็นสถานที่ ที่ ‘เงิน’ เปิดประตูได้กระมัง ส่วนจ้าวเข่อเหรินกลับยินดีจนแววตาวาววับ
ก่อนหน้านี้นางแทบหมดตัวเพราะทุ่มเงินซื้อพระโพธิสัตว์หยกขาว ครั้นเมื่อ คืนมารดาเพิ่งให้หนึ่งหมื่นตําลึง บัดนี้บิดายังให้อีกหนึ่งหมื่น เงินทองในมือ จิงหนาพอจะวางแผนอนาคตได้
นางปรายตามองพี่สาวอย่างท้าทาย เพราะนางรู้ดี มารดามิได้ให้เงิน จ้าวเข่อหวั่นแม้แต่แดงเดียว จ้าวเข่อหรันรับรู้ทุกอย่าง แต่หาได้ใส่ใจไม่ ความเอนเอียงของมารดา นางรับรู้มานานแล้ว และเมื่อสายใยแม่ลูกขาด สะบั้น เงินทองเล็กน้อยยิ่งไร้ค่า จ้าวชงกล่าวต่ออย่างเคร่งขรึม
“งานวันนี้เกี่ยวพันอนาคตของพวกเจ้า จงสํารวม วาจา การกระทํา ต้องระวัง ผู้คนในวังล้วนมีอํานาจ อย่าก่อเรื่อง อย่ามีศัตรู หากผูกมิตรได้ก็ จงผูกไว้
สองพี่น้องรับคํา แต่ถ้อยคําเหล่านั้นจะซึมลึกเพียงใด ไม่มีผู้ใดรู้ จ้าวเข่อหรันมองบิดาผู้กําลังแสดงบทบาทพ่อผู้ห่วงใย พลันหัวเราะเย็นใน ใจ สิบกว่าปีที่ผ่านมา เขาเคยใส่ใจนางเท่าวันนี้หรือ? หากนางมิได้เป็น จวิ้นจี่ มิได้รับเชิญเข้าวัง เขาคงลืมไปแล้วว่าตนยังมีบุตรสาวอีกคน
ส่วนฉินเสียงเหอ สายตาอ่อนโยนทั้งหมดมอบให้เพียงจ้าวเข่อเหริน ในดวงตานาง เหลือบุตรสาวเพียงคนเดียว แต่จ้าวเข่อหรันหาได้สะทก สะท้านไม่ หัวใจของนางผ่านไฟมาแล้ว จะยังหวั่นไหวเพราะสายตาเย็นชาได้ อย่างไร?
ไม่นานนัก รถม้าจากวังก็มาถึง คนทั้งจวนออกมาส่งถึงหน้าประตู เพราะวันนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนชะตา หน้าจวนมีรถม้าสองคันจอดรอ คันหนึ่ง โอ่อ่า กว้างขวาง ประดับลวดลายงามตา อีกคันเล็กกว่า เรียบง่ายกว่าอย่าง
เห็นได้ชัด ขันทีผู้หนึ่งยืนรออย่างสํารวม
“เหวินจวิ้นจู่ คุณหนูรอง ถึงเวลาแล้ว เชิญขึ้นรถม้าเถิด”
จ้าวเข่อเหรินไม่รอช้า รีบก้าวไปยังคั่นหรูหรา ในสายตานาง รถคัน
นั้นย่อมเหมาะกับตนที่สุด จ้าวเข่อหวั่นเห็นแล้วเพียงยิ้มจาง สําหรับนาง รถ
คันใดก็ไม่ต่าง ทว่า ขันทีผู้นั้นกลับก้าวมาขวาง
“คุณหนูรอง โปรดอภัย รถคันนี้มิได้จัดไว้สําหรับท่าน
จ้าวเย่อเหรินชะงัก สีหน้าแข็ง น
“ท่านก้าลังหมายความว่าอย่างไร?”
นทีค้อมศีรษะ
“รถคันนี้เป็นของจวิ้นจี่ ท่านควรขึ้นอีกคันหนึ่ง”
ถ้อยคําสุภาพ แต่ชัดเจนดุจคมมีด ใบหน้าจ้าวเข่อเหรินแดงก่ําา
“ข้ากับพี่สาวเป็นพี่น้องกัน จะต่างอันใด ? ข้านั่งคันนี้ นางนั่งอีกคัน ก็
ไม่เห็นมีปัญหา!”
ขันทียังคงยืนมั่น
“ทุกอย่างจัดตามลําาดับศักดิ์จากสํานักในวัง ข้าน้อยมีกล้าฝ่าฝืน”
คําว่า ลําดับศักดิ์ ราวตบหน้าฉาดใหญ่ จ้าวเข่อเหรินรู้สึกเลือดสูบ ฉีด ศักดิ์? นางด้อยกว่าตรงไหน? ฉันเชียงเหอรีบเอ่ยช่วย
“พวกนางล้วนเป็นบุตรข้า ใครขึ้นคันใดก็เหมือนกัน”
ขันทีแย้มยิ้มบาง
“ฮูหยินกล่าวถูก แต่ในวัง…ความเหมือนย่อมไม่มีอยู่จริง”
คําพูดอ่อนโยน แต่เชือดเฉือนยิ่งนัก จ้าวเข่อเหรินยืนกรานจะขั้นคัน หรู ในใจนางหาใช่เพียงเรื่องความสะดวก หากคือศักดิ์ศรี จ้าวเข่อหรันยืน เงียบ ริมฝีปากแฝงรอยยิ้มจาง นางรู้ดี เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็ก ในที่สุดวันที
กล่าวเสียงเรียบ
“หากคุณหนูรองยืนกรานจะนั่งรถจนจู่ ข้าน้อยมิอาจห้าม เพียง แต่…การจัดรถครั้งนี้มาจากกรมวัง หากเรื่องถึงพระกรรณ ไม่ทราบว่าคุณ หนูรองยังมีโอกาสได้เข้าร่วมคัดเลือกหรือไม่”
ฟ้าผ่าในใจจ้าวเข่อเหริน คําพูดนั้นไม่ดัง แต่หนักหน่วงยิ่งกว่าขุนเขา
สีหน้าของนางซีดเผือด เพราะนางเพิ่งตระหนัก การแย่งรถม้าเล็กน้อย อาจ
ทําลายความฝันทั้งชีวิต จ้าวชงและฉันเชียงเรือพลันหน้าถอดสี เมื่อครู่ยัง
เห็นเป็นเรื่องเด็กสาวงอแง บัดนี้กลับเป็นเรื่องลําาดับศักดิ์แห่งราชวงศ์
จ้าวชงรีบรุดเข้าไป แอบยัตธนบัตรแผ่นหนึ่งใส่มือขันที
เห็นเถิด”
“เรื่องเมื่อครู่เป็นความผิดลูกสาวข้า นางไม่ทันคิด โปรดถือเสียว่าไม่
ขันทีมองธนบัตรในมือเขา แววตาฉายความเย็นชา เขาไม่รับ มือของ
จ้าวชงค้างอยู่กลางอากาศ เหงื่อเย็นมุด ม
ลมเช้าเย็นเยียบพัดผ่าน บรรยากาศหน้าจวนเงียบงันราวถูกบีบคั้น
รถม้าสองค้นยังจอดนิ่ง แต่ศักดิ์ศรีของใครบางคน….กําลังสั่นคลอนยิ่งกว่าวง
ล้อไม้ใต้แสงอรุณ.