หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 149 สนทนาลึกซึ้งกับฮ่องเต้
149 สนทนาลึกซึ้งกับฮ่องเต้
เสียงหัวเราะกังวานดังขึ้นในพระตําหนักเงียบสงัด
“ฮ่า ๆ ๆ!”
ซือถูหลิงจื้อทอดสายตามองจ้าวเข่อหรัน แววตาเปี่ยมด้วยความชื้น
ชมอย่างไม่ปิดบัง
“เข่อหรัน แม้แต่ข้ายังต้องยอมรับ เจ้าแตกต่างจากสตรีทั่วไปโดย แท้ หากเป็นหญิงอื่น เมื่อรู้ว่าตนอาจได้ขึ้นนั่งตําแหน่งที่สตรีทั้งใต้หล้า ปรารถนา คงปลื้มปีติแทบบ้า แต่เจ้ากลับนิ่งสงบราวสายนํ้าลึก อวี้เอ๋อร์ช่างมี สายตา เลือกไข่มุกที่ถูกฝุ่นกลบเม็ดนี้ได้จริง ๆ”
จ้าวเข่อหรันยิ้มบาง รู้ในใจว่าตนผ่านด่านนี้ไปได้แล้ว ทว่าใบหน้า กลับไม่เผยความยินดีแม้แต่น้อย ฮ่องเต้มองนางอยู่นาน สายตาเลื่อนลอย คล้ายย้อนสู่อดีต เขาถอนหายใจยาว
“เจ้าคล้ายกับนางนัก…โดยเฉพาะนิสัย นางก็เป็นเช่นนี้ ไม่ใส่ใจลาภ
ยศ สิ่งที่นางต้องการ มีเพียงใจดวงเดียวเท่านั้น….แต่ข้ากลับมอบให้ไม่ได้”
คําพูดนั้นทําให้จ้าวเข่อหรันเข้าใจทันทีว่า “นาง” ที่เอ่ยถึงคือผู้ใด นาง
ยิ้มอ่อน โค้งศีรษะเล็กน้อย
“ฝ่าบาทตรัสผิดแล้วเพคะ หม่อมฉันอาจคล้ายในบางส่วน แต่เราสอง คนมิใช่คนเดียวกัน อ๋องสวี่เคยกล่าวว่า หม่อมฉันแข็งแกร่งกว่านางมาก”
แน่น
ซือถูหลิงจื้อชะงัก
“เจ้ารู้หรือว่าข้าหมายถึงผู้ใด ?
“หม่อมฉันทราบเพคะ” นางตอบอย่างสงบ
“ทรงหมายถึงพระสนมเขียวผู้ล่วงลับ มารดาของอ๋องช “
ฮ่องเต้เงียบงันไปครู่หนึ่ง จ้าวเข่อหรันเอ่ยต่อ เสียงเรียบนุ่มแต่หนัก
“พระสนมเชียวสามารถก้าวเข้าสู่วังหลวง เพื่อแบ่งปันบุรุษผู้เป็นที่รัก กับหญิงอื่นมากมายได้ แต่หม่อมฉันทําไม่ได้เพคะ หม่อมฉันต้องการความ รักที่สมบูรณ์ หากเขาให้ไม่ได้ ก็แปลว่าเขามิใช่คนของหม่อมฉัน ไม่ว่าผลจะ เป็นเช่นไร หม่อมฉันจะไม่ยอมอยู่เคียงข้างบุรุษที่หัวใจมีเป็นของหม่อมฉัน เพียงผู้เดียวเพคะ”
คํากล่าวนั้นทําให้สีพระพักตร์ฮ่องเต้เคร่งเครียด วันนี้เขาเรียกนาง
เข้าวัง นอกจากอยากเห็นว่าสตรีผู้นี้มีเสน่ห์อันใดจึงทําให้บุตรชายที่ตนภาค ภูมิใจหลงใหลถึงเพียงนี้ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ เขาหวังให้นางเกลี้ย กล่อมชวี่เอ๋อ รับชายารองเพิ่ม แม้เคยให้สัญญาว่าจะไม่บังคับ แต่หากนาง เป็นฝ่ายเอ่ยเอง เรื่องย่อมต่างออกไป ทว่าเขายังไม่ทันเปิดปาก นางกลับชิง กล่าวเสียก่อน
“เจ้าหมายความว่า จะไม่ยอมให้สามีมีหญิงอื่นเลยหรือ?”
นํ้าเสียงนั้นเริ่มแข็งกระด้าง จ้าวเข่อหรันรับรู้ถึงความไม่พอพระทัย
หัวใจเต้นแรง ทว่ามีถอย
“เพคะ อ๋องสวี่ทราบเงื่อนไขนี้ก่อนหม่อมฉันตอบรับ เขาเป็นผู้ยอม
รับเสียเอง”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่ากําลังจะแต่งกับผู้ใด!”
ฮ่องเต้ตบโต๊ะดังปัง
“เมื่อเป็นชายราชวงศ์ ย่อมต้องมีภรรยาหลายคน!”
จ้าวเข่อหรันสบพระเนตรโดยไม่ก้มหลบ
“ฝ่าบาทลืมแล้วหรือเพคะ วันนี้ในท้องพระโรง อ๋องชวี่ให้สัตย์สาบาน
ต่อหน้าผู้คนทั่วหล้า หนึ่งชีวิต หนึ่งคู่ครอง หากวันหน้าเขาผิดคําสัตย์ เกรง ว่าคําครหาจากใต้หล้าจะดังยิ่งกว่าฟ้าผ่า”
นี่คือถ้อยคําหาญกล้าเกินฐานะ แต่นางจ๋าต้องเอ่ย
“เจ้ากําลังข่มขู่ย้าหรือ?”
“หม่อมฉันมีบังอาจ เพียงกล่าวความจริง อีกทั้งมีใช่หม่อมฉันผู้เดียว
ที่ต้องการเช่นนี้ อ๋องสวี่ก็เช่นกัน”
ฮ่องเต้ตะลึง ตลอดมาเขาคิดว่าเงื่อนไขนี้มาจากสตรีผู้นี้ฝ่ายเดียว
บุตรชายเพียงยอมเพราะหลงรัก
“เป็นเพราะพระสนมเขียว” จ้าวเข่อหรันเอ่ยช้า ๆ
“อ๋อง วี่กล่าวว่า ความตายของพระมารดามิใช่ความผิดผู้ใด หากแต่ เป็นชะตาหลายสายถักทอ ทว่าเขาเชื่อว่านางไม่ควรเข้าวัง และบางที…การที่ พระนางทรงรักฝ่าบาท อาจเป็นจุดเริ่มต้นของความผิดพลาด”
ทุกถ้อยคําาประหนึ่งค้อนหนักทุบลงกลางพระทัย ชือถูหลิงจื้อนั่งนิ่ง
บนบัลลังก์ ม่านตาสั่นไหว
“เขาคิดว่าความรักของข้ากับเขียวเขียวเป็นความผิดพลาดหรือ? ข้า
รักนางเพียงผู้เดียว….
หลี่ฟูเฉวียนที่ยืนอยู่ข้างกายฮ่องเต้ เห็นพระพักตร์ซีดเผือดก็ใจหาย แต่ไม่กล้าเอ่ยแทรก จ้าวเข่อหรันเองก็สะท้อนใจ ทว่านางต้องพูด
“ฝ่าบาท พระสนมเชียวเป็นสตรีอ่อนโยน นางต้องการความรักทั้ง หมด แต่พระองค์ให้ไม่ได้ ทรงคิดว่าตราบใดที่ทรงรักนางมากที่สุดก็เพียง พอแล้วหรือเพคะ แต่เคยถามหรือไม่ ว่าสําหรับนาง เพียงพอแล้วจริงหรือ
ยัง?”
อ่องเต้พิมพ์าเบา ๆ
“หรือว่าความรักของข้า….ไม่พอสําหรับนาง?”
จ้าวเข่อหรันเอ่ยอีกประเด็น
“ฝ่าบาททรงทราบหรือไม่ เหตุใดทุกปีในวันครบรอบการสิ้นพระ
ชนม์ อ๋อง จึงไม่เคยร่วมถวายบังคมพร้อมพระองค์เลย?”
ฮ่องเต้เงยหน้าขึ้นฉับพลัน
“เขาเกลียดช้า…เขาคิดว่าข้ามาเขียวเขียว”
“มิใช่เพคะ เขาไม่เคยเกลียดพระองค์”
“ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใด!
จ้าวเข่อหรันสูดลมหายใจ
“เพราะในสายตาเขา การที่พระองค์ยังมีสนมมากมาย แต่กลับแสดง
ความอาลัยลิก งต่อพระมารดา เป็นเพียงความเสแสร้ง เขาเชื่อว่า หากรัก ใครจริง ย่อมไม่มีที่ว่างให้คนที่สาม
คําว่า “เสแสร้ง” ราวคมดาบเฉือนกลางอก ฮ่องเต้สีหน้ายาว ต ความ สับสนปั่นป่วนในแววตา ทั้งชีวิตเขารักเชียวเชียวมากที่สุด แต่ก็ทรยศนาง มากที่สุดเช่นกัน น้ําตาคลอขอบพระเนตร
“เขาคิดเช่นนั้นจริงหรือ…
จ้าวเข่อหรันยืนตรง มั่นคงดุจสน
“หม่อมฉันกับพระสนมเขียวไม่เหมือนกันเพคะ หม่อมฉันจะไม่ยอม
ถอย หนึ่งชีวิต หนึ่งคู่ครอง คือคํามั่นของเรา ฝ่าบาทอาจไม่เข้าใจหม่อมฉัน แต่ย่อมเข้าใจหัวใจของพระสนมเขียว”
ฮ่องเต้เงียบงัน ภาพอดีตผุดขึ้นในห้วงความคิด รอยยิ้มหวานในวัน แรกพบ ค่อย ๆ เลือนหายกลายเป็นรอยยิ้มฝันหลังเข้าวัง หรือเขาจะทําผิด ตั้งแต่ต้น? ได้บัลลังก์ แต่สูญเสียหญิงที่รักที่สุด ตําหนักใหญ่โตเพียงใด ก็ ยังหนาวเย็น เวลาผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดฮ่องเต้ถอนหายใจยาว
“ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้ากลับไปเถิด”
จ้าวเข่อหรันค้านับ แล้วหันหลังออกจากตําหนัก ครั้นก้าวถึงประตู
เสียงทุ้ม าดังตามหลังมา
“ต่อไปข้าจะไม่แทรกแซงเรื่องของเจ้ากับหวี่เอ๋อร์ ขอเพียงเจ้ามี ทายาทให้เขา ข้าจะไม่เอ่ยเรื่องชายารองอีก จงพิสูจน์ให้ข้าเห็นว่า การตัดสิน ใจวันนี้ไม่ผิด และ…จงเข้าวังบ่อย ๆ ให้ข้าได้เห็นหน้าพวกเจ้า”
เสียงนั้นแผ่วลง
“ดูแลชวี่เอ๋อร์ให้ดี อย่าให้เขาเจ็บปวดเหมือนข้ากับเขียวเชียว” จ้าวเข่อหรันยิ้มบางโดยไม่หันกลับ หลังนางจากไป ฮ่องเต้หยิบภาพ
วาดสตรีผู้หนึ่งขึ้นมา รอยยิ้มสดใสบนภาพนั้นงดงามดั่งเดิม น้ําตาที่กลั้นไว้
ร่วงลงทีละหยด
“เขียวเชียว…หากวันนั้นเจ้ามีความเข้มแข็งเช่นนาง และข้ามีความ
แน่วแน่เช่นชวี่เอ๋อร์ บางทีตอนจบอาจต่างไปหรือไม่? ข้าครองแผ่นดินแล้ว
แต่ไร้เจ้าเคียงข้าง บัลลังก์นี้ก็หนาวเหน็บเหลือเกิน….”
เสียงลมพัดผ่านหน้าต่าง ดั่งเสียงสะอื้นของสตรีในภาพ
“เขียวเชียว รอข้าก่อนเถิด เมื่อชวี่เอ๋อ รับแผ่นดินต่อ ข้าจะไปหา
เจ้า…ครั้งนั้น ข้าจะขอขมาอีกครั้ง”
หยาดนํ้าตาหยดลงบนภาพ ราวกับสตรีในนั้นกําลังร่ําไห้ ภายนอก ตําหนัก หลี่ฟูเฉวียนได้แต่ทอดถอนใจ ค่ําคืนนี้…คงเป็นอีกคืนที่ฮ่องเต้มีอาจ
หลับใหล.