หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 139 โต้เถียง
139 โต้เถียง
หลี่เฟยนิ่งคิดทบทวนอย่างจริงจัง ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า
“ครั้งก่อน เจ้าก็ไม่ได้ตอบรับข้าจริง แต่เจ้าก็มิได้ปฏิเสธมิใช่หรือ? เจ้า บอกเพียงว่าจะทูลถามฝ่าบาทก่อน แล้วค่อยตัดสินใจ”
ชูเฟยยิ้มบาง ดวงตาอ่อนหวานแต่แฝงความเย็นชา
“ท่านแม่เข้าใจผิดแล้ว ตัวข้าเพียงบอกว่าจะกราบทูลถามฝ่าบาท แต่ ไม่เคยเอ่ยสักคําว่าจะให้หยุนเอ๋อร์อภิเษกกับเข่อผึ้ง อีกทั้งบัดนี้ฝ่าบาทมี พระราชโองการจัดงานคัดเลือกพระชายาแล้ว เรื่องการอภิเษก
ยองหยุนเอ๋อร์ ย่อมมีเพียงฝ่าบาทเท่านั้นที่ทรงตัดสิน”
ฟังคําปฏิเสธซ้ําแล้วซ้ําเล่า หลี่เฟยเริ่มเดือดดาล
“เหมยเอ๋อร์ ข้าถามตรง ๆ เจ้าไม่อยากให้หยุนอ๋องแต่งกับเข่อพึงใช่ หรือไม่? หากไม่ใช่ เหตุใดเจ้าจึงเอาแต่หาข้ออ้างเลี่ยงไปมา?”
ซูเฟยมองมารดาด้วยแววตาเยียบเย็น เต็มทีนางตั้งใจจะพูดให้เหลือ ทางถอยแก่กัน ทว่าเมื่อมารดายังดึงด้น นางก็ไม่จําเป็นต้องไว้หน้าอีกต่อไป
เสียงหัวเราะแผ่วเบาแต่เย็นเยียบด้ง ม
“ในเมื่อท่านแม่พูดถึงเพียงนี้ ตัวข้าก็จะไม่ปิดบังอีก ใช่แล้ว ข้าไม่เคย
คิตให้หยุนเอ๋อ แต่งกับเฃอผิง”
“ว่าอย่างไรนะ?” หลี่เฟยหน้า ต
“หมายความว่าเจ้าหลอกข้ามาตลอด?”
ชูเฟยทอดถอนใจ
ท่านแม่เองก็เป็นมารดา ย่อมเข้าใจความรู้สึกของข้าไม่ใช่หรือ? เหมือนครั้งนั้นที่ท่านคัดค้านไม่ให้พี่รองแต่งกับสกุลโจว วันนี้ข้าก็มีใจไม่ต่าง
จากท่านในวันนั้น”
คําเปรียบเทียบทําให้หลี่เฟยยิ่งขุ่นเคือง
“จะเอาเข่อผิงไปเทียบกับสกุลโจวได้อย่างไร! โจวชื่อเป็นเพียงบุตรี
อนุ แต่เข่อ งของเราคือลูกสาวภรรยาเอก หากมิใช่ฐานะบริสุทธิ์แท้จริง นางจะมีสิทธิ์เข้าสู่การคัดเลือกหรือ?”
ชูเฟยหัวเราะเบา ๆ
ท่านแม่ช่างหลอกตัวเองนัก แม้โจวชื่อจะเป็นบุตรีอนุ แต่นางคือ บุตรีท่านถั่วกงสกุลโจว ส่วนเข่อ งเล่า แม้เป็นลูกสาวภรรยาเอก แต่ก็เป็น เพียงบุตรีเสนาบดีกรมพิธี หากจะวัดกันว่าใครสูงศักดิ์กว่า เกรงว่าจะมิใช่ เรื่องง่ายดาย”
หลี่เฟยจนค้า แต่ยังไม่ยอมแพ้
“เชอผิงเป็นหลานแท้ ๆ ของเจ้า หากนางได้เป็นพระชายาหยุนอ๋อง ก็ยิ่งผูกสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้น มิใช่เรื่องดีหรือ? อีกอย่าง นางเป็นเด็กที่เจ้า เห็นมาตั้งแต่เล็ก นิสัยใจคอเจ้าก็รู้ดี นางเป็นเด็กดีแท้ ๆ”
เมื่อถ้อยคําเหตุผลใช้ไม่ได้ หลี่เฟยจึงหยิบสายใยโลหิตมาเป็นเกราะ กําบัง ชูเฟยยิ้มบางอย่างอ่อนแรง
ยาว
กับนาง”
“เชอผิงเป็นเด็กดี ข้ารู้ดี แต่ก็เพราะความดีนั้นเอง…” นางถอนใจ
“เพราะนางอ่อนโยนบริสุทธิ์เกินไป ข้าจึงยิ่งไม่อาจให้หยุนเอ๋อร์แต่ง
“อ่อนโยนบริสุทธิ์แล้วผิดตรงไหน?”
“ที่นี่คือราชสํานัก มิใช่สวนดอกไม้ ความบริสุทธิ์ไม่ใช่เกียรติยศ หาก แต่เป็นจุดอ่อน นางจะเป็นเพียงภาระให้หยุนเอ๋อร์ ข้าไม่มีวันยอม
หลี่เฟยร้อนใจ
“เย่อผิงยอมเปลี่ยนแปลงเพื่อหยุนอ๋องได้ ขอเพียงเจ้าให้โอกาส
ชูเฟยส่ายหน้า
“ข้าเลี้ยงนางมา ข้ารู้ดีว่านางเป็นคนเช่นไร บางสิ่งมิใช่ฝึกกันได้ภาย
ในคืนเดียว”
“ถ้าเจ้าเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ นางก็ย่อมทําได้!”
เสียงหัวเราะของชูเฟยแฝงคมมีด
“ท่านแม่คิดว่าข้ามาถึงวันนี้เพราะโชคหรือ? ท่านรู้หรือไม่ว่าข้าต้อง
เหยียบย่ําศพผู้คนมากเพียงใดกว่าจะยืนอยู่ตรงนี้? เข่อผิงทําได้หรือ?”
คําถามนั้นทําให้ห้องเงียบงันราวสุสาน หลี่เฟยกัดฟัน
“ถือเสียว่าช่วยพี่ชายเจ้าเถิด บัดนี้สถานการณ์ของเขาไม่ดี หากเย่อ ผิงได้เข้าวัง อย่างน้อยก็เพิ่มแรงสนับสนุน…”
ซูเฟยยิ้มงดงามแต่ไร้ความอบอุ่น
“ท่านแม่วางแผนเพื่อบุตรชายของท่าน แต่ข้าก็ต้องวางแผนเพื่อ บุตรของข้าเช่นกัน หยุนเอ๋อร์เป็นทุกสิ่งของข้า ทางที่ข้าปูให้เขา ไม่มีที่ สําหรับเย่อผิง”
เจ้าไม่เห็นแก่สายเลือดเลยหรือ?”
ท่านแม่ต่างหากที่ไม่เห็นแก่สายเลือด บังคับให้ข้ารับเย่อผิงเพราะพี่
รอง แล้วข้าเล่า? ข้าไม่ใช่มารดาหรือ?”
หลี่เฟยหน้าซีดเผือด นางเพิ่งตระหนักว่าคําสัญญาที่เคยลั่นวาจาไว้ กับลูกชายและหลานสาว อาจกลายเป็นค้าโกหก เสียงวิงวอนอ่อนลง
“เหมยเอ๋อร์ ขอร้องเถิด…อย่างน้อยเพื่อหน้าของแม่”
ชูเฟยหลับตาครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยอย่างเด็ดขาด
“เรื่องอื่นตัวข้าช่วยได้ แต่เรื่องนี้ ไม่มีวัน”
หลี่เฟยหน้าขึ้นสี
“อย่าลืมว่าเจ้ามีวันนี้ได้เพราะตระกูล หากวันหน้าไม่ใช่หย่งเอ๋อร์สืบ
ตําาแหน่งโหว เจ้าแน่ใจหรือว่าจะไม่กระทบตน?”
ซูเฟยยิ้มเย็น
“ข้านั่งอยู่ตําแหน่งนี้ไม่ใช่เพราะโชคชะตา ท่านแม่ดูแลพี่รองเถิด
เรื่องของข้า ไม่ต้องห่วง”
“วันหน้าอย่าได้เสียใจ!
หลี่เฟยสะบัดแขนเสื้อจากไปอย่างเดือดดาล ซูเฟยมองแผ่นหลัง มารดา ใจโล่งขึ้นเล็กน้อย ทว่าก็เจ็บร้าวอยู่ลึก ๆ นางมิใช่ไม่อยากช่วยพี่ชาย หากแต่เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชีวิตลูกชาย นางไม่มีวันยอมให้ใครสอดมือ ไม่นาน นางเรียกบ่าวรับใช้ให้นําภาพและประวัติของบุตรีตระกูลต่าง ๆ ที่เข้าร่วม งานคัดเลือกมาทั้งหมด นางจะคัดเลือกด้วยตนเอง เพื่อหยุนเอ๋อร์…เพื่อ
อนาคตของเยา
ๆ
ทว่าทั้งสองมิรู้เลยว่า ข้างหน้าต่างมุมมืด มีเงาหนึ่งเลือนหายไปอย่าง เงียบงัน ไม่นาน ณ ตําหนัก ซิ่ว กินเชียงพาแม่นมฮวาเชียงเข้ามาในห้อง
ของจ้าวเข่อหรัน ทั้งสองคุกเข่า
“บ่าวฮวาเชียง คารวะคุณหนู”
จ้าวเข่อหรันยิ้มละมุน
“กลับมาเร็วนัก เรื่องเป็นอย่างไร?”
กินเชียงหัวเราะเบา ๆ
“ดูเหมือนสวรรค์จะเข้าข้างเรา ยังไม่ทันสืบ ข่าวก็ลอยมาถึงมือเจ้าค่ะ”
เมื่อฟังเรื่องราวทั้งหมด จ้าวเข่อหรันหัวเราะเบา
“ดังนั้นเป็นเรื่องงานคัดเลือกพระชายา สินะ…”
ฮวาเชียงพยักหน้า
“หลี่เฟยอยากให้หยุนอ๋องแต่งกับจ้าวเข่อผิง แต่ชูเฟยปฏิเสธเด็ด
ยาต ถึงขั้นทะเลาะกัน”
จ้าวเข่อหรันยิ้มเย็น
“ไม่แปลก ซูเฟยผ่านพายุในวังหลวงมานัก ย่อมรู้ดีว่าภรรยาของโอรส ต้องเป็นผู้เกื้อหนุน มิใช่ภาระ หลี่เฟยคงจนตรอกจึงหวังพึ่งการแต่งงานนี้
ฮวาเชียงตาเป็นประกาย
“คุณหนู จะให้เราซ้ําเติมอีกสักหน่อยหรือไม่?”
จ้าวเย่อหวั่นส่ายหน้า
“เหตุใดต้องเปื้อนมือ? เขาทะเลาะกันเอง ข้าเพียงเฝ้ามองก็พอ อีก
อย่าง พวกเขาไม่คิดร้ายต่อข้า ข้าจะไปก่อไฟทําไม
หน้าต่าง
บอกบ้า”
ฮวาเชียงสั่งเล
“แล้วเรื่องตําาแหน่งโหวเล่าเจ้าคะ?”
จ้าวเข่อหรันยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ยังไม่ถึงเวลา….อีกทั้ง คนที่ข้าอยากเห็นสืบตําาแหน่ง มิใช่บิดาข้า”
ฮวาเชียง งงัน แต่ไม่กล้าถามต่อ จ้าวเย่อหวั่นทอดสายตาออกนอก
“จับตาฉินอี้เหมียวกับจ้าวเย่อเหรินไว้ หากมีความเคลื่อนไหว รีบมา
“เจ้าค่ะ”
หลังฮวาเชียงจากไป จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง เกมนี้…เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น