หวนคืนชะตาคุณหนูใหญ่ตระกูลหลัก - 159 ผู้เฒ่าจงอี้ไหวมาเยือนถึงประตู
159 ผู้เฒ่าจงอี้ไหวมาเยือนถึงประตู
“อะไรนะ?”
ทันทีที่ได้ยินบ่าวรับใช้มารายงาน ท่านโหว จ้าวหลินก็อดแปลกใจไม่ ได้ นับตั้งแต่สองตระกูลยกเลิกสัญญาหมั้นหมายกัน ความไปมาหาสู่ก็แทบ ไม่มีอีกแล้ว ถึงอย่างไรเรื่องถอนหมั้นครั้งนั้น ความผิดก็อยู่ฝ่ายจงอี้โหวฝู ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้สึกละอายใจอะไรนัก
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ จ้าวเย่อเหรินก็มีวาสนา กว่าเดิม นางกําลังจะ กลายเป็นพระชายารองขององค์รัชทายาท ซึ่งจะนําผลประโยชน์ยิ่งใหญ่มา สู่จวนเจิ้นเป่ยโหว เรื่องหมั้นหมายเก่ากับจงอี้โหว เขาเองก็ไม่อยากรื้อฟื้น ขึ้นมาอีกแล้ว เพียงแต่วันนี้ ท่านโหวหลินจื้อกลับมาเยือนถึงที่… ไม่รู้ด้วย เหตุใดกันแน่
ไม่ใช่เพียงท่านโหวจ้าวหลินเท่านั้น คนในห้องโถงล้วนรู้สิกสงสัยกับ การมาเยือนอย่างกะทันหันของจงอี้โหว ส่วนจ้าวเย่อเหริน ซึ่งเคยมีสัญญา หมั้นกับจงอี้โหวฝู เมื่อได้ยินข่าว นางก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ แต่ในขณะเดียว กัน ไม่มีใครสังเกตเห็นว่า ในดวงตาของ จ้าวเข่อหรัน กลับวูบไหวด้วย ประกายสนุกสนาน
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางรู้ดี…ว่าทําไมจงอี้โหวถึงมาที่นี่ เดิมทีนางคิด ว่า เมื่อหลินจื้อรู้ความจริงแล้ว คงจะรีบมาทวงความยุติธรรมทันที แต่ใคร จะคิด…เขาจะอดกลั้นได้ถึงเพียงนี้ และเลือกมาในวันนี้แทน ดูท่าแล้ว คนผู้ นี้ก็ไม่ใช่คนธรรมดาจริง ๆ
เช่นกัน”
‘เยามาคนเดียวหรือ?”
ท่านโหวจ้าวหลินถาม
มิใช่ยครับ”
บ่าวผู้นั้นตอบอย่างนอบน้อม
“ท่านโหวจงอี้กับฮูหยินของเขามาด้วย และ… ท่านหลินชื่อจื่อก็มา
พอได้ยินเช่นนั้น ท่านโหวจ้าวหลินก็ขมวดคิ้วแน่น ความสงสัยในใจ ยิ่งเพิ่มขึ้น พวกเขาเลือกมาวันนี้… ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่ หลังถอนหมั้นกัน ไปแล้ว สองตระกูลยังมีเรื่องใหญ่ใด ต้องพูดคุยกันอีกหรือ? แม้จะเต็มไป ด้วยความข้องใจ แต่จ้าวหลินก็กล่าวว่า
“เชิญพวกเขาเย้ามา”
ไม่ว่าเรื่องอะไร อย่างไรก็ต้องเชิญแขกเข้ามาก่อน ถึงสองตระกูลจะ เคยมีเรื่องขัดแย้งจากการถอนหมั้น แต่สายสัมพันธ์เดิมก็ยังมีอยู่ หากไม่ ยอมพบหน้า ก็ยิ่งไม่เหมาะสม บ่าวรับค่า ก่อนรีบออกไปเชิญแยก
ขณะเดียวกัน จ้าวเย่อเหรินที่นั่งอยู่ในห้องโถง พลันรู้ลิกเย็นวาบใน ใจอย่างบอกไม่ถูก ราวกับลางร้ายบางอย่างกําลังใกล้เข้ามา ไม่นานนัก ท่าน โหวหลินจื้อ ผู้เฒ่าจงอี้โหว ก็ก้าวเข้ามาในห้องโถง พร้อมภรรยา ฮูหยินหลินโจว และบุตรชาย หลินซีหร่าน เพียงชั่วขณะเดียว บรรยากาศใน ห้องโถงก็แปรเปลี่ยนเป็นประหลาดอย่างยิ่ง
จ้าวเย่อเหรินมองฮูหยินหลินโจวกับหลินซีหรันที่เดินเข้ามา นางรู้ สึกอืดอัดอย่างบอกไม่ถูก และไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือไม่ สายตา
ที่ฮูหยินหลินโจวมองมายังนาง…กลับเต็มไปด้วยความเกลียดชังอย่าง ชัดเจน ท่านโหวจ้าวหลินมองท่านโหวหลินจื้อแล้วหัวเราะเบา ๆ
‘หลานรัก วันนี้เจ้ามา ไม่ทราบว่ามีเรื่องสําคัญอะไรหรือ? วันนี้ใน จวนเรากําาลังมีการรวมญาติพอดี”
ท่านโหวหลินจื้อยังคงให้เกียรติท่านโหวจ้าวหลินอยู่ไม่น้อย อย่าง
น้อยก็เพราะมิตรภาพในอดีตระหว่างบิดาของตนกับเยา
‘ท่านลุงจ้าว ข้าหาได้รู้ไม่ว่าจวนท่านกําลังมีงานสําคัญ การมารบ กวนโดยมิได้แจ้งล่วงหน้าถือเป็นความผิดของย้า แต่วันนี้ ข้ามีเรื่องสําคัญ ยิ่งต้องมาปรึกษากับท่าน และเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของสองตระกูล
ด้วย”
ความจริงแล้ว หลินจื้อเลือกมาวันนี้… อย่างจงใจ เขารู้ดีว่าวันนี้ จ้าวชง จะพาครอบครัวกลับมาเยือนจวนเจิ้นเป่ยโหว ดังนั้นวันนี้ เหมาะที่ สุต เพราะทุกคนอยู่พร้อมหน้า หากมีหนี้แค้นอะไร ก็สะสางกันเสียให้สิ้นใน วันนี้ ท่านโหวจ้าวหลินได้ยินดังนั้น ก็ขมวดคิ้วอีกครั้ง
สีหน้าของท่านโหวหลินจื้อดูเคร่งเครียดตั้งแต่ก้าวเข้ามา แถมยังบอ กว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับ “ชื่อเสียงของสองตระกูล” เรื่องเช่นนี้ ย่อมไม่เล็ก หลัง ครุ่นคิดครู่หนึ่ง จ้าวหลินจึงกล่าวว่า
มีเรื่องโต เจ้าก็พูดมาเถอะ ข้าจะฟังให้ถ้วนถี่
แต่ท่านโหวหลินจื้อยังไม่ทันพูด ฮูหยินหลินโจวที่อยู่ข้าง ๆ ก็อดไม่
ไหว เอ่ยขึ้นทันที
“ท่านโหว เรื่องนี้ท่านต้องให้คําอธิบายแก่พวกเรา มิฉะนั้นพวกเรา
ไม่มีวันยอม!”
หุบปาก!”
ท่านโหวหลินจื้อหันไปตวาด ฮูหยินหลินโจวเม้มปากแน่น แม้จะไม่ พอใจ แต่ก็ฉ่าต้องเงียบลง แต่คําพูดนั้น ทําให้จ้าวหลินไม่พอใจอย่างยิ่ง เขายังไม่รู้ว่าอีกฝ่ายต้องการอะไร แต่เห็นได้ชัดว่า วันนี้พวกเขามาเพื่อเอา เรี่องจวนเจิ้นเป่ยโหวโดยตรง
“หลานรัก หากมีเรื่องใดก็พูดมาตรง ๆ อย่าอ้อมค้อม”
คนในห้องโถงต่างก็สงสัยเช่นกัน ทว่าไม่ว่าจะเป็น จ้าวชง ฉินเชียง เหอ หรือ จ้าวเย่อเหริน ทุกคนล้วนมีลางสังหรณ์ไม่ดี เหมือนมีบางอย่าง กําลังหลุดพ้นจากการควบคุม
ส่วนจ้าวเข่อหรัน…นางยังคงนั่งเงียบ ๆ ดูละครตรงหน้า เพียงแต่มี อย่างหนึ่ง ทําให้นางรู้ล็กไม่สบอารมณ์นัก สายตา ของฮูหยินหลินโจวและหลินซีหร่านที่มองมายังนาง กลับเต็มไปด้วยทั้ง ความเสียดายและความร้อนแรง จ้าวเข่อหรันยิ้มเย็นในใจ “สายตาเช่นนี้ ข้าไม่คิดว่าตนจะมีวาสนารับไว้ได้จริง ๆ” ในที่สุด ท่านโหวหลินจื้อก็กล่าวว่า “ท่านลุงจ้าว เรื่องนี้เกี่ยวพันกว้างขวาง ข้าหวังว่าจะคุยกับท่านเป็น
การส่วนตัว”
ท่านโหวจ้าวหลินพยักหน้า
เช่นนั้นไปคุยกันในห้องหนังสือเถิด”
ทั้งสองลุกขึ้น ก่อนออกจากห้องโถง ท่านโหวจ้าวหลินหันมาก่าขับ
“จัดน้ําชาให้ฮูหยินหลินกับชื่อจื่อด้วย
‘หลิงเอ๋อร์ เจ้าช่วยดูแลแขกให้ “
“คนอื่น ๆ ก็อยู่เป็นเพื่อนแยกในห้องโถง
“เจ้าค่ะ นายท่าน” เซียวหลิงรีบตอบรับ
ไม่นาน จ้าวหลินก็พาหลินจื้อเข้าไปในห้องหนังสือ เมื่อปิดประตู
แล้ว ทั้งสองจึงนั่งลง จ้าวหลินถามตรง ๆ
‘หลานรัก วันนี้เจ้ามาด้วยเรื่องใดกันแน่?
ท่านโหวหลินจื้อไม่อ้อมค้อม
“ท่านลุงจ้าว ท่านกับบิดาข้ามีมิตรภาพกันมาหลายปี ข้าเองก็เคารพ ท่านเสมอ ตอนนั้นสองตระกูลเราถึงได้ตกลงหมั้นหมายกัน แม้ตอนนี้จะ ถอนหมั้นแล้ว ย้าก็ไม่เคยโทษจวนท่าน เพราะความผิดเดิมก็อยู่ฝ่ายเรา แต่ ไม่นานมานี้ ข้ากลับพบว่า… จวนจงอี้ไหวของข้ากําาลังแบกรับความผิดที่ไม่
ใช่ของตน”
ท่านโหวจ้าวหลินขมวดคิ้ว
‘เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ท่านโหวหลินจื้อกล่าวต่ออย่างสงบ เขาเล่าถึงการสอบสวน ถึงหญิง คณิกานาม หรูเสวี่ย ถึงแผนลวงที่ถูกจัดฉากขึ้น เพื่อทําให้ หลินซีหร่าน เสียชื่อ และทําลายการหมั้นหมาย จากนั้น ท่านโหวหลินจื้อก็พูดประโยค
หนึ่งออกมาอย่างชัดเจน
ริน”
“คนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมด… คือหลานสาวของท่าน จ้าวเย่อเห
เป็นไปไม่ได้!”
ท่านโหวจ้าวหลินลุกขึ้นทันที สีหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง ท่าน
โหวหลินจื้อยิ้มเย็น
“ถ้าไม่มีหลักฐาน ข้าคงไม่กล้าพูดเช่นนี้ และนอกจากนางแล้ว ยังมี
ผู้ช่วยอีกสองคน”
ท่านโหว จ้าวหลินถามเสียงเย็น
‘ใคร?”
ท่านโหวหลินจื้อตอบโดยไม่ลังเล
‘พ่อแม่ของนาง’
เพียงประโยคเดียว สีหน้าท่านโหวจ้าวหลินก็ด่ามีคราวเมมพายุ โทสะในอกพลุ่งพล่าน เขาไม่เคยคิดเลยว่า เบื้องหลังการถอนหมั้น จะมีเล่ห์
กลเช่นนี้ซ่อนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น คนที่ลงมือ… กลับเป็นหลานสาวของตนเอง
จ้าวหลินกัดฟันแน่น
นางหาเช่นนี้… เพื่ออะไร?”
ท่านโหวหลินจื้อหัวเราะเยาะ
“เพราะจวนจงอี้โหวของเรามันเล็กเกินไปในสายตานาง หัวใจของ
นางสูงส่งยิ่งกว่าฟ้า ในเมื่อปีนขึ้นไปถึงองค์รัชทายาทแล้ว จะยังเห็นสัญญา
หมั้นกับพวกเราหรือ?”
คําพูดนั้นทําให้ท่านโหวจ้าวหลินตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม ท่าน
โหวหลินจื้อกล่าวต่ออย่างไม่ปรานี
“ตั้งแต่ยังมีสัญญาหมั้นอยู่ นางก็ลอบพบองค์รัชทายาทแล้ว เพื่อ ถอนหมั้น นางถึงกับวางแผนทําลายชื่อเสียงของบุตรชายช้า ตอนนี้คนทั้ง เมืองหลวงต่างหัวเราะเยาะจวนจงอี้โหว ท่านลุงจ้าว เรื่องนี้… ท่านต้องให้ คําอธิบายแก่ช้า มิฉะนั้น ต่อให้ต้องฟ้องถึงฮ่องเต้ ข้าก็จะไม่ยอมปล่อยไป
ง่าย ๆ”
คําพูดนั้นทําให้หัวใจท่านโหวจ้าวหลินสั่นสะท้าน หากเรื่องนี้ไปถึง
พระกรรณฮ่องเต้ ไม่เพียงตําแหน่งพระชายารองของจ้าวเย่อเหรินจะจบ สิ้น แม้แต่จวนเจิ้นเป่ยโหวก็อาจพินาศ ยิ่งคิด เขายิ่งเดือดดาล
“เรียกคนมา!”
บ่าวรีบเข้ามา ท่านโหวจ้าวหลินสั่งเสียงกร้าว “ไปเรียกครอบครัวของบุตรชายคนโตมาที่ห้องหนังสือทันที!”
“เดี๋ยวนี้!”
บ่าวรับค้าแล้วรีบวิ่งออกไป ท่านโหวจ้าวหลินหันมาหาท่าน
โหวหลินจื้อ พลางกล่าวเสียงต่ํา ‘หลานรัก เรื่องนี้ถ้าจะให้คําตอบแก่เจ้าแน่นอน”
ท่านโหวหลินจื้อยื้มบาง ๆ
การชดใช้”
“ท่านลุงจ้าว ข้าก็ไม่ได้อยากทําให้ท่านลําาบาก แต่เรื่องนี้… ต้องมี
“เจ้าต้องการอะไร?”
ท่านโหวจ้าวหลินถาม ท่านโหวหลินจื้อกล่าวช้า ๆ
“ย้ามีข้อเสนอหนึ่ง… ซึ่งจะเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย”
เพียงแต่
ในห้องโถง บรรยากาศก็อืมครีมไม่แพ้กัน ฮูหยินหลินโจวนั่งเงียบ แต่สายตาที่มองจ้าวเย่อเหรินเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ส่วนหลินซีหรัน… กลับมองจ้าวเย่อเหรินด้วยสายตาซับซ้อน จนทําให้นางรู้สึกหนาววาบไปทั้ง สันหลัง เวลาผ่านไปเนิ่นนาน จู่ ๆ บ่าวคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามา นายท่านสั่งให้ครอบครัวคุณชายใหญ่ไปพบที่ห้องหนังสือเดี๋ยวนี้!”