หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 146 หนึ่งรายร้าสะเทือนใต้หล้า
146 หนึ่งรายร้าสะเทือนใต้หล้า
แม้มิอาจรู้แน่ชัดว่าจ้าวเข่อเหรินจะสําแดงสิ่งใด ทว่าจ้าวเข่อหรันมอง ออกชัดเจน น้องสาวผู้นั้นมั่นใจยิ่งนัก ดวงตาฉายแววทะนง ราวกับชัยชนะ อยู่ในก้ามือแล้ว จ้าวเข่อหรันอดสงสัยมิได้
นับแต่ก้าวเข้าสู่งานคัดเลือกพระ
ชายา ใจของจ้าวเข่อเหรินล้วนมุ่งตรงไปยังองค์รัชทายาท เช่นนั้นแล้ว นาง
ย่อมต้องคิดหาวิธีสะกดสายตาเขาให้จงได้
หากจะประชันพิณ นางย่อมมิอาจทัดเทียมฉินอี้เหมี่ยว หากจะ ประชันรําา ย่อมไม่อาจเหนือกว่ากระบี่ร่ายของหลินซิ่วซิ่ว เช่นนั้น…เหลือเพียง หนทางเดียวเท่านั้น
“เอาชนะด้วยความแปลกใหม่
ไม่นานนักก็ถึงคราวของจ้าวเย่อเหริน ทว่าการแสดงของนางกลับทํา ให้ผู้คนทั้งท้องพระโรงตะลึง นางเลือกวาดภาพ จ้าวเข่อหรันพลันเข้าใจ จ้าวเย่อเหรีนฉลาดนัก นางรู้จุดแข็งของตนดี ยามก่อน ภาพ “ชุนเกลอ เหยียบหิมะ” ก็เคยหลอกลวงผู้คนมานับไม่ถ้วน ฝีแปรงของนางนั้น….มิใช่
ธรรมดา
กลางลานถูกตั้งโต๊ะยาว กระดาษขาวผืนหนึ่งปูรออยู่ จ้าวเข่อเหริน ก้าวขึ้นเวทีโดยไม่เหลียวมองผู้ใด หยิบพู่กันขึ้นอย่างมั่นคง
“จ่มชาดแต้มกลีบ
จ่มยาวแต่งผิว
จุ่มครั่งแต้มริมฝีปาก
จุ่มหมึก วาดคิ้วโค้งดุจพระจันทร์
จ่มเขียวหยกแต่งปิ่นปักผม
จุ่มทองประดับกําไล
จุ่มน้ําเงินครามแห่งอาภรณ์
พู่กันเคลื่อนไหวลื่นไหลดุจสายธารฤดูใบไม้ผลิ ไม่นานภาพก็เสร็จสิ้น บันทชูภาพขั้นให้ทุกผู้ได้ชม ทั้งท้องพระโรงพลันเงียบงัน เพราะภาพนั้น คือ…ฮองเฮา งามสง่าดุจมีชีวิต ดวงพักตร์อ่อนละมุน แววตาอบอุ่นราวจะ ทอดมองผู้ชมจากในภาพ ฮ่องเต้ซือถูหลิงจื้อหัวเราะเสียงด้ง
ไร?”
ฮ่องเต้
“ดี! ดี! ฝีมือยอดเยี่ยมจริง ดูแล้วราวกับมีชีวิต ฮองเฮา เจ้าคิดเช่น
ฮองเฮาฝืนยิ้มบาง แม้ในใจมิเต็มใจนัก แต่ย่อมมิอาจขัดพระพักตร์
“คุณหนูรองจ้าวช่างมีฝีมือ ภาพนี้วาดข้าได้สมจริงนัก”
เพียงถ้อยคํานี้ จ้าวเย่อเหรินก็แทบปลิวลอย นางคิดว่าตนสําเร็จ แล้ว ทั้งได้ชูจุดเด่นของตน ทั้งประจบฮองเฮาในคราเดียว จ้าวเข่อหรันมอง ภาพนั้นแล้วเพียงยิ้มบาง ฮองเฮายิ้มฝันเพียงใด คนสายตาคนย่อมเห็น แต่ จ้าวเย่อเหรินกลับหลงคิดว่าเป็นค่าชมจากใจ ความทะนงที่มองโลกผ่าน กระจกเงาของตนเอง…ช่างน่าขันนัก
ทว่าในที่นั่งอีกฟากหนึ่ง จ้าวชงกลับอกพองด้วยความภาคภูมิ บุตรีผู้ นี้ไม่เคยทําให้เขาผิดหวัง ได้คําชมจากทั้งฮ่องเต้และฮองเฮา ย่อมเป็นเกียรติ สูงสุด พ่อลูกคู่นี้…แม้ต่างวัย แต่ความมั่นตนมิได้ต่างกันเลย ไม่นานนักก็ถึง คราวของจ้าวเข่อหรัน นางก้าวขึ้นเวทีอย่างสงบ งามสง่าแต่ไม่โอ้อวด
“กราบทูลฝ่าบาท หม่อมฉันขอถวายการร่ายร้า แต่ต้องขอเวลา เตรียมการ และมีผู้ช่วยบางส่วน ไม่ทราบจะโปรดอนุญาตหรือไม่เพคะ”
ไทเฮาหัวเราะอย่างสนุกสนาน
“เด็กคนนี้ช่างชวนลุ้นนัก”
ฮ่องเต้พยักหน้า
“อนุญาต”
ไม่นาน ลานแสดงถูกปูด้วยผ้าไหมยาวซ้อนชั้นดุจหมอกบาง กลาง ลานมีหญิงสี่นางยืนรออยู่ ฉันเชียง ฉีเชียง ชื่อเสียง ฮวาเชียง (ล้วนปลอม โฉม) และผู้เป่าขลุ่ย…คือองค์ชายสาม ชือ ชวี่ อ๋องซวี่ เสียงฮือฮาเบา ๆ ดัง ขึ้น เหตุใดองค์ชายผู้สูงศักดิ์จึงยอมบรรเลงให้คุณหนูผู้หนึ่ง?
ทว่าคําาถามเหล่านั้นพลันถูกกลืนหายไป เมื่อเสียงขลุ่ยแรกดังขึ้น เสียงนั้นล่องลอยราวสายลมพัดผ่านหุบเขา หมอกขาวค่อย ๆ ลอยคลุมเวที กลีบดอกไม้โปรยปรายดุจสายฝนบุปผา หญิงสี่นางร่ายแขนเสื้อยาวราวดอก ไม้ผลิบาน แล้วในม่านหมอก…เงาร่างหนึ่งค่อย ๆ ปรากฏ สตรีชุดขาวราว จันทร์เพ็ญ
จ้าวเข่อหรัน นางเคลื่อนไหวแผ่วเบา ดุจกล้วยไม้ในหุบเขา แขนเสื้อ กว้างพลิ้วไหว ทุกย่างก้าวงามล้ําเกินถ้อยคํา สายตาอ่อนหวานกวาดผ่านผู้ ชม ราวกับกําลังมองเขาเพียงผู้เดียว เสียงขลุ่ยเร่งจังหวะ นางหมุนกายด้วย ปลายเท้า หมุนเร็วขึ้น เร็วขึ้น
แล้วพลันทะยานลอยขึ้นจากพื้น หญิงสี่นางปล่อยรีบบิ้นสีน้ําเงิน
ยาวพริ้วดุจคลื่นทะเล จ้าวเข่อหรันเหยียบปลายผืนผ้าไหม ลอยเด่นเหนือ คลื่นคราม ประหนึ่งเทพธิดาเหยียบคลื่นจันทรา เรือนร่างอ่อนช้อย ดุจเมม ขาวไหลเลื่อน ก้าวย่างราวตอกบัวผลิบานใต้ฝ่าเท้า แขนเรียวงามดุจไร้ กระดูก สายตาพร่างพราวเหมือนหมอกยามรุ่งสาง
ทุกผู้ลืมหายใจ ลืมแม้กระทั่งตนเอง เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มี ผู้ใดรู้ เมื่อเสียงขลุ่ยค่อย ๆ แผ่วลง นางหมุนกายครั้งสุดท้าย ก่อนหยุดยืน กลางเวที รอยยิ้มบางแตะมุมปาก
“หม่อมฉันขออภัย หากรายราไม่สมควรเพคะ”
เงียบงัน จากนั้นเสียงปรบมือกึกก้องดั่งฟ้าร้อง ฮ่องเต้เอ่ยด้วยน้ํา
เสียงตื่นตะลึง
“ร้าเช่นนี้ควรมีเพียงบนสวรรค์ มนุษย์โลกจะได้ชมกี่ครา!”
ผู้คนมองจ้าวเข่อหรันด้วยสายตาใหม่ สตรีผู้เคยเงียบงันกลับกลาย เป็นแสงจันทร์กลางคืนมือ นางมิได้เผยความยินดี เพียงยิ้มละมุนดุจคลื่น บาง ซือถูหวี่มองนางด้วยสายตาอ่อนโยนล้ําลึก เทพธิดาบนเวทีผู้นั้น…ยังคง ร่ายรําอยู่ในใจเขา
แต่ในอีกมุมหนึ่ง หลินซิ่วซิ่ว หมัดแน่น เล็บอีกฝ่ามือจนยาว ต กระบี่ของนางเมื่อครู่…ราวถูกผู้คนลืมเลือนไปสิ้น เหตุใด? เหตุใดสายตาทุก คู่จึงมองเห็นเพียงจ้าวเข่อหรัน! ความริษยากลายเป็นเปลวไฟเงียบงัน หาก สายตาสังหารได้ จ้าวเข่อหรันคงตายไปนับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
จ้าวเข่อหรันรู้สึกได้ถึงสายตาเย็นเยียบ นาง นไป เห็น
เพียงหลินซิ่วซิ่วยิ้มอ่อนโยนตอบกลับ นางจึงหัวเราะเบา คิดว่าตนคงหวาด ระแวงเกินไป ในวังหลวง…ความอิจฉาเป็นเรื่องธรรมดา แต่นางยังไม่รู้ บาง ครั้ง ความอิจฉาเมื่อหมักหมม จะกลายเป็นพิษร้ายแรงกว่าคมกระบี่ เมื่อการ
แสดงจบลง ฮองเฮากล่าวหวานชื่น
“คุณหนูแต่ละนางล้วนงามพร้อมทั้งกายและใจ หากให้ข้าเลือกเองก็
คงลําบาก”
พระทัย?”
หยุนกุ้ยเฟยหัวเราะเบา ๆ เสียงนั้นหวาน แต่แฝงหนาม
“ฮองเฮามิใช่ตรัสไว้ว่าจะไม่แทรกแซงหรือเพคะ เหตุใดต้องเหนื่อย
รอยยิ้มของฮองเฮาแข็งค้าง
“ข้าเพียงเอ่ยตามมารยาท หากเจ้าตีความผิด…ก็นับว่าเจ้าคิดลึกเกิน
ไป”
ถ้อยคําอ่อนหวาน แต่คมกริบดุจเข็ม หยุนกุ้ยเฟยแม้โกรธจนอก แทบระเบิด ก็จําต้องกล้ํากลืน ฮ่องเต้รีบไกล่เกลี่ย ไทเฮาหัวเราะ
“สุดท้ายแล้ว ก็อยู่ที่ใจขององค์ชายทั้งหลายมิใช่หรือ?”
อ่องเต้พยักหน้า
“ถูกต้อง วันนี้ให้พวกเขาเลือกด้วยตนเอง หากทั้งสองฝ่ายพอใจ ข้า จะพระราชทานสมรส”
สิ้นสุรเสียง ช่วงเวลาสําคัญที่สุดก็มาถึง ผู้ที่จะเลือกก่อนคือองค์รัช ทายาท เพราะเขาเป็นโอรสองค์โต องค์รัชทายาทลุกขึ้น ใบหน้าอ่อนโยนดุจ หยกขาว ก้าวลงจากที่ประทับ สายตาของเหล่าคุณหนูทั้งหลายสั่นไหว
ชะตาชีวิต…อาจเปลี่ยนไปในย่างก้าวถัดไปนี้เอง….