หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 145 แสดงความสามารถ (2)
145 แสดงความสามารถ (2)
เมื่อสิ้นเสียงขันทีประกาศชื่อ ผู้คนทั้งท้องพระโรงต่างส่งสายตาให้
กันอย่างรู้กัน
พร้อมรอยยิ้มบางที่แฝงความคาดหวังเอาไว้โดยไม่ต้องเอื้อน
เอ่ย หลินซิ่วซิ่วจะร่ายร้าด้วยกระบี
เพียงได้ยินเช่นนั้น ความสนใจของทุกคนก็พลันถูกดึงดูดในทันที บุตรีของแม่ทัพใหญ่หลินเวย ผู้บัญชาการทหารม้าผู้เกรียงไกร ย่อมไม่อาจ เป็นเพียงสตรีอ่อนแอ งดงามแต่เปลือกนอก นางต้องเติบโตท่ามกลาง เสียงศัสตราวุธและกลิ่นคาวเลือด ย่อมเชี่ยวชาญทั้งบุ๋นและบู๊เป็นแน่ และ เมื่อคิดได้ดังนั้น ใครเล่าจะไม่เฝ้ารอ ?
หลินซิ่วซิ่วก้าวออกสู่ลานกลางอย่างมั่นใจ ชุดแดงเพลิงที่นางเปลี่ยน สวมตั้งแต่หลังฉากยิ่งขับผิวให้ขาวผ่องดุจหิมะต้องแสงอรุณ กระบี่คมวาวใน มือนั้นสะท้อนประกายไฟจากเชิงเทียนระยิบระยับ นางค้อมกายถวายบังคม ฮ่องเต้ ก่อนจะยกกระ ชั้น
แสงกระบี่พุ่งวาบดั่งอาทิตย์อัสดงฉาบผืนแผ่นดิน ท่วงท่าร่างกาย คล่องแคล่วดั่งเขียนเหาะเหินเหนือเมมา เสียงกลองน่าจังหวะพลันหยุดลง ฉับพลัน ราวเทพสายฟ้าระงับโทสะไว้ในอากาศ ขณะกระบี่ฟาดฟัน ลมปราณ พลุ่งพล่านราวคลื่นทะเลกราดเกรี้ยว แต่ครั้นจบเพลง ดาบกลับนิ่งสงบดัง ผิวนํ้ายามรุ่งสาง หยาบกร้านแต่สง่างาม แข็งแกร่งแต่แฝงความอ่อนช้อย
แรงและความงามหลอมรวมกันจนยากแยก
นางหมุนกาย เสื้อแดงสะบัดพลิ้ว บางคราอ่อนโยนดุจสายลม บาง คราดุดันดั่งพายุร้าย บางคราเร่าร้อนประกาศศักดา บางคราสงบนิ่งเก็บคม ดั่งดาบซ่อนเงา เวลานั้น ผู้คนลืมหายใจ นี่มิใช่เพียงการร่ายรํา นี่คือศิลปะ กระบี่หนึ่งเล่ม ร่ายชีวิตทั้งชีวิตลงบนผืนเวหา ครั้นท่วงท่าสุดท้ายจบลง เสียงปรบมือดังกึกก้องราวฟ้าร้องสะเทือนราชสํานัก เหล่ายูนคึกหลายคนถึง กับลุกพรวดขึ้น ตบมือพลางร้อง
“ดี! ดีเหลือเกิน!”
อย่างลืมมาด ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อทอดพระเนตรด้วยแววตาชื่นชม
ก่อนตรัสหัวเราะอย่างพึงพอพระทัย
“สมแล้วที่เป็นบุตรีของแม่ทัพหลินเวย ช่างเป็นสตรีผู้เพียบพร้อม ทั้งบุ๋นและบู๊แท้จริง ฮ่า ๆ ๆ กระบี่ร้าหนึ่งครา สะเทือนทั่วสี่ทิศ!”
หลินซิ่วซิ่วค้อมกายครึ่งหนึ่งอย่างนอบน้อม แม้เอื้อนเอ่ยถ่อมตนว่า เป็นเพียงฝีมือเล็กน้อย อาจรับคําชม แต่ในอกนั้นความภาคภูมิกลับพองโต ดุจคลื่นนํ้าหนุน ใช่ นางต้องการให้ทุกคนเห็น โดยเฉพาะเขา ฮือชวี่
ต่อให้ด้านวรรณศิลป์นางมิอาจเทียบจ้าวเข่อหรัน แต่ในด้านอื่นเล่า? นางไม่ยอมด้อยกว่า! สตรีเช่นนาง ทั้งงาม ทั้งเก่ง ทั้งแข็งแกร่ง จึงคู่ควรยืน เคียงข้างองค์ชายอ๋องผู้สูงศักดิ์ มิใช่ดอกไม้กระดาษที่มีเพียงถ้อยคําหวานล้ํา
แต่ไร้แก่นสาร
เมื่อคิดดังนั้น นางจึงเหลือบมองไปยังที่ประทับของฮือกูชวี่ และพบ ว่าเขากําลังมองนางอยู่ แววตานั้น ชื่นชม หัวใจหลินซิ่วซิ่วสั่นสะท้าน ความ หวังบางเบาแผ่ซ่านในอก หวานล้ําดุจน้ําผึ้งหยดแรกแห่งฤดูใบไม้ผลิ บาง ที… นางอาจมีโอกาส?
ทว่า ความจริงโหดร้ายยิ่งกว่าคมกระบี่ ชื่อกู ชื่นชมการร้าของนาง จริง หากเป็นเพียงในฐานะผู้ชมคนหนึ่งเท่านั้น หัวใจเขา มีเพียง จ้าวเข่อหรัน ไม่มีที่ว่างแม้เสี้ยวเล็บสําหรับผู้อื่น
จ้าวเข่อหรันนั่งเงียบอยู่ด้านล่าง ชื่นชมในฝีมือของหลินซิ่วชั่วอย่าง
จริงใจ นางมิใช่คนตาบอดต่อความสามารถของผู้อื่น กระบีร่าเมื่อครู่… นับว่า ยอดเยี่ยมอย่างแท้จริง แต่เมื่อเห็นสายตาที่หลินซิ่ว วลอบส่งให้ฮือ ชวี่ นาง ก็ได้แต่ทอดถอนใจ ความรัก บางครั้งก็ทําให้คนตาบอด
หลังจากหยุนอีอีและหลินซิ่ว วฝากผลงานอันเจิดจ้าไว้บนเวที สตรี คนอื่น ๆ ต่างรู้สึกกดดันจนเหงื่อซึม ฝีมือระดับนั้นจะให้ใครมาเทียบเคียง ย่อมมิใช่ง่าย หญิงสาวคนถัดไปเลือกแสดงการร่ายรําาเช่นกัน
ทว่าเมื่อเทียบกับกระบี่แดงเพลิงก่อนหน้าแล้ว ก็ประหนึ่งหิ่งห้อย แข่งแสงจันทร์ ต่างกันราวฟ้ากับเหว จ้าวเข่อหรันมองอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกเฉื่อย ชา ท่วงท่านั้นแม้ไม่ผิดพลาด แต่ไร้จุดเด่น งดงามเพียงผิวเผิน ราวบุปผา ประดิษฐ์ สวยแต่ไร้กลิ่น การแสดงถัด ๆ มา ยิ่งทําให้นางรู้สึกเบื่อหน่าย
สายตาจึงเผลอเลื่อนไปสํารวจทั่วท้องพระโรง บรรดาองค์ชายที่ถึงวัย เลือกชายาต่างนั่งเรียงรายในตําแหน่งที่จัดเตรียมไว้ และในหมู่นั้น นางเห็น ผู้หนึ่งซึ่งทําให้นางประหลาดใจเล็กน้อย องค์ชายรอง ซือถูหาน ผู้ซึ่งเลื่องชื่อ ว่าเป็นคู่แข่งสําคัญของรัชทายาท อกูเทียน นางเคยได้ยินชื่อเสียงเขามา นาน แต่เพิ่งเคยเห็นตัวจริงวันนี้
ต้องยอมรับ สายเลือดราชวงศ์ล้วนประทานรูปโฉมงดงามราวสวรรค์ สร้าง ไม่ว่าองค์ชายใดก็ล้วนโดดเด่น ทว่าไม่รู้เพราะเหตุใด นางกลับรู้สึกว่า ซือกูหานคล้ายชื่อกูหวี่มากที่สุด หรือเป็นเพียงความคิดของนางเอง? นาง เผลอมองนานเกินไป จนฮือถูหานเหมือนจะรู้สึกได้
เขาหันมาสบสายตา จ้าวเข่อหรันสะดุ้ง รีบเบือนหน้าหนี แต่ก็สาย เกินไป ฮือ หานเห็นแล้ว เขามิได้รู้สึกรําคาญ ตรงกันข้าม สายตานั้นมิได้มี ความหลงใหลอย่างสตรีอื่น มีเพียงความใคร่รู้บริสุทธิ์ นั่นกลับทําให้เขาสน ใจ และประกายสนุกเล็ก ๆ ก็ฉายวาบในดวงตา ภาพนั้นมีรอดพ้นสาย ตาฮือกูชวี่ หัวใจเขาเย็นวาบ
ความไม่พอใจคืบคลานอย่างเงียบงัน แต่ที่นี่คือท้องพระโรง เขาจึง ทําได้เพียงกดมันลงอย่างเย็นชา การแสดงด้าเนินต่อไป จ้าวเข่อหรันไม่กล้า
มองช้ายขวาอีก เกรงว่าจะ “ถูกจับได้” อีกครา หญิงสาวแต่ละคนต่างงัดฝีมือ สุดชีวิต หวังให้ตนโดดเด่นเหนือฝูงชน หวังให้ไต่กิ่งสูงกลายเป็นหงส์ เพราะ เพียงสายตาแห่งองค์ชายหนึ่งครั้ง อาจเปลี่ยนชะตาทั้งชีวิต
ไม่นาน เสียงประกาศก็ดังขึ้นอีกครา ถึงคราของบุตรีตระกูลฉิน ฉินอี้เหมี่ยว ฮองเฮายิ้มละไม แววตาเต็มไปด้วยความพึงพอใจ “คุณหนูใหญ่แห่งจวนฉินถั่วกง นั้นได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันดับหนึ่งแห่ง เมืองหลวง เสียงพิณของนางลือเลื่องมานาน วันนี้คงได้เปิดหูเปิดตาเสียที” อ่องเ พยักหน้ารับ ฉินอี้เหมี่ยวเลือกบรรเลงพิณ นิ้วเรียวยาวแตะ สายพิณอย่างมั่นคง เสียง “กว่างหลังสาน” ไหลรินดุจสายน้ําในหุบเขาลึก ละเมียดละไมแต่ทรงพลัง กังวานก้องอยู่ในใจผู้ฟัง แม้จ้าวเข่อหรันจะมั่นใจ ในฝีมือตน แต่ก็ต้องยอมรับ ในด้านพิณ นางยังห่างไกล
สมกับฉายา “สตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง” จริงแท้ เสียงสุดท้าย จางหาย เหลือเพียงความเงียบงันอันตรึงใจ หญิงสาวหลายคนที่ยังรอคิว สี หน้าพลันหม่นลง ราวบุปผาที่รู้ว่าตนมีอาจแข่งกลิ่นกับดอกไม้หลวง โชคดี ที่หยุนอีอีเลือกเป่าขลุ่ย มิได้ปะทะโดยตรง ทั้งสองจึงนับว่าเสมอกันคนละ ทาง จ้าวเข่อหรันมิได้แปลกใจ แต่สิ่งที่ทําให้นางเริ่มสนุก
คืออีกไม่นานจะถึงคราของจ้าวเข่อเหริน ไม่รู้ว่านางจะเลือกแสดงสิ่ง ใด และจะสามารถกดเสียงพิณของฉินอีเหมี่ยวลงได้หรือไม่ นึกแล้วก็อดยิ้ม บาง ๆ ไม่ได้ ค่ําคืนนี้… ดูท่าจะยังมีเรื่องให้ชมอีกมากนัก และศึกระหว่าง สตรี บางครั้งก็เชือดเฉือนยิ่งกว่าสงครามในสนามรบเสียอีก….