หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 137 เข้าเฝ้าถวายความเคารพ ณ ตําหนัก เพิ่ง
137 เข้าเฝ้าถวายความเคารพ ณ ตําหนัก เพิ่ง
บรรดาคุณหนูจากตระกูลใหญ่ต่างยืนรออยู่หน้าท้องพระโรงของ
นําหนัก เพ่ง ไม่นานนัก ขันทีผู้หนึ่งก็เดินออกมา ประกาศเรียกให้ทุกคน ตามเข้าไปยังพระตําหนักใหญ่ เมื่อได้รับสัญญาณ เหล่าคุณหนูก็ก้าวเดิน อย่างเป็นระเบียบ อ่อนช้อยดุจบุปผาเคลื่อนไหวท่ามกลางลมวสันต์
ในหมู่หญิงสาวทั้งหมด ผู้ที่มีฐานันดรศักดิ์สูงสุดกลับมิใช่ผู้มาจาก ตระกูลใหญ่ที่สุด หากแต่เป็นจ้าวเข่อหรัน แม้นางมิได้เกิดจากตระกูลสูงส่งที่ สุด แต่เพราะนางเป็น “เหวินจวิ้นจู่” มีบรรดาศักดิ์และราชทินนามพระราช ทาน จึงยืนอยู่แถวหน้าเคียงข้างฉินอี้เหมี่ยวอย่างสง่างาม
ทันทีที่ก้าวเข้าสู่พระตําหนักใหญ่ จ้าวเข่อหรันก็เห็นเหล่าสนมนางใน นั่งเรียงรายอยู่ก่อนแล้ว ภาพเบื้องหน้าอลังการจนแม้แต่นางยังอดทอด ถอนใจไม่ได้ งานคัดเลือกพระชายาครานี้ มิได้เป็นเพียงพิธีธรรมดา แต่คือ เวทีเฟ้นหาภรรยาคู่บัลลังก์ให้เหล่าองค์ชาย บรรดาพระสนมผู้มีโอรสย่อมไม่ มีทางพลาดโอกาสนี้ เบื้องบนสุด ประทับสตรีในฉลองพระองค์สีเหลือง อร่าม ปักลายหงส์ทองเด่นสง่า นั่นคือฮองเฮา
จ้าวเข่อหรันจําได้จากคราวก่อนที่เข้าเฝ้า เบื้องขวาถัดลงมาเล็กน้อย คือสตรีในชุดสีเขียวอ่อนปักลายดอกไม้ละเอียด ประดับผ้าคลุมบางสีทอง กิริยาอ่อนหวานแต่แฝงความยโส เครื่องประดับศีรษะเป็นปิ่นหงส์ทองฉลุ เมื่อขยับกายก็เกิดเสียงกระทบกรุ้งกริ้งราวบทเพลงเบา ๆ ไม่ต้องเอาให้ มาก นางคือหยุนกุ้ยเฟย ผู้เลื่องชื่อว่าสามารถยืนเคียงบัลลังก์ฮองเฮาได้ อย่างสูสี
ทว่า….จ้าวเข่อหรันกลับรู้สึกคุ้นเคยกับสตรีผู้นี้อย่างประหลาด ทั้งที่
มั่นใจว่าไม่เคยพบมาก่อน ด้านล่างยังมีซูเฟย ผู้เป็นอาสะใภ้ในนามของนาง และลี่เฟย พระมารดาของอ๋องอี้ เมื่อทุกคนเข้าสู่ท้องพระโรง ต่างคุกเข่าครึ่ง หนึ่งพร้อมกัน
“บุตรีขุนนางถวายบังคมฮองเฮา ขอทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี
หมินหมื่นปีเพคะ”
ฮองเฮาทรงแย้มพระโอษฐ์
“ลุกขึ้นเถิด”
เบื้องล่าง
หลังทุกคนยืนเรียบร้อย ฮองเฮาทอดพระเนตรหญิงสาวหลากสีสัน
“เห็นใบหน้าเยาว์วัยมากมายเช่นนี้ ใจข้าก็พลอยสดชื่น น้องทั้งหลาย
ว่าจริงหรือไม่?”
เหล่าสนมต่างรีบเออออรับคํา มีเพียงหยุนกุ้ยเฟยที่แย้มยิ้มบาง
พลางกล่าวเสียงเนิบ
“จริงหรือเพคะ? วันนี้ดูฮองเฮาจะรําลึกอดีตไม่น้อย แต่หม่อมฉันยัง ไม่รู้สึกเช่นนั้น อาจเพราะหม่อมฉันยังสาวอยู่กระมัง”
วาจาแฝงคมดุจเข็มเงิน แทงล็กโดยไร้เลือด ฮองเฮาพระพักตร์แข็ง ค้างชั่วขณะ แต่ต้องกล้ากลืน ในที่สาธารณะมิอาจเสียพระเกียรติ จ้าวเข่อหรันแอบยิ้มในใจ ข่าวลือที่ว่า “หยุนกุ้ยเฟยอ่อนโยนเรียบร้อย” ช่าง เป็นข่าวลือที่หลอกตาเสียจริง สายพระเนตรฮองเฮากวาดลงมา หยุดที่
จ้าวเข่อหรัน
หรือไม่?”
“เหวินจวิ้นจี่ มิได้พบกันนาน ครั้งก่อนเจ้าเข้าเฝ้ามาขอบพระทัยใช่
ทันใดนั้น สายตาทั้งนําหนักพุ่งมายังนาง ฉินอี้เหมี่ยวและข้าวเข่อเห รินต่างก็หมายตาตาแหน่งไท่จื่อเฟย ฮองเฮาคือด่านสําคัญ หากพระนาง โปรดใคร โอกาสก็สูงลิ่ว จ้าวเข่อหรันย่อกาย นับอย่างสงบ
“เพคะ แม้เวลาผ่านไปนาน หม่อมฉันยังจําพระสิริโฉมอันสง่างาม ของฮองเฮาได้ไม่ลืม วันนี้ได้เข้าเฝ้าอีกครั้ง พระสิริโฉมยังงดงามดุจเดิม”
ฮองเฮาทรงแย้มสรวล
“ช่างกล่าวเก่งนัก”
ถ้อยคําแลดูสุภาพ แต่แววพระเนตรกลับเย็นเฉียบ จ้าวเข่อหรันรับรู้ ได้ ฮองเฮามิได้โปรดปรานนางเลยแม้แต่น้อย ไม่นานนัก พระนางหันไปหา ฉินอี้เหมี่ยว น้าเสียงอ่อนโยนลงชัดเจน
ละไม
“อี้เหมี่ยว มิได้เข้าเฝ้ามานานแล้ว เหตุใดช่วงนี้ไม่เข้าวังเล่า?”
น้ําเสียงนั้นอบอุ่นดุจผู้ใหญ่เอ็นดูบุตร ฉินอี้เหมี่ยวก้าวออกมา ยิ้ม
“หม่อมฉันมัวแต่ยุ่งเรื่องในบ้าน จึงมิได้เข้าเฝ้าบ่อยนัก ต้องขอ
ประทานอภัยเพคะ”
หากว่างก็เข้าวังบ้าง ข้าชอบเจ้ามาก
ประโยคสั้น ๆ แต่หนักแน่นพอให้ทุกคนเข้าใจ สายตาอิจฉาริษยา แล่นวาบทั่วตําหนัก จ้าวเย่อเหรินก้ามือแน่น เล็บจิกฝ่ามือจนเจ็บ ในใจนาง ยกตนเป็นไท่จื่อเฟยไปแล้ว ครานี้เห็นภาพตรงหน้า ราวมีคนมายื้องของที่ นางคิดว่าเป็นของตน ฉินอี้เหมี่ยวเองก็มิได้ถ่อมตนจริงจังนัก นางตอบแทน ด้วยสายตาท้าทาย “บางคนคิดปีนขึ้นฟ้า ทั้งที่ยังยืนไม่มั่น ระวังจะตกลงมา เจ็บหนัก” แววตานางราวกล่าวเช่นนั้น บรรยากาศภายนอกชื่นมื่น แต่ภาย ในคุกรุ่นดุจไฟใต้เถ้า
จ้าวเข่อหรันยืนเงียบ ยิ้มบาง ปล่อยให้สายตาทั้งหมดไหลผ่านตนไป นางพินิจ จํานวนผู้เข้าร่วมคัดเลือก มากเสียจนแทบแน่นตําหนัก แม้กระทั่ง จ้าวเข่อผิง บุตรสาวรองของท่านอารองก็มาด้วย มุมปากนางยกขึ้นเล็กน้อย งานนี้…คงครึกครื้นไม่น้อย
ชูเฟยบนบัลลังก์เองก็กวาดตามองเช่นกัน นางอยากได้สะใภ้ที่มีพื้น ฐานมั่นคงให้โอรส หากวันหน้าการเมืองผันผวน อย่างน้อยก็มีแรงหนุน เวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ฮองเฮาตรัสให้ทุกคนกลับไปพักที่ตําหนักฉ่ซิ่ว ก่อน
จากไป พระนางตรัสเตือนเสียงเรียบ
“ในวังหลวง ทุกก้าวต้องระวัง พวกเจ้าล้วนมีโอกาสเป็นสะใภ้หลวง อย่าให้เกิดเรื่องเสียหาย มิเช่นนั้น อย่าโทษข้าไร้ปรานี
ถ้อยคําสุภาพ ทว่าคมกริบดุจคมดาบบาง เหล่าคุณหนูต่างคํานับรับ คํา หลังออกจากนําหนัก บางคนไปชมอุทยาน บางคนกลับที่พัก จ้าวเข่อเห รีนไร้อารมณ์ชมวิว นางมุ่งกลับลานพักตน แต่แล้วก็ต้องหยุดชะงัก ฉินอี้เหมี่ยวเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม
นะ”
มีถมไป”
“ช่างบังเอิญนัก พวกเรายังพักที่เดียวกันเสียด้วย ดูท่าฟ้าคงลิขิต”
คําว่า “ลิขิต” ฟังแล้วหวาน แต่แฝงพิษ จ้าวเข่อเหรินฝืนยิ้ม
“ใช่…ช่างมีวาสนาต่อกันจริง ๆ”
ฉินอี้เหมี่ยวเอียงศีรษะเล็กน้อย
“แต่ดูจากวันนี้ ความหวังบางอย่างของเจ้า อาจเลือนลางเสียแล้ว
จ้าวเย่อเหรินหัวใจเดือดดาล แต่ยังคงรอยยิ้ม
“ผู้ใดจะได้หรือเสีย ยังไม่รู้ อย่ามั่นใจเกินไปนัก คนที่ล้มเพราะทะนง
“ดูแลตัวเองเถิด”
กล่าวจบ ฉินอี้เหมี่ยวสะบัดชายแขนจากไป จ้าวเข่อเหรินกลับเข้า ห้อง ใบหน้าสงบ แต่ดวงตาแตงเรือ ส่วนอีกมุมหนึ่ง จ้าวเข่อหรันยืนมอง เหตุการณ์ทั้งหมดจากเงามืด มุมปากยกขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์ สองสตรีหนึ่งห้อง พัก ชะตากรรมจะปะทะกันเช่นไรหนอ?
ครานี้…ที่พักในตําหนัก ซิ่ว ช่างจัดวางได้ “เหมาะสม” ยิ่งนัก