หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 138 เผชิญหน้า
138 เผชิญหน้า
ตลอดหลายวันถัดมา บรรดาคุณหนูผู้เข้าร่วมคัดเลือกต่างพํานักอยู่ ภายในพระราชวัง มิได้ออกไปไหนโดยพลการ ยามว่างก็อ่านตํารา ฝึกปักผ้า หรือจับกลุ่มกับสหายที่คุ้นเคย ภายใต้การดูแลของเหล่านางกํานัลและแม่
นม เดินชมทัศนียภาพในเขตวังหลวงอย่างสํารวม
ส่วนจ้าวเข่อหรันนั้น หากมีเวลาว่างก็มักอยู่กับหลินซิ่วซิ่วและหยุนอีอี
เสียมากกว่า กลับแทบมิได้สนทนากับจ้าวเย่อเหรินหรือฉินอี้เหมี่ยวเลยแม้ แต่น้อย ในช่วงไม่กี่วันนี้ มีคุณหนูหลายคนถูกพระสนมในวังเรียกเข้าเฝ้า แม้ ปากจะมีเอ่ย แต่ลึกในใจก็ปลาบปลื้ม เพราะทุกคนล้วนรู้ดีว่า การเรียกเข้า เฝ้าเช่นนี้เกี่ยวข้องกับงานเลือกพระชายาโดยตรง ยิ่งได้รับความสนใจมาก เพียงใด โอกาสก็ยิ่งมากขึ้นเพียงนั้น
โดยเฉพาะฉินอี้เหมี่ยว ถูกฮองเฮาเรียกพบหลายครา จ้าวเย่อเหรินที่ พักอยู่ชายคาเดียวกับนาง แม้ไม่คิดอยากรู้ก็ยากจะไม่รับรู้ ทุกครั้งที่เห็น ฉินอี้เหมี่ยวแต่งกายงดงามมุ่งหน้าไปยังตําหนักที่เพิ่ง นางก็แทบกัดฟันจน เลือด บ ความริษยาร้อนรุ่มในอกยิ่งทวีขึ้นทุกวัน ใบหน้าที่เคยสดใสกลับ หม่นคล้ําลงทีละน้อย
ตรงกันข้าม ฉินอี้เหมี่ยวกลับราวสายลมฤดูใบไม้ผลิ อ่อนหวานและ ภาคภูมิ ทว่า มีสิ่งหนึ่งที่จ้าวเข่อหรันรู้สึกผิดสังเกต ตลอดหลายวันนี้ สนมซูเฟยกลับไม่เคยเรียกพบจ้าวเข่อผิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
แม้ในนามซูเฟยจะเป็น “อาหญิง” ของนาง แต่ความสัมพันธ์กับสาย ของบิดานางมิได้แนบแน่นนัก ไม่เรียกพบตนหรือจ้าวเย่อเหรินก็ยังพอเข้าใจ ได้ แต่จ้าวเข่อผิงนั้น บิดาของนางคือพี่ชายแท้ ๆ ของ เฟย ตามเหตุผล แล้วควรสนิทสนมยิ่งนัก
ทว่ากลับมิได้พบกันเป็นการส่วนตัวเลย นอกจากวันที่เข้าเฝ้าทิ่
ตําหนัก เพิ่ง ครั้งเดียวเท่านั้น อีกทั้งวันนั้น ซูเฟยยังมิได้เอ่ยกับจ้าวเข่อผิง แม้แต่ค่าเดียว ความเงียบเช่นนี้…ผิดธรรมดาเกินไป
จ้าวเข่อหรันครุ่นคิดแล้วตัดสินใจให้ฮวาเชียงไปสืบข่าว ฮวาเชียงใน ยามนี้เดินเข้าออกในวังได้สะดวก หากให้ไปไต่ถามย่อมเหมาะสมที่สุด หากมี คลื่นใต้น้ําใดซ่อนอยู่ อย่างน้อยนางจะได้ตั้งรับทันเวลา ไม่นานนัก นางเรียก
ฉินเชียงเข้ามา
“ฉันเชียง เวลานี้อวาเชียงเคลื่อนไหวในวังสะดวก เจ้าช่วยบอกให้นาง ไปสืบเรื่องหนึ่งให้ข้าที
ให้ได้”
ฉินเซียงก้มรับอย่างนอบน้อม
“คุณหนูโปรดสั่งมาเถิด ไม่ว่าเรื่องใด ฮวาเชียงย่อมหาทางรู้ความจริง
จ้าวเย่อหรันทอดสายตาออกไปนอกหน้าต่างก่อนเอ่ยช้า ๆ
“ช่วงหลายวันมานี้ พระสนมแต่ละตําหนักต่างเรียกคุณหนูไป สนทนา ใคร ๆ ก็รู้ดีว่าคือการคัดเลือกสะใภ้ในอนาคต แต่มีจุดหนึ่งที่ข้ารู้สึก แปลก…นั่นคือ เฟย
“ซูเฟยหรือเจ้าคะ?” ฉินเสียงขมวดคิ้ว
“แม้นางจะเป้นอาหญิงของท่าน แต่ก็ไม่เคยใกล้ชิดกันนักมิใช่หรือ” จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง
“ข้ากับนางอาจไม่สนิท แต่จ้าวเข่อผิงเล่า? บิดาของนางคือพี่ชาย แท้ ๆ ของ เฟย หากว่ากันตามสายเลือด ก็ควรสนิทกันยิ่งนัก แต่ตลอด หลายวันนี้ กลับมิได้พบกันเลยแม้แต่ครั้งเดียว”
ไม่?”
ฉันเชียงพยักหน้า
“เช่นนั้น คุณหนูต้องการให้สืบว่าระหว่างพวกนางเกิดเรื่องใดขึ้นหรือ
“ถูกต้อง” จ้าวเข่อหรันตอบเรียบ
“ดูให้แน่ ว่าห่างเหินจริง หรือเพียงเสแสร้ง”
ฉินเสียงรับค้าแล้วรีบออกไป ห้องจึงเหลือเพียงจ้าวเข่อหรัน นางนั่ง
นิ่ง ดวงตา กล้าดุจสระน้ํายามราตรี ขณะเดียวกัน ที่ตําหนักซูฮุย ชูเฟยเอง ก็มิได้สงบใจเลยแม้แต่น้อย ข้อเสนอของมารดาที่เคยหยั่งเชิงไว้ก่อนหน้านี้ นางไม่คิดจะยอมรับเด็ดขาด ครั้งก่อนหลบเลี่ยงมาได้เพราะอาศัยงานเลือก พระชายาเป็นข้ออ้าง ทว่าไม่คาดคิดว่ามารดาจะยังตามตื้อไม่เล็ก
ཋ།
ความตั้งใจนั้นชัดเจนยิ่ง ให้อวิ้นอ๋อง รับจ้าวเข่อผิงเป็นพระชายา เพียงคิดถึงเรื่องนี้ ชูเฟยก็ปวดศีรษะจนอยากถอนใจยาว แม้จ้าวเข่อผิงจะ เป็นหลานแท้ ๆ แต่นางมิใช่ตัวเลือกที่เหมาะสมเลย อ่อนแอ ไร้ความโดด เด่น ไร้พลังหนุนหลัง หากให้นางเป็นพระชายา ย่อมมิอาจช่วยบุตรชายตน ได้แม้แต่น้อย แต่จะหลบเลี่ยงไปตลอดก็มิใช่หนทาง ขณะนั้น นางกํานัลผู้ หนึ่งเข้ามารายงาน
ธุระด่วน”
“ฝ่าบาทเพคะ ท่านหญิงหลี่แห่งจวนเจิ้นเป่ยโหว ขอเข้าเฝ้า บอกว่ามี
ท่านหญิงหลี่ หรือหลี่เฟย มารดาแท้ ๆ ของซูเฟย เพราะนางเป็น
เพียงภรรยารองของจ้าวหลิน มิใช่ภรรยาหลวงเช่นเชียวหลิง จึงมิอาจใช้คํา
ว่า “จ้าวฮูหยินผู้เฒ่า” ได้ ผู้คนจึงเรียกนางว่า “หลี่เฟย” อย่างกระอัก
กระอ่วน
ชูเฟยสีหน้าเย็นวาบ ความรําคาญฉายชัด หลายวันมานี้ มารดามาทุก วันไม่ขาด นางกํานัลเห็นสีหน้าผู้เป็นนาย จึงเอ่ยเบา ๆ “จะให้หม่อมฉันปฏิเสธไปก่อนดีหรือไม่เพคะ ว่าสนมประชวรอยู่?”
ชูเฟยนิ่งคิดครู่หนึ่ง หลบเลี่ยงมาเนิ่นนานพอแล้ว หากไม่พูดให้ชัด เสียที คงไม่มีวันสิ้นสุด
“ให้เชิญเข้ามา”
ไม่นาน หลี่เฟยก็ก้าวเข้าสู่โถงใหญ่ของตําหนัก ภาพที่เห็นทําให้นาง สะอีก ซูเฟยนั่งอยู่บนที่ประทับ ดื่มชาอย่างสบาย มิได้มีท่าทีป่วยไข้แม้แต่ น้อย หลายวันที่ผ่านมานางเป็นห่วงแทบขาดใจ แต่ที่แท้ลูกสาวมิได้ป่วยเลย เพียงไม่อยากพบหน้า! ความโกรธลุกโชนอยู่ในอก แต่ยังต้องคุกเข่าถวาย
บังคม
“หม่อมฉันถวายบังคมชูเฟย ขอพระองค์ทรงพระเจริญ” ปกติชูเฟยย่อมรีบให้คนพยุงขึ้น ทว่า ครานี้เพียงเอ่ยเนือย ๆ
“ลุกขึ้นเถิด”
น้าเสียงเย็นชา ราวไร้สายใย หลี่เฟยลุกขึ้น ความคับแค้นสะสมหลาย
วันพลันปะทุ
“หม่อมฉันใหนเลยกล้ารบกวน เพียงได้ยินว่าพระองค์ประชวร จึงมา เยี่ยม ไฉนจึงหลบหน้าหม่อมฉันเล่า หรือแม้สิทธิ์จะพบหน้าลูกสาวก็ไม่มี
แล้ว?”
ชูเฟยขมวดคิ้ว
“หากมารดามีเรื่องใด ก็พูดมาตรง ๆ อย่าอ้อมค้อม”
คําตอบเรียบเฉย กลับยิ่งราดน้ํามันลงกองไฟ
“เจ้ายังเรียกข้าว่าแม่ได้อีกหรือ!” หลี่เฟยเสียงสั่น
“หลายวันมานี้ข้ามาทุกวัน เจ้ากลับไม่พบหน้า ข้าผิดอะไร?”
ซูเฟยสีหน้าเย็นจัด
“มารดา โปรดระวังคําพูด นี่คือตําหนักหลวง มิใช่เรือนสกุลหลี่
คําว่า “ตัวข้า” ที่นางใช้แทนตน ซ้ําแล้วซ้ําเล่า คือการเตือนว่าขณะนี้ ฐานะคือพระสนม มิใช่บุตรีธรรมดา แต่หรี่เฟยในยามโกรธกลับมีทันสังเกต
“ข้าสั่งสอนลูกตนเองผิดตรงไหน!”
ชูเฟยหัวเราะเย็นชา
“ออกเรือนแล้วต้องยืดสามีเป็นหลัก มารดาอย่าลืมว่าผู้มีสิทธิ์อบรม
ตัวข้าคือฮ่องเต้ หาใช่มารดาไม่
สงบใจ
ถ้อยคําเฉือนลึกดั่งคมมีด หลี่เฟยหน้าซีด เงียบงันไปครู่หนึ่ง จึงฝัน
“ดี…เช่นนั้นข้าจะพูดตรง ๆ เรื่องงานเลือกพระชายา เจ้าย่อมรู้ดี”
ซูเฟยยิ้มจาง
“แน่นอน ตัวข้าทราบดี และได้พบคุณหนูเหล่านั้นแล้ว” “เช่นนั้นเจ้าก็รู้ว่าเข่อฝังร่วมคัดเลือกด้วย”
“ทราบ”
หลี่เฟยโน้มตัวไปข้างหน้า เสียงกด า
“ช่วยให้นางได้เป็นพระชายา”
คําพูดนั้นหนักแน่นดุจคําสั่ง ซูเฟยนิ่งไปครู่ ก่อนตอบเรียบ
“เรื่องนี้….ตัวข้าทําไม่ได้
“ทําไมจะไม่ได้!” หลี่เฟยเสียงแหลม
“เจ้าเป็นมารดาของอ๋องหยุน เพียงเอ่ยคําเดียวก็สิ้นเรื่อง”
ชูเฟยดวงตาเย็นเฉียบ
“ฮ่องเต้ทรงเป็นพระบิดาของเขา พระบัญชาคือสูงสุด”
“ข้าได้ยินมาว่า สุดท้ายให้บรรดาองค์ชายเลือกเอง หากเช่นนั้น เจ้ากี้
ให้เขาเลือกเบ่อผิงสิ!”
ชูเฟยถอนหายใจยาว ในที่สุดก็เอ่ยตรง ๆ
“มารดาอยากให้เข่อผิงแต่งกับหยุนเอ๋อร์ ก็เพื่อเพิ่มอํานาจให้พี่รอง
ใช่หรือไม่”
ประโยคนั้นแทงตรงกลางใจ
“แต่เรื่องนี้ ตัวข้าไม่มีวันยินยอม หลี่เฟยลุกพรวด “เจ้ากลับคําหรือ! ก่อนหน้านี้เจ้ามิได้ปฏิเสธ!”
ชูเฟยสีหน้าแข็งกร้าว
“ตัวข้าไม่เคยรับปาก” คําตอบสั้น ๆ ทว่าเด็ดขาด ความเงียบปกคลุมโถงใหญ่ สายเลือดแม่ ลูกในยามนี้ หาได้อบอุ่นไม่ หากเย็นเฉียบยิ่งกว่าน้ําค้างกลางเหมันต์ และการเผชิญหน้าในวันนี้… เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น